ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า? ‘The Drama’ ภาพยนตร์ที่ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราล่วงรู้ ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรัก เราจะยังมองเขาเหมือนเดิมไหม นำไปสู่การทบทวนว่าทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับชีวิตคู่แค่ไหน
ถ้าคุณได้ล่วงรู้เรื่องราวที่ไม่ดีในอดีตของ ‘คนรัก’ คุณจะรับได้ไหม? ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama แต่งก็บ้า..ดราม่าเบอร์นี้’ กำลังตั้งคำถามเช่นนี้กับผู้ชม โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคู่รักสุดหวานแววที่กำลังจะเข้าสู่พิธีวิวาห์อย่าง ‘ชาร์ลี’ (รับบทโดย Robert Pattinson) และ ‘เอ็มมา’ (รับบทโดย Zendaya) กลับต้องเจอจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ เพราะหัวข้อบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารระหว่างพวกเขากับเพื่อนๆ ซึ่งคือ ‘สิ่งที่แย่ที่สุดที่เคยทำในชีวิต’ ทุกคนต่างแชร์วีรกรรมที่ไม่ดีของตัวเองออกมา จนถึงคิวของ ‘เอ็มมา’ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไป
นั่นเพราะเรื่องราวในอดีตของเธอไม่ได้ ‘น่าขัน’ หรือ ‘ทำใจยอมรับได้ง่าย’ แต่กลับรุนแรงมากกว่าที่คิด แม้ว่าเธอจะยังไม่ได้ลงมือทำ แต่ความคิดนั้นก็นับว่า ‘อันตราย’ ต่อคนรอบตัวและสังคมอยู่ดี เพราะหากเธอลงมือทำจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความผิดทางกฎหมายกรณีร้ายแรงทันที และความลับนี้ก็ยิ่งบาดลึกลงในใจของ ‘ชาร์ลี’ เพราะเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ความรู้สึกสับสนจึงเริ่มก่อตัวขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
นับตั้งแต่คืนนั้น มุมมองที่ ‘ชาร์ลี’ มีต่อ ‘เอ็มมา’ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ เขามองว่า ‘เอ็มมา’ เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น และมองโลกในแง่ดี แต่เรื่องราวในอดีตของเธอช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ปัจจุบันที่เขามองเห็นอย่างสิ้นเชิง
อดีต VS ปัจจุบัน
จริงๆ แล้วก็เป็นไปได้ที่ในความสัมพันธ์หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายอาจมี ‘ความลับในอดีต’ ที่ไม่ได้บอกเล่าให้คนรักฟัง ไม่ว่าจะเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะเล่า ไม่อยากพูดถึง หรือต้องการฝังกลบเรื่องนั้นเอาไว้ไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ ซึ่งต่อให้ ‘ความลับ’ นั้นจะไม่ได้ร้ายแรงเทียบเท่ากับของ ‘เอ็มมา’ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนรักของเราจะยอมรับได้เสมอไป
บางคนมองว่าเวลาคบกับใครคนหนึ่ง เราไม่ได้คบเพียงตัวเขาในปัจจุบัน แต่ยังคบอดีตที่ผ่านมาของตัวเขาด้วย เพราะกว่าเขาจะมีตัวตนดังเช่นทุกวันนี้ เขาต้องพบเจอประสบการณ์ต่างๆ มากมายในอดีต รวมถึงผ่านการขัดเกลาและหล่อหลอมจากสังคมรอบข้าง เช่น คนที่ถอดเสื้อผ้าแล้วไม่เก็บใส่ตะกร้าให้เรียบร้อย อาจมีสาเหตุมาจากการเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้ตลอด ทำให้พฤติกรรมนี้กลายเป็นนิสัยติดตัวที่แก้ไขได้ยาก หรือคนที่ไม่มั่นใจตัวเอง อาจเคยโดนเพื่อนพูดจาด้อยค่าเรื่องความสามารถมาโดยตลอด เป็นต้น ซึ่งอุปนิสัยส่วนตัวเหล่านี้แหละที่อาจกลายเป็นปัญหากระทบต่อความสัมพันธ์
ดังนั้น ภาพยนตร์ ‘The Drama’ จึงชวนให้ผู้ชมได้ตกตะกอนว่า หากเราเจอสถานการณ์แบบตัวละคร ‘ชาร์ลี’ เราจะตัดสินใจเช่นไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะก่อนจะเลือกเส้นทาง ‘เลิกรา’ หรือ ‘คบหาต่อ’ เราจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสีย / อดีตกับปัจจุบันของอีกฝ่าย ว่าความสัมพันธ์นี้ยังคงคุ้มค่าและเฮลตี้มากพอที่จะไปต่อหรือไม่
เช่น เขาเคยบูลลี่เพื่อนในวัยเรียน แต่ปัจจุบันตระหนักถึงปัญหานี้ และปรับปรุงตัวเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับข้อดีอื่นๆ ของเขา เช่น ดูแลเทคแคร์ดี คอยรับฟังและอยู่เคียงข้าง มีหน้าที่การงานมั่นคง รักครอบครัว หรือมีน้ำใจต่อคนรอบข้าง เป็นต้น สำหรับบางคนอาจจะยอมรับ ‘อดีตที่ผ่านมา’ ของคนรักได้ หากคนรักเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไม่ย้อนกลับไปทำสิ่งนั้นแล้ว ขณะที่บางคนอาจไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม
หมายเหตุ: เนื้อหาหลังจากนี้จะมีการเปิดเผยประเด็นสำคัญของภาพยนตร์
ทัศนคติของคนรัก
จริงๆ แล้ว ‘ทัศนคติ’ ที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน? อย่างกรณีของ ‘เอ็มมา’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama’ ไม่ใช่เพียงการมีอดีตอันเลวร้าย แต่คือการมี Mindset ในการใช้ชีวิตที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะการที่คนคนหนึ่งมีความคิดที่จะ ‘กราดยิง’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันสามารถสะท้อนถึงเบื้องหลังตัวตนได้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติในการดำรงชีวิต การรับมือแก้ไขปัญหา ความมั่นคงทางจิตใจ และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา
แม้ว่าในทุกวันนี้ เธอจะไม่มีความคิดเรื่องการกราดยิงแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอมีมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อเรื่องการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงมีหลากหลายระดับ และไม่ได้มีเพียงความรุนแรงเชิงกายภาพเท่านั้นด้วย
ในทำนองเดียวกัน สังคมไทยเองก็เคยมีการพูดถึงประเด็น ‘ความรัก VS การเมือง’ ว่าเราจะสามารถคบหากับคนที่มีมุมมองเรื่องการเมืองแตกต่างกันได้หรือไม่ เนื่องจากมุมมองเรื่องการเมืองก็สามารถสะท้อนแนวคิดอื่นๆ ที่ยึดถือได้อีกหลายเรื่อง เช่น ความเท่าเทียม หรือการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นต้น
ฉะนั้น ถ้าในกรณีที่คนรักปฏิบัติตัวดีกับเรา แต่เขาเคยเป็นหรือยังเป็น ‘คนที่มีทัศนคติไม่ดี’ เช่น เหยียดเพศหรือเชื้อชาติ แล้วเราจะยังมองว่าเขาเป็น ‘คนรักที่ดี’ อยู่หรือไม่ ในเมื่อส่วนหนึ่งของตัวตนเขาคือสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และอาจเป็นสิ่งที่ท็อกซิกต่อคนอื่นๆ ในสังคม
หาก ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรักคือข้อเสียใหญ่ที่ขัดต่อความเชื่อหรือคุณค่าที่เรายึดถือ ต่อให้เขาจะมีข้อดีอีกเป็น 1,000 ข้อ บางทีมันก็ไม่อาจลบล้างข้อเสียข้อเดียวได้ ในทางกลับกัน หากเปรียบเทียบแล้วว่าข้อดีอื่นๆ สำคัญกับเรามากกว่า มันก็อาจทำให้มองข้ามข้อเสียบางอย่างไปได้ เพราะแน่นอนว่า เราทุกคนล้วนมีข้อเสียกันทั้งนั้น เรื่องของความสัมพันธ์จึงไม่ใช่เพียงการหลงรักในข้อดี แต่คือการยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายด้วยเช่นเดียวกัน
ทำแล้ว VS ยังไม่ทำ
นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Drama’ ยังชวนให้ผู้ชมได้ถกเถียงว่า ระหว่าง ‘ความผิดร้ายแรงที่ยังไม่ได้ลงมือทำ’ กับ ‘ความผิดที่เบากว่า แต่ลงมือทำไปแล้ว’ แบบไหนยอมรับไม่ได้มากกว่ากัน เนื่องจากหากพิจารณาในกรณีของ ‘เอ็มมา’ เธอได้วางแผนเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือ ‘กราดยิง’ ในโรงเรียน เพราะมีเหตุการณ์อื่นเข้ามาหยุดยั้งไว้ก่อน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พลิกมุมมองความคิดของเธอให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่ได้ลงมือทำ หรือเธอยืนยันว่ามุมมองความคิดเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ กลับมาได้ดังเดิม เพราะสิ่งที่เธอเคยคิดจะทำในอดีตเป็นเรื่องที่สามารถสร้างภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตให้กับคนอื่น
ขณะเดียวกัน เมื่อภาพยนตร์ดำเนินเรื่องไปสักพัก เราจะได้เห็น ‘ชาร์ลี’ ลงมือทำสิ่งที่แย่ๆ ในความสัมพันธ์ เนื่องจากอาการวิตกกังวลที่เกิดขึ้นหลังรู้เบื้องหลังชีวิตของแฟนสาว ไม่ว่าจะเป็น ‘การนอกใจ’ หรือ ‘การไม่มีสติในการกล่าวสุนทรพจน์ถึงเจ้าสาว’ ซึ่งทำลายทั้งชีวิตของพวกเขา และงานแต่งงานให้พังยับเยิน ต่อให้ ‘ความรุนแรงเชิงกายภาพ’ จะน้อยกว่า หรือไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่ปลายทางสุดท้ายคือเขาได้ลงมือทำมันไปแล้ว และผลเสียก็เกิดขึ้นจริงแล้ว
หากมองย้อนกลับมาในความสัมพันธ์ทั่วไป สถานการณ์รูปแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในประเด็นที่แตกต่างออกไป เช่น ฝ่ายหนึ่งอาจเคยหวั่นไหวกับคนอื่น แต่สามารถยับยั้งชั่งใจไว้ได้ ขณะที่อีกฝ่ายอาจเคยผิดคำสัญญาว่าจะไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่สุดท้ายก็เมากลับบ้านมา เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้เขียนหรือบุคคลภายนอกไม่อาจตัดสินได้ว่า ทางเลือกไหนเลวร้ายกว่า หรือยอมรับไม่ได้มากกว่า เพราะแต่ละคนต่างมีความคิดเห็น หรือทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป
Empathy ?
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าเราเจอสถานการณ์แบบ ‘ชาร์ลี’ เรายังจำเป็นต้องมี Empathy ต่อคนรักไหม เพราะคนรักเลือกที่จะปิดบังความลับนี้ต่อเราจนถึงช่วงเวลาใกล้แต่งงาน ทั้งที่มันเป็นทัศนคติเชิงลบอย่างรุนแรง แม้ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ณ ปัจจุบัน คนรักของเราไม่ได้มีมุมมองความคิดแบบนั้นแล้ว
หากพิจารณาจากบริบทในภาพยนตร์ ผู้ชมจะได้รับรู้ถึงสาเหตุและกระบวนการเปลี่ยนแปลงความคิดของ ‘เอ็มมา’ เนื่องจากเธอเพียงต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ คำชื่นชม และที่ยื่นในสังคม ซึ่งภาพยนตร์ได้พยายามแสดงให้เห็นว่า ‘เอ็มมา’ กลับตัวกลับใจเป็นคนที่ดีขึ้นแล้ว แต่อย่าลืมว่า ‘ชาร์ลี’ ไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นเหมือนกับผู้ชม สิ่งที่เขารับรู้มีเพียง ‘คำพูดลอยๆ’ จากคนรักที่เคยปกปิดความลับนี้ และเขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า ถ้ามีเหตุการณ์มากระทบจิตใจของ ‘เอ็มมา’ อีกครั้ง เธอจะกลับไปมีความคิดแบบเดิมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ ‘ชาร์ลี’ จึงไม่สามารถเข้าใจคนรักได้อย่างแท้จริง แม้ว่าเธอจะเปิดใจเล่าเบื้องหลังชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังแล้วก็ตาม
ในทางกลับกัน เมื่อ ‘ชาร์ลี’ ได้ลงมือทำสิ่งผิดพลาดไปถึง 2 ครั้ง แต่ ‘เอ็มมา’ ก็ยังคงเลือกที่จะให้อภัยเขา และเริ่มต้นใหม่กับความสัมพันธ์เดิม ซึ่งนั่นก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอรักเขามากจริงๆ หรือเธอเข้าใจในมุมของเขา หรือมันแค่เพราะต่างฝ่ายต่างทำผิด จึงถือทั้งสองฝ่าย ‘หายกัน’ แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว อยู่ที่ว่าเราจะมองในมุมไหนมากกว่า
สุดท้ายแล้ว หากสถานการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเลือกคบหาต่อไป หรือยุติความสัมพันธ์ แต่การเคารพ ‘จุดยืน’ ของตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเราจำเป็นต้องรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง ว่าขอบเขตแค่ไหนถึงยอมรับได้หรือไม่ได้ เพราะการดันทุรังที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ ทั้งๆ ที่ความเชื่อใจได้พังทลายลงไปหมดแล้ว ผลลัพธ์ก็มีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเจ็บปวดกันมากกว่าเดิม
ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า?
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย ‘ความระแวง’ มันคุ้มค่าที่จะแลกจริงๆ หรือเปล่า? ‘The Drama’ ภาพยนตร์ที่ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราล่วงรู้ ‘อดีตที่เลวร้าย’ ของคนรัก เราจะยังมองเขาเหมือนเดิมไหม นำไปสู่การทบทวนว่าทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของคนรักนั้นสำคัญกับชีวิตคู่แค่ไหน
- “เราได้เห็นสายใยระหว่างแฟชั่นและศิลปะอย่างต่อเนื่องบนเรือนร่างที่เปลือยเปล่า คลาสสิก อวบอิ่ม หรือไม่สมบูรณ์แบบ พร้อมปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ขอบเขต” จากจุดเริ่มต้นของงาน Met Gala ครั้งแรกของ Anna Wintour ที่ซื้อชุด Saint Laurent ราคาแพงกว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ สู่ผู้จัดงานพรมแดงสุดยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงศิลปะที่สวมใส่ได้แห่งมหานครนิวยอร์ก
- The MedTæd Acting โดย THEATRUM (เธียรัม) คลาสเลคเชอร์ที่แก้ไขความเข้าใจผิดๆ เรื่องการแสดง ผ่านการพูดถึง ‘กี’ และ ‘บิวแตด สแตนดาร์ด’ แบบอันเซ็นเซอร์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com