โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมรภูมิแตกหัก: ยุทธศาสตร์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน กลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Piti Srisangnam วันที่ 12 เมษายน 2569 ในหัวข้อ “สมรภูมิแตกหัก: วิเคราะห์ก้าวย่างแห่งยุทธศาสตร์ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม” ระบุว่า

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โลกต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งครั้งใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกภูมิภาค เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกับอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศครั้งมโหฬารภายใต้รหัส 'Operation Epic Fury' พุ่งเป้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ปฏิบัติการที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นการ "เผด็จศึก" อย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นหล่มสงครามที่ลากยาว นำไปสู่การนองเลือด และความพยายามระงับข้อพิพาทที่ไร้ผล

ล่าสุด สถานการณ์ได้พลิกผันไปสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง

เมื่อการเจรจาสันติภาพ ณ ประเทศปากีสถานล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารที่ใช้ความรุนแรงสังหารพลเมืองในเลบานอนโดยปฏิเสธการหยุดยิงทุกรูปแบบ ขณะที่วอชิงตันตอบโต้ความล้มเหลวทางการทูตด้วยการส่งเรือรบสองลำรุกคืบเข้ากวาดทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อเขียนนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจเบื้องหลังฉากทัศน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ว่าแท้จริงแล้ว เมื่อการทูตถึงทางตัน มหาอำนาจกำลังเดินหมากใดต่อไป และยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นควันของสงครามระลอกใหม่นี้คืออะไร

ปฐมบทแห่ง 'Operation Epic Fury' และวาระซ่อนเร้นที่ทวีความรุนแรง

ฉากหน้าของการรุกรานในสัปดาห์แรก สหรัฐฯ ประกาศกร้าวถึงเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการ "โค่นล้มระบอบปฏิวัติอิสลาม" แต่ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศแบบ Realpolitik ไม่มีสงครามใดที่เกิดขึ้นจากเหตุผลเดียว วัตถุประสงค์ของวอชิงตันสามารถแยกแยะได้ใน 3 มิติหลักที่ผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก และกำลังทวีความแหลมคมยิ่งขึ้นหลังการเจรจาล่ม:

1. มิติด้านความมั่นคงและการทหาร (สกัดภัยคุกคามและตัดไฟแต่ต้นลม):

ข้ออ้างประการแรกคือ การชิงลงมือโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) สหรัฐฯ อ้างถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์และฐานทัพของตนในตะวันออกกลาง แม้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเคยถูกโจมตีไปแล้วในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 แต่ความหวาดระแวงยังคงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่วอชิงตันใช้เป็นข้ออ้าง การที่อิสราเอลเร่งเครื่องปราบปรามในเลบานอนอย่างไร้ปรานีในขณะนี้ ก็เพื่อทำลายเครือข่าย Proxy ของอิหร่านให้สิ้นซาก ป้องกันไม่ให้อิหร่านใช้แนวร่วมทางเหนือมากดดันได้อีก

2. มิติด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน (โอกาสจากรอยร้าวภายใน):

ความวุ่นวายภายในอิหร่านคือปัจจัยเร่ง การประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนมกราคม 2026 (ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การประท้วงระรอกแรกเกิดขึ้นอย่าง organic แต่ในระลอกต่อๆ มา เป็นการจัดตั้งของ CIA แต่ในที่สุด กระแสจุดไม่ติด) เปิดช่องให้ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างความชอบธรรมในการแทรกแซง อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐฯ ไม่สามารถโค่นระบอบได้ การเจรจาที่ปากีสถานจึงเป็นทางลงที่สหรัฐฯ หวังใช้กดดันทางการเมือง แต่เมื่ออิหร่านไม่โอนอ่อนตาม การเจรจาจึงพังทลาย

3. มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (ใครครองฮอร์มุซ คนนั้นครองโลก):

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของความขัดแย้ง ณ วินาทีนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก การที่ล่าสุดสหรัฐฯ สั่งการให้เรือรบสองลำเข้าไปปฏิบัติการกวาดทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ ต้องการยึดกุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจนี้เบ็ดเสร็จ เพื่อบีบอิหร่านให้หมดทางสู้ทางเศรษฐกิจ และป้องกันวิกฤตพลังงานโลกที่อาจย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง

เมื่อการทูตล้มเหลว ถอดรหัส "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์" ของพญาอินทรี

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ต้องจำยอมนำเอา "10 ข้อเสนอของอิหร่าน" มาเป็นสารตั้งต้นในการเจรจา แต่เมื่อการหารือที่ปากีสถาน ถึงทางตัน มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง "ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์" ของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้นใน 3 ประการ:

1. วิกฤตความศรัทธาและการสูญเสีย Soft Power:

ภาพของพลเรือนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำลายภาพลักษณ์ "ตำรวจโลก" ของสหรัฐฯ ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมปลุกกระแสต่อต้านสหรัฐฯ (Anti-Americanism) ให้ลุกโชนทั่วตะวันออกกลาง

2. การสูญเสียอำนาจต่อรองทางการทูต:

การที่โต๊ะเจรจาที่ปากีสถานพังทลาย สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถ "กำหนดเงื่อนไข" (Dictate terms) บีบให้อิหร่านยอมจำนนได้ด้วยหน้าฉากทางการทูต

3. สัจธรรมของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare):

กฎเหล็กของสงครามประเภทนี้คือ "กองทัพที่เหนือกว่าจะแพ้หากไม่สามารถชนะได้อย่างเด็ดขาด ส่วนรัฐที่อ่อนแอกว่าจะชนะเพียงแค่พวกเขาเอาชีวิตรอดได้" การที่อิหร่านกล้าเดินออกจากโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน และปล่อยให้สหรัฐฯ ต้องเสี่ยงขยายแนวรบไปสู่ทะเล (กู้ทุ่นระเบิด) ถือเป็นความสำเร็จในการยื้อยุดของเตหะราน

วิพากษ์กลศึก: ถอดรหัสเกมกระดานใหม่ผ่าน 4 คัมภีร์พิชัยสงคราม

เมื่อการหยุดยิงเป็นเพียงภาพลวงตา และสมรภูมิกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ความรุนแรงระดับใหม่ หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของพิชัยสงครามระดับปรมาจารย์ นี่คือการชิงไหวชิงพริบที่ดุเดือดไร้ความปรานี:

1. พิชัยสงครามซุนวู (Sun Tzu's Art of War): "กลลวงและนาทีทองที่สูญเปล่า"

"การสงครามคืออุบายหลอกลวง" การเจรจาที่ปากีสถาน แท้จริงแล้วคือ กลลวงเชิงยุทธศาสตร์ ของทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ ใช้เพื่อซื้อเวลาประเมินความเสียหายและจัดระเบียบกองทัพใหม่ (Regroup) ขณะที่อิหร่านก็ใช้เพื่อซื้อเวลาให้แนวร่วม เมื่อการเจรจาล้มเหลว แปลว่าช่วงเวลา "แสร้งทำเป็นอ่อนแอ" ได้จบลงแล้ว สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนโหมดจากการรบทางอากาศ มุ่งเป้าไปที่กล่องดวงใจของอิหร่านอย่างการปลดล็อกช่องแคบฮอร์มุซแทน

2. คัมภีร์ 36 กลยุทธ์ (The Book of Qi): "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" ที่ถูกทำลาย

อิหร่านเคยเดินหมากชั้นครูด้วยกลยุทธ์ "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" โดยนำเรื่องการหยุดสงครามในเลบานอนมาเป็นข้อต่อรองเพื่อบีบอิสราเอลและสหรัฐฯ แต่อิสราเอลแก้เกมนี้ด้วยความดุดัน (Brute force) โดยการเดินหน้าสังหารโหดในเลบานอนอย่างไร้ความปรานีและปฏิเสธการหยุดยิง นี่คือการ "ฉีกตำรา" ของอิสราเอล ที่ไม่ยอมลดเพดานบินตามที่อิหร่านคาดหวัง

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กำลังใช้กลยุทธ์ "กวนน้ำจับปลา" โดยการส่งเรือรบเข้ากู้ระเบิดในฮอร์มุซ สร้างความปั่นป่วนทางทะเลเพื่อบีบให้อิหร่านต้องเผยกำลังทางเรือออกมาป้องกัน

3. พิชัยสงครามสามก๊ก: "กลเมืองว่าง" ปะทะ "โจโฉแตกทัพเรือ"

ที่ปากีสถาน อิหร่านกล้าเล่นบทขงเบ้งใช้ "กลเมืองว่าง" ยืนกรานแข็งกร้าวจนโต๊ะเจรจาล่ม ทั้งที่ประเทศบอบช้ำหนัก เพื่อข่มขวัญไม่ให้สหรัฐฯ มองเห็นจุดอ่อน ในขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ ต้องส่งเรือรบเข้ามาในพื้นที่ปิดแคบอย่างฮอร์มุซเพื่อกวาดทุ่นระเบิด ทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงแบบ "โจโฉแตกทัพเรือ" หากอิหร่านใช้ยุทธวิธีฝูงผึ้ง (Swarm tactics) หรือขีปนาวุธต่อต้านเรือรบโจมตีในพื้นที่แคบ สหรัฐฯ อาจเพลี่ยงพล้ำได้อย่างมหาศาล

4. ตำราพิชัยสงครามสยาม: จาก "กลสกัดทัพ" สู่ "รุกฆาต"

ตามตำราพิชัยสงครามสยามที่เน้นเรื่องเสบียงและภูมิประเทศ การเจรจาที่ปากีสถานที่ผ่านมาคือ "กลสกัดทัพ" (หน่วงเวลา) แต่เมื่อกลสกัดทัพล้มเหลว สหรัฐฯ จึงต้องเปิด "มฤควิถี" สู่การรุกฆาตทางเศรษฐกิจ การเข้าควบคุมฮอร์มุซคือการพยายามตัดเสบียงและเส้นทางหายใจสุดท้ายของอิหร่าน เป็นการบีบให้เตหะรานต้องเลือก: จะยอมให้เรือรบสหรัฐฯ เหยียบจมูกหน้าบ้าน หรือจะเปิดฉากสงครามทางเรือเต็มรูปแบบ

ฉากทัศน์ต่อไป: "ไพ่ลับ" ใต้แขนเสื้อ และเซอร์ไพรส์ที่พญาอินทรีคาดไม่ถึง

การที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบประจัญบานสองลำรุกคืบเข้าไปกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ อาจดูเหมือนเป็นการรุกฆาตทางยุทธวิธีเพื่อเปิดเส้นทางเลือดทางเศรษฐกิจ แต่ในมิติของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) นี่อาจเป็น "กับดัก" ที่เตหะรานจงใจเปิดกว้างไว้รอรับการมาเยือน นักวิเคราะห์ทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศต่างจับตาว่า การตอบโต้ของอิหร่านในฉากต่อไปจะไม่ใช่การปะทะด้วยกำลังรบตามแบบแผน (Conventional Warfare)

แต่ยังมี "เซอร์ไพรส์" ที่รอให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญอีกอย่างน้อย 3 ประการ:

1. ยุทธวิธีฝูงผึ้งมรณะ (Swarm Tactics) และเขี้ยวเล็บใต้ผิวน้ำ

กองทัพเรือสหรัฐฯ อาจมีเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานและขีปนาวุธที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก แต่น่านน้ำที่แคบ ตื้น และมีเกาะแก่งซับซ้อนของช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาดความคล่องตัวและกลายเป็นเป้าหมายที่เคลื่อนไหวลำบาก (Sitting Ducks)

อิหร่านอาจต้อนรับเรือรบสหรัฐฯ ด้วยยุทธวิธี "ฝูงผึ้ง" (Swarm Tactics) ผ่านการใช้เรือเร็วโจมตีขนาดเล็กติดอาวุธหนักนับร้อยลำ โดรนพลีชีพผิวน้ำ และยานกึ่งดำน้ำไร้คนขับ (UUVs) ที่หลบหลีกเรดาร์ได้ การยิงถล่มจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นจมเรือรบสหรัฐฯ เพียงแค่สร้างความเสียหายหนักจนต้องล่าถอย ก็ถือเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่บดขยี้ศักดิ์ศรีของพญาอินทรีได้แล้ว

2. ปรัชญาแห่งสายน้ำ: การตอบโต้ผ่านแนวร่วมล่องหน (Unseen Proxies)

ในขณะที่อิสราเอลทุ่มสรรพกำลังบดขยี้เลบานอนเพื่อตัดแขนขาของอิหร่าน เตหะรานอาจเลือกใช้ยุทธศาสตร์ "น้ำเซาะหิน" สอดคล้องกับปรัชญาเต๋าที่เน้นความอ่อนโยนสยบความแข็งแกร่ง อิหร่านจะไม่ปะทะตรงๆ ในจุดที่ศัตรูแข็งแกร่งที่สุด แต่จะปล่อยคลื่นรบกวนผ่านเครือข่ายตัวแทน (Proxies) หรือ Non-State Actors ในจุดที่สหรัฐฯ คาดไม่ถึง

เซอร์ไพรส์อาจมาในรูปแบบของการยกระดับการปิดล้อมทะเลแดงขั้นเด็ดขาดโดยกลุ่มฮูตีในเยเมน หรือการปลุกระดมกองกำลังติดอาวุธในอิรักและซีเรียให้ระดมยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพทหารสหรัฐฯ พร้อมกันในระดับที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Patriot) ไม่สามารถสกัดกั้นได้หมด

3. การขยายสมรภูมิสู่ "ปรมาณูดิจิทัล" (Cyber Warfare)

ไพ่ลับของอิหร่านอาจไม่ได้ถูกจุดระเบิดด้วยดินปืน เมื่อหน้าฉากคือ การรบด้วยกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซีย หลังฉากอาจเป็นการเปิดสมรภูมิไซเบอร์เต็มรูปแบบ สหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลาง อาจต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางวิกฤต (Critical Infrastructure)

เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่อาจเป็นการเจาะระบบป่วนโครงข่ายไฟฟ้าของอิสราเอล แทรกแซงระบบนำร่องของกองทัพเรือสหรัฐฯ หรือแม้แต่การโจมตีระบบปั๊มน้ำมันและโรงกลั่นของพันธมิตรตะวันตก ซึ่งเป็นการสู้รบที่หาต้นตอได้ยาก แต่สร้างความพินาศทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาได้อย่างรุนแรง

ท้ายที่สุดแล้ว หากสหรัฐฯ หลงระเริงในความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและอำนาจการยิง โดยประเมินขีดความสามารถในการปรับตัวของอิหร่านต่ำเกินไป เซอร์ไพรส์ที่เตหะรานซ่อนไว้ อาจกลายเป็น "จุดบอด" ทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้มหาอำนาจอันดับหนึ่ง ต้องติดหล่มในตะวันออกกลางอย่างถาวร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...