โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาโยงโมเดล : นวัตกรรมระบบดูแลผู้สูงอายุติดเตียง สู่การปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 เมษายน 2569 เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

13 เม.ย.2569 - นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท เผยแพร่บทความ เรื่อง
นาโยงโมเดล : นวัตกรรมระบบดูแลผู้สูงอายุติดเตียง สู่การปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ มีเนื้อหาดังนี้

ยายไพ อายุ 76 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายโรค อาศัยอยู่เพียงลำพัง มีภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง และลุงประสงค์ อายุ 63 ปี ผู้ป่วยอัมพาตจากอุบัติเหตุ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล เป็นตัวอย่างสะท้อนความทุกขเวทนาของผู้สูงอายุติดเตียง ครอบครัวและเครือญาติ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในขณะนี้ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งสองรายเป็นกรณีตัวอย่างจากจำนวนผู้สูงอายุติดเตียงนับร้อยรายในพื้นที่อำเภอนาโยง ทั้งสองรายได้รับการดูแลภายใต้ นาโยงโมเดล ซึ่งเป็นโครงการนำร่องระบบดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้าน ผ่าน ระบบสื่อสารทันสมัย (Telemedicine) เชื่อมโยงระหว่างครัวเรือน เทศบาลตำบลนาโยงเหนือ และโรงพยาบาลนาโยง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยมี นักบริบาลท้องถิ่น (Care Giver: CG) ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเป็นการเฉพาะตามหลักสูตรของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นบุคลากรสำคัญ ถือเป็นนวัตกรรมระบบสุขภาพปฐมภูมิของเทศบาลตำบลแห่งแรกของประเทศ

บริบทสังคมสูงวัย และภาระผู้ป่วยติดเตียง
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 28-30% หรือประมาณ 18-20 ล้านคนในปี พ.ศ.2573 ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้สูงอายุติดเตียงประมาณ 150,000-200,000 คนทั่วประเทศ

ในระดับพื้นที่ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง มีประชากรประมาณ 44,000-45,000 คน มีผู้สูงอายุประมาณ 7,500-8,500 คน คาดว่ามีผู้สูงอายุติดเตียงประมาณ 1-1.5% หรือราว 100 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

รูปแบบ "นาโยงโมเดล"
นาโยงโมเดลเป็นระบบดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้าน โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากครัวเรือนไปยังแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสุขภาพปฐมภูมิ โดยนักบริบาลท้องถิ่นจะวัดสัญญาณชีพรายวัน และส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ dashboard ของเทศบาลและโรงพยาบาล ทำให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวสามารถติดตามอาการและให้คำแนะนำได้อย่างทันท่วงที

โครงการนำร่องเริ่มใน 10 ครัวเรือน หรือประมาณ 10% ของผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ โดยเน้นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้เทเลเมดิซีน เช่น ผู้ป่วยที่อยู่ลำพัง ไม่มีผู้ดูแล หรือไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ ทั้งนี้การดูแลผู้สูงอายุติดเตียงส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเทเลเมดิซีน

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงส่วนใหญ่ยังคงใช้การเยี่ยมบ้านและการดูแลแบบใกล้ชิดโดยนักบริบาลท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบล พยาบาลของโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นทีมงานหลัก โดยเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ : ลดทุกข์ สร้างคุณค่า
การดำเนินงานของนาโยงโมเดลไม่เพียงช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย แต่ยังลดภาระของครอบครัวในทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีของยายไพ หลังได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากนักบริบาลท้องถิ่น ทั้งการดูแลด้านยา กิจกรรมทางจิตใจ และการเยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ภาวะซึมเศร้าดีขึ้น และไม่มีความคิดทำร้ายตนเองอีก

ส่วนลุงประสงค์ ได้รับการสนับสนุนจากระบบ Long Term Care ทั้งด้านอุปกรณ์การแพทย์ ผ้าอ้อม อาหารเสริม รวมถึงการทำแผลและกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้แผลกดทับดีขึ้น ลดภาวะซึมเศร้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นักบริบาลท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเสมือนญาติ ช่วยกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ ป้อนอาหาร และดูแลสุขอนามัย สร้างความผูกพันและความไว้วางใจในชุมชน

การขยายผล และพลังของชุมชน
ความสำเร็จของนาโยงโมเดลได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง จนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อื่นในอำเภอนาโยงต้องการนำไปปรับใช้ จึงเกิดความร่วมมือระหว่างเทศบาล อบต. โรงพยาบาล และภาคีเครือข่ายในการสำรวจและคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ

นวัตกรรมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของเทศบาลตำบลนาโยงเหนือ และโรงพยาบาลนาโยง ดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นได้เพราะความเข้มแข็งของชุมชนคนนาโยง ความรักแผ่นดินถิ่นเกิดอย่างสุดประมาณของ นายสิทธิ สุทธินนท์ นายกเทศมนตรีตำบลนาโยงเหนือ และทีมงานเทศบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างเสียสละเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน รวมทั้งความเข้าใจหลักการ แนวคิดระบบสุขภาพปฐมภูมิ ของ ผู้อำนวยการ รพ.นาโยง นพ.ชัยณรงค์ มากเพ็ง ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่มีนโยบายสนับสนุนการให้บริการเชิงรุก ไปที่บ้านและชุมชน นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนของนางนันทนีย์ สิทธินันทพันธุ์ (ประสิทธิ์เฟอร์นิเจอร์) นักธุรกิจเพื่อชุมชนและสังคม มูลนิธิสว่างภักดี และภาคีต่างๆ ตลอดจนการมีส่วนร่วมด้วยจิตสำนึกสาธารณะของชุมชนคนนาโยง น่าจะเป็นหลักประกันให้ระบบดังกล่าวมีความยั่งยืนให้ปรากฏเป็นแบบอย่าง (Best practice model) ต่อไปในอนาคต

การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา
แม้ระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียงจะมีความสำคัญ แต่หัวใจของการปฏิรูปคือ การป้องกัน ไม่ให้ประชาชนเข้าสู่ภาวะติดเตียง หรือหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องสามารถฟื้นฟูให้กลับมาช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด

ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี (dignified death) ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิ

สู่ "ตรังโมเดล" และการขยายระดับระบบ
จากบทเรียนของนาโยงโมเดล ได้ต่อยอดสู่การพัฒนา โครงการโมเดลสถานีสุขภาพเชิงรุกในชุมชนเมือง (Urban Health Station Model) โดยโรงพยาบาลศูนย์ตรัง ซึ่งดำเนินงานเชิงรุกในชุมชน ครัวเรือน ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี และพื้นที่สาธารณะ อื่นๆ

โครงการดังกล่าวเน้นการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การใช้เทคโนโลยีสื่อสาร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสุขภาพ และ อสม. ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Participatory Interactive Learning through Actions) เพื่อสังเคราะห์เป็นต้นแบบ (Best practice model) สำหรับขยายผลในพื้นที่อื่น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมขยายโครงการไปยัง 4 จังหวัดยากจนและชายแดนใต้ โดยความร่วมมือของหน่วยงานระดับเขตสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย

ฐานนโยบาย : รัฐธรรมนูญและกฎหมายสุขภาพปฐมภูมิ
การปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 (ช)(5) ที่กำหนดให้มีระบบแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน

มูลนิธิแพทย์ชนบท มีบทบาทในการบัญญัติรัฐธรรมนูญและขับเคลื่อน พ.ร.บ.ดังกล่าว รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้น เพื่อกระตุ้นให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิขยับเขยื้อนเคลื่อนที่เข้าสู่ครัวเรือนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

บทสรุป : การปฏิรูปจากฐานราก
นาโยงโมเดลสะท้อนให้เห็นว่า การปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิสามารถเกิดขึ้นได้จาก ฐานล่าง ของสังคม ผ่านความร่วมมือของชุมชน ท้องถิ่น และระบบบริการสุขภาพ

จากตำบลเล็กๆ ในอำเภอนาโยง กำลังขยายผลสู่ระดับอำเภอ จังหวัด และภูมิภาค เป็นตัวอย่างของการบูรณาการระหว่างการปฏิรูป การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กับการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

"นาโยงโมเดล" จึงมิใช่เพียงนวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยติดเตียง หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...