โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า? ‘The Drama’ ภาพยนตร์ที่ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราล่วงรู้ ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรัก เราจะยังมองเขาเหมือนเดิมไหม นำไปสู่การทบทวนว่าทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับชีวิตคู่แค่ไหน

Mirror Thailand

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 06.04 น.
ภาพไฮไลต์

ถ้าคุณได้ล่วงรู้เรื่องราวที่ไม่ดีในอดีตของ ‘คนรัก’ คุณจะรับได้ไหม? ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama แต่งก็บ้า..ดราม่าเบอร์นี้’ กำลังตั้งคำถามเช่นนี้กับผู้ชม โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคู่รักสุดหวานแววที่กำลังจะเข้าสู่พิธีวิวาห์อย่าง ‘ชาร์ลี’ (รับบทโดย Robert Pattinson) และ ‘เอ็มมา’ (รับบทโดย Zendaya) กลับต้องเจอจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ เพราะหัวข้อบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารระหว่างพวกเขากับเพื่อนๆ ซึ่งคือ ‘สิ่งที่แย่ที่สุดที่เคยทำในชีวิต’ ทุกคนต่างแชร์วีรกรรมที่ไม่ดีของตัวเองออกมา จนถึงคิวของ ‘เอ็มมา’ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไป

นั่นเพราะเรื่องราวในอดีตของเธอไม่ได้ ‘น่าขัน’ หรือ ‘ทำใจยอมรับได้ง่าย’ แต่กลับรุนแรงมากกว่าที่คิด แม้ว่าเธอจะยังไม่ได้ลงมือทำ แต่ความคิดนั้นก็นับว่า ‘อันตราย’ ต่อคนรอบตัวและสังคมอยู่ดี เพราะหากเธอลงมือทำจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความผิดทางกฎหมายกรณีร้ายแรงทันที และความลับนี้ก็ยิ่งบาดลึกลงในใจของ ‘ชาร์ลี’ เพราะเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ความรู้สึกสับสนจึงเริ่มก่อตัวขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

นับตั้งแต่คืนนั้น มุมมองที่ ‘ชาร์ลี’ มีต่อ ‘เอ็มมา’ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ เขามองว่า ‘เอ็มมา’ เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น และมองโลกในแง่ดี แต่เรื่องราวในอดีตของเธอช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ปัจจุบันที่เขามองเห็นอย่างสิ้นเชิง

อดีต VS ปัจจุบัน

จริงๆ แล้วก็เป็นไปได้ที่ในความสัมพันธ์หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายอาจมี ‘ความลับในอดีต’ ที่ไม่ได้บอกเล่าให้คนรักฟัง ไม่ว่าจะเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะเล่า ไม่อยากพูดถึง หรือต้องการฝังกลบเรื่องนั้นเอาไว้ไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ ซึ่งต่อให้ ‘ความลับ’ นั้นจะไม่ได้ร้ายแรงเทียบเท่ากับของ ‘เอ็มมา’ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนรักของเราจะยอมรับได้เสมอไป

บางคนมองว่าเวลาคบกับใครคนหนึ่ง เราไม่ได้คบเพียงตัวเขาในปัจจุบัน แต่ยังคบอดีตที่ผ่านมาของตัวเขาด้วย เพราะกว่าเขาจะมีตัวตนดังเช่นทุกวันนี้ เขาต้องพบเจอประสบการณ์ต่างๆ มากมายในอดีต รวมถึงผ่านการขัดเกลาและหล่อหลอมจากสังคมรอบข้าง เช่น คนที่ถอดเสื้อผ้าแล้วไม่เก็บใส่ตะกร้าให้เรียบร้อย อาจมีสาเหตุมาจากการเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้ตลอด ทำให้พฤติกรรมนี้กลายเป็นนิสัยติดตัวที่แก้ไขได้ยาก หรือคนที่ไม่มั่นใจตัวเอง อาจเคยโดนเพื่อนพูดจาด้อยค่าเรื่องความสามารถมาโดยตลอด เป็นต้น ซึ่งอุปนิสัยส่วนตัวเหล่านี้แหละที่อาจกลายเป็นปัญหากระทบต่อความสัมพันธ์

ดังนั้น ภาพยนตร์ ‘The Drama’ จึงชวนให้ผู้ชมได้ตกตะกอนว่า หากเราเจอสถานการณ์แบบตัวละคร ‘ชาร์ลี’ เราจะตัดสินใจเช่นไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะก่อนจะเลือกเส้นทาง ‘เลิกรา’ หรือ ‘คบหาต่อ’ เราจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสีย / อดีตกับปัจจุบันของอีกฝ่าย ว่าความสัมพันธ์นี้ยังคงคุ้มค่าและเฮลตี้มากพอที่จะไปต่อหรือไม่

เช่น เขาเคยบูลลี่เพื่อนในวัยเรียน แต่ปัจจุบันตระหนักถึงปัญหานี้ และปรับปรุงตัวเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับข้อดีอื่นๆ ของเขา เช่น ดูแลเทคแคร์ดี คอยรับฟังและอยู่เคียงข้าง มีหน้าที่การงานมั่นคง รักครอบครัว หรือมีน้ำใจต่อคนรอบข้าง เป็นต้น สำหรับบางคนอาจจะยอมรับ ‘อดีตที่ผ่านมา’ ของคนรักได้ หากคนรักเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไม่ย้อนกลับไปทำสิ่งนั้นแล้ว ขณะที่บางคนอาจไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม

หมายเหตุ: เนื้อหาหลังจากนี้จะมีการเปิดเผยประเด็นสำคัญของภาพยนตร์

ทัศนคติของคนรัก

จริงๆ แล้ว ‘ทัศนคติ’ ที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน? อย่างกรณีของ ‘เอ็มมา’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama’ ไม่ใช่เพียงการมีอดีตอันเลวร้าย แต่คือการมี Mindset ในการใช้ชีวิตที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะการที่คนคนหนึ่งมีความคิดที่จะ ‘กราดยิง’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันสามารถสะท้อนถึงเบื้องหลังตัวตนได้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติในการดำรงชีวิต การรับมือแก้ไขปัญหา ความมั่นคงทางจิตใจ และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา

แม้ว่าในทุกวันนี้ เธอจะไม่มีความคิดเรื่องการกราดยิงแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอมีมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อเรื่องการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงมีหลากหลายระดับ และไม่ได้มีเพียงความรุนแรงเชิงกายภาพเท่านั้นด้วย

ในทำนองเดียวกัน สังคมไทยเองก็เคยมีการพูดถึงประเด็น ‘ความรัก VS การเมือง’ ว่าเราจะสามารถคบหากับคนที่มีมุมมองเรื่องการเมืองแตกต่างกันได้หรือไม่ เนื่องจากมุมมองเรื่องการเมืองก็สามารถสะท้อนแนวคิดอื่นๆ ที่ยึดถือได้อีกหลายเรื่อง เช่น ความเท่าเทียม หรือการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นต้น

ฉะนั้น ถ้าในกรณีที่คนรักปฏิบัติตัวดีกับเรา แต่เขาเคยเป็นหรือยังเป็น ‘คนที่มีทัศนคติไม่ดี’ เช่น เหยียดเพศหรือเชื้อชาติ แล้วเราจะยังมองว่าเขาเป็น ‘คนรักที่ดี’ อยู่หรือไม่ ในเมื่อส่วนหนึ่งของตัวตนเขาคือสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และอาจเป็นสิ่งที่ท็อกซิกต่อคนอื่นๆ ในสังคม

หาก ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรักคือข้อเสียใหญ่ที่ขัดต่อความเชื่อหรือคุณค่าที่เรายึดถือ ต่อให้เขาจะมีข้อดีอีกเป็น 1,000 ข้อ บางทีมันก็ไม่อาจลบล้างข้อเสียข้อเดียวได้ ในทางกลับกัน หากเปรียบเทียบแล้วว่าข้อดีอื่นๆ สำคัญกับเรามากกว่า มันก็อาจทำให้มองข้ามข้อเสียบางอย่างไปได้ เพราะแน่นอนว่า เราทุกคนล้วนมีข้อเสียกันทั้งนั้น เรื่องของความสัมพันธ์จึงไม่ใช่เพียงการหลงรักในข้อดี แต่คือการยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายด้วยเช่นเดียวกัน

ทำแล้ว VS ยังไม่ทำ

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama’ ยังชวนให้ผู้ชมได้ถกเถียงว่า ระหว่าง ‘ความผิดร้ายแรงที่ยังไม่ได้ลงมือทำ’ กับ ‘ความผิดที่เบากว่า แต่ลงมือทำไปแล้ว’ แบบไหนยอมรับไม่ได้มากกว่ากัน เนื่องจากหากพิจารณาในกรณีของ ‘เอ็มมา’ เธอได้วางแผนเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือ ‘กราดยิง’ ในโรงเรียน เพราะมีเหตุการณ์อื่นเข้ามาหยุดยั้งไว้ก่อน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พลิกมุมมองความคิดของเธอให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่ได้ลงมือทำ หรือเธอยืนยันว่ามุมมองความคิดเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ กลับมาได้ดังเดิม เพราะสิ่งที่เธอเคยคิดจะทำในอดีตเป็นเรื่องที่สามารถสร้างภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตให้กับคนอื่น

ขณะเดียวกัน เมื่อภาพยนตร์ดำเนินเรื่องไปสักพัก เราจะได้เห็น ‘ชาร์ลี’ ลงมือทำสิ่งที่แย่ๆ ในความสัมพันธ์ เนื่องจากอาการวิตกกังวลที่เกิดขึ้นหลังรู้เบื้องหลังชีวิตของแฟนสาว ไม่ว่าจะเป็น ‘การนอกใจ’ หรือ ‘การไม่มีสติในการกล่าวสุนทรพจน์ถึงเจ้าสาว’ ซึ่งทำลายทั้งชีวิตของพวกเขา และงานแต่งงานให้พังยับเยิน ต่อให้ ‘ความรุนแรงเชิงกายภาพ’ จะน้อยกว่า หรือไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่ปลายทางสุดท้ายคือเขาได้ลงมือทำมันไปแล้ว และผลเสียก็เกิดขึ้นจริงแล้ว

หากมองย้อนกลับมาในความสัมพันธ์ทั่วไป สถานการณ์รูปแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในประเด็นที่แตกต่างออกไป เช่น ฝ่ายหนึ่งอาจเคยหวั่นไหวกับคนอื่น แต่สามารถยับยั้งชั่งใจไว้ได้ ขณะที่อีกฝ่ายอาจเคยผิดคำสัญญาว่าจะไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่สุดท้ายก็เมากลับบ้านมา เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้เขียนหรือบุคคลภายนอกไม่อาจตัดสินได้ว่า ทางเลือกไหนเลวร้ายกว่า หรือยอมรับไม่ได้มากกว่า เพราะแต่ละคนต่างมีความคิดเห็น หรือทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป

Empathy ?

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าเราเจอสถานการณ์แบบ ‘ชาร์ลี’ เรายังจำเป็นต้องมี Empathy ต่อคนรักไหม เพราะคนรักเลือกที่จะปิดบังความลับนี้ต่อเราจนถึงช่วงเวลาใกล้แต่งงาน ทั้งที่มันเป็นทัศนคติเชิงลบอย่างรุนแรง แม้ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ณ ปัจจุบัน คนรักของเราไม่ได้มีมุมมองความคิดแบบนั้นแล้ว

หากพิจารณาจากบริบทในภาพยนตร์ ผู้ชมจะได้รับรู้ถึงสาเหตุและกระบวนการเปลี่ยนแปลงความคิดของ ‘เอ็มมา’ เนื่องจากเธอเพียงต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ คำชื่นชม และที่ยื่นในสังคม ซึ่งภาพยนตร์ได้พยายามแสดงให้เห็นว่า ‘เอ็มมา’ กลับตัวกลับใจเป็นคนที่ดีขึ้นแล้ว แต่อย่าลืมว่า ‘ชาร์ลี’ ไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นเหมือนกับผู้ชม สิ่งที่เขารับรู้มีเพียง ‘คำพูดลอยๆ’ จากคนรักที่เคยปกปิดความลับนี้ และเขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า ถ้ามีเหตุการณ์มากระทบจิตใจของ ‘เอ็มมา’ อีกครั้ง เธอจะกลับไปมีความคิดแบบเดิมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ ‘ชาร์ลี’ จึงไม่สามารถเข้าใจคนรักได้อย่างแท้จริง แม้ว่าเธอจะเปิดใจเล่าเบื้องหลังชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังแล้วก็ตาม

ในทางกลับกัน เมื่อ ‘ชาร์ลี’ ได้ลงมือทำสิ่งผิดพลาดไปถึง 2 ครั้ง แต่ ‘เอ็มมา’ ก็ยังคงเลือกที่จะให้อภัยเขา และเริ่มต้นใหม่กับความสัมพันธ์เดิม ซึ่งนั่นก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอรักเขามากจริงๆ หรือเธอเข้าใจในมุมของเขา หรือมันแค่เพราะต่างฝ่ายต่างทำผิด จึงถือทั้งสองฝ่าย ‘หายกัน’ แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว อยู่ที่ว่าเราจะมองในมุมไหนมากกว่า

สุดท้ายแล้ว หากสถานการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเลือกคบหาต่อไป หรือยุติความสัมพันธ์ แต่การเคารพ ‘จุดยืน’ ของตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเราจำเป็นต้องรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง ว่าขอบเขตแค่ไหนถึงยอมรับได้หรือไม่ได้ เพราะการดันทุรังที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ ทั้งๆ ที่ความเชื่อใจได้พังทลายลงไปหมดแล้ว ผลลัพธ์ก็มีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเจ็บปวดกันมากกว่าเดิม

ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า?

บทความต้นฉบับได้ที่ : ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า? ‘The Drama’ ภาพยนตร์ที่ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราล่วงรู้ ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรัก เราจะยังมองเขาเหมือนเดิมไหม นำไปสู่การทบทวนว่าทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับชีวิตคู่แค่ไหน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...