โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตากำไร TOP โค้งแรกโตสนั่น

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 04.18 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - โบรกฯ ประสานเสียงคาด TOP โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569พุ่งแรง สูงสุด 1.9หมื่นล้านบาท เติบโตหลายเท่า ทั้ง QoQ และ YoY หนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันก้อนใหญ่ และค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้นตาม Crack Spread กลุ่มน้ำมันกลาง (Middle Distillate) รวมถึงรายการพิเศษอย่าง FX และการซื้อคืนหุ้นกู้

อย่างไรก็ตาม หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติยังขยายตัวแข็งแกร่ง สะท้อนธุรกิจโรงกลั่นที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับเอื้อต่อการกลั่น และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังสูง

ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/2569ยังทรงตัวระดับสูงได้ในเชิงกำไรปกติ จากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับดี แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นของ กบง. ที่อาจกดดันมาร์จิ้นรวมหลายพันล้านบาทต่อบริษัท

ทั้งนี้ ระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและทิศทางสงคราม ซึ่งอาจกระทบกำไรสต๊อก (stock gain/loss) ได้ในทิศทางกลับกัน ขณะที่ระยะยาวยังมีปัจจัยบวกจากโครงการ CFP และ valuation ที่ยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้หลายโบรกยังคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ - ซื้อสะสม”

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ราว 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 678.4% QoQ หรือเกือบ 8 เท่า จากกำไรงวดไรตมาส 4/2568 ที่ 2.5 พันล้านบาท รับปัจจัยหนุนหลักจากทั้งกำไรปกติที่เพิ่มขึ้น 28.1% QoQ และรายการพิเศษที่ในงวดนี้สุทธิแล้วพลิกกลับเป็นรายได้รวมราว 1.1 หมื่นล้านบาท (หลังหักภาษี) จากงวดก่อนที่สุทธิเป็นค่าใช้จ่ายรวม 4.0 พันล้านบาท โดยเป็นผลมาจาก

  • บันทึกกลับเป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมันรวม NRV ราว 1.4 หมื่นล้านบาท จากขาดทุน 3.0 พันล้านบาท
  • บันทึกขาดทุน Oil Hedging เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 7.0 จาก 1.0 พันล้านบาท
  • บันทึกกำไรจาก FX ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าราว 1.5 พันล้านบาท และ
  • บันทึกกำไรจากการซื้อคืนพันธบัตรราว 2.1 ล้านบาท

หากพิจารณากำไรปกติไตรมาส 1/2569 คาดจะเพิ่มขึ้น 28.1% QoQ มาอยู่ราว 8.3 พันล้านบาท รับผลบวกจากธุรกิจโรงกลั่นที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า โดยคาด Market GRM จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 12.0 จาก 9.4 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล รับผลบวกจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบยังมีราคาต่ำเพราะปกติจะต้องสั่งล่วงหน้าราว 1 เดือน ขณะที่ส่วนแบ่งจากธุรกิจอะโรเมติกส์และ LAB ทรงตัวที่ราว 1.0 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ยังไม่ได้รับผลบวกจากภาวะสงครามมากนัก ส่วนส่วนแบ่งน้ำมันหล่อลื่น TLB คาดจะลดลงมาอยู่ราว 1.0 จาก 1.5 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้น

ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการปี 2569-2570 เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มสมมติฐานโรงกลั่นขึ้นจากเดิม 1 เหรียญฯ มาอยู่ที่ 6.5 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ยกระดับขึ้นจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น และถึงแม้จะคาดว่าจบลงในที่สุด แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลากว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 จะอยู่ราว 1.46 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.7% YoY

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดกำไรปกติจะยังทรงตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่อง QoQ สะท้อนจากค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ 2QTD69 ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 36.2 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ประกอบกับสถานการณ์สงครามยังไม่จบลง ทำให้น่าจะประคองค่าการกลั่นอยู่สูงได้ต่อ ถึงแม้ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย รวมถึงผลกระทบจากการแทรกแซงของภาครัฐในการลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล แต่คาดว่าจะยังมีกำไรอยู่ในระดับที่ดี สำหรับในส่วนของ bottom line คาดไม่น่าจะเห็นกำไรสต๊อกก้อนใหญ่เช่นไตรมาส 1/2569

ภายใต้ประมาณการใหม่ มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 58 บาทต่อหุ้น (เดิม 55) คาดว่าราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาที่ไม่ปรับตัวขึ้น ถูกกดดันไม่สะท้อนภาพค่าการกลั่นที่โดดเด่นในช่วง 2QTD69 นั้น มาจากประเด็นการแทรกแซงของภาครัฐ ซึ่งน่าจะสะท้อนในราคาไปแล้วระดับหนึ่ง ประกอบกับงบไตรมาส 1/2569 ที่โดดเด่นมาก และภาวะสงครามช่วยยกระดับค่าการกลั่น ราคาน้ำมันในช่วง 1-2 ปีนี้ รวมถึงภาพใหญ่ยังมี Dividend Yield สูง จึงแนะนำทยอยซื้อสะสมได้ และถ้าเน้นลงทุนสั้น แนะนำ Trading ตามทิศทางตลาดและราคาน้ำมัน

บล.ดาโอ คาด TOP จะเห็นกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งที่ 1.85 หมื่นล้านบาท (+427% YoY, +651% QoQ) โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ

  • Market GRM จะเข้ามาที่ USD12.2/bbl (+249% YoY, +30% QoQ) ในไตรมาส 1/2569 ตามแนวโน้ม crack spread ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่พรีเมียมน้ำมันดิบ (crude premium) อ่อนตัว
  • อัตราการใช้กำลังการกลั่น (refinery run rate) จะทรงตัวในระดับสูงที่ 113% ใกล้เคียงระดับใน ไตรมาส 1/2568 /ไตรมาส 4/2568
  • TOP จะรับรู้ stock gain (net of NRV) ที่ 1.41 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.2 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และ -3.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่สูงขึ้นแรงในช่วงเดือน มี.ค. 2569 ช่วยชดเชยผล hedging loss ที่ 8.4 พันล้านบาท
  • รายการอื่นๆ คาดบริษัทรับรู้กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ USD เพิ่มเติมที่ 2.5 พันล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX gain) ที่ 1.7 พันล้านบาท

Market GRM น่าจะอ่อนตัวตามต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้นในไตรมาส 2/2569 ความท้าทายใหม่จาก policy risk แม้เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถรักษา refinery run rate ให้อยู่ในระดับสูงในไตรมาส 2/2569 จากการที่บริษัทสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาชดเชยน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ แต่เชื่อว่าด้วยต้นทุนค่าขนส่ง (freight rate) และ crude premium ที่สูงขึ้น TOP น่าจะเห็น market GRM อ่อนตัว QoQ นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่ EPPO มีมติให้โรงกลั่นลด ex-refinery price ลงมาในไตรมาส 2/2569 (2.00 บาท ในช่วง 9 - 23 เม.ย.2569 , 5.00 บาทในช่วง 24 เม.ย. - 9 พ.ค.2569 และ 3.00 บาทในช่วง 10 -19 พ.ค. 2569)

คงประมาณการกำไรปกติปี 2569 และ 2570 ที่ 9.3/10.3 พันล้านบาท และ 4.9 พันล้านบาทในปี 2568 โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้

  • Refinery run rate ที่สูงขึ้นเป็น 111% จาก 106% ในปี 2568
  • Market GRM ที่ดีขึ้นในช่วง USD6.1/bbl–USD6.4/bbl จาก USD5.5/bbl ในปี 2568
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงในช่วง 2.7–2.9 พันล้านบาทจาก 3.5 พันล้านบาทในปี 2568

คงราคาเป้าหมายที่ 50.00 บาท อิง 2026E PBV ที่ 0.63x (ประมาณ -0.8SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปี ย้อนหลัง) แม้เชื่อว่าบริษัทจะรายงานกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 หนุนโดย stock gain (net of NRV) ก้อนใหญ่และ market GRM ที่แข็งแกร่ง แต่เชื่อว่าบริษัทจะเห็น market GRM ที่อ่อนตัวในไตรมาส 2/2569 - ไตรมาส 4/2569 ในขณะที่ มีความไม่แน่นอน (overhang) จาก policy risk ที่อาจขยายระยะเวลาได้ ทำให้ยังคงประมาณการกำไรสุทธิไว้ก่อนและรอดูทิศทางนโยบายพลังงานเพิ่มเติมอีกครั้ง

บล.หยวนต้า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จะทำได้ 1.8 หมื่นล้านบาท เติบโตจาก 2.5 – 3.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2568 ตามลำดับ สาเหตุหลักจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้เกิดการรับรู้กำไรสต๊อกน้ำมัน (บางส่วนถูกชดเชยด้วยขาดทุน Hedging และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ NRV) และกำไรพิเศษจากธุรกรรมซื้อคืนหุ้นกู้ต่างประเทศก่อนครบกำหนด หากนับเฉพาะกำไรปกติคาดทำได้ 8.7 พันล้านบาท +45% QoQ และ +345% YoY เทียบกับไตรมาส 4/2568 จะเติบโตจากอัตรากำไรธุรกิจหลัก (Market GIM) คาดทำได้ US$14/bbl (vs US$11.8/bbl ในไตรมาส 4/2568) ตามทิศทาง Crack Spread ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillate ที่สูงขึ้น รวมทั้งคาดว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงาน OPEX จะลดลงตามปัจจัยฤดูกาลเหลือ US$1.5/bbl (vs US$2.9/bbl)

มติกบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยกดดัน 2Q69

กบง. เห็นชอบมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 1) ช่วงวันที่ 24 เม.ย. – 9 พ.ค. เป็นลดลง 5.00 บาท/ลิตร 2) ช่วงวันที่ 10 - 19 พ.ค.2569 เป็นลดลง 3.00 บาท/ลิตร โดยก่อนหน้านี้ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลจำนวน 2.00 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลในอัตรา 5 บาท/ลิตร ครั้งนี้ถือว่าอยู่ในกรอบบนของกระแสข่าวก่อนหน้า จากการประเมิน คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อหุ้นโรงกลั่นทั้ง 5 แห่งรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือราว 1.3 - 2.6 พันล้านบาท/แห่ง ขึ้นอยู่กับปริมาณผลิตน้ำมันดีเซล (TOP คาดราว 2.6 พันล้านบาท) เป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการช่วงไตรมาส 2/2569 และทำให้กำไรช่วง Up-cycle ลดลง นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันยังทำให้เกิดต้นทุนแฝงจากภาระค้างจ่ายโรงกลั่น ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น

2Q69 อาจผันผวนจากต้นทุนน้ำมันที่เร่งตัว และขาดทุนสต๊อกหากสงครามคลี่คลาย

แม้ค่าการกลั่น 2QTD จะปรับตัวขึ้น QoQ โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปขั้นกลางช่วงต้นไตรมาสสูง US$140/bbl อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันเหลือ US$60/bbl นอกจากนี้ คาดค่าการกลั่นไตรมาส 2/2569 จะถูกชดเชยด้วยต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมากทั้งค่าพรีเมี่ยม, ค่าขนส่ง, ค่าประกันภัย รวมทั้งต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคยังเร่งตัวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 2 นี้ ยังต้องติดตามใกล้ชิด

นอกจากนี้ ช่วงไตรมาส 2/2569 ยังมีความไม่แน่นอนจากโอกาสขาดทุนสต๊อกน้ำมัน หากสงครามคลี่คลาย อ้างอิงสงครามรัสเซีย vs ยูเครน (24 ก.พ. 2565) โรงกลั่น 5 แห่งภายใต้ Yuanta Coverage บันทึกกำไรสต๊อกน้ำมันช่วงไตรมาส 1/2565 - ไตรมาส 2/2565 รวม 2.1 – 3.3 หมื่นล้านบาท/ไตรมาส แต่ไตรมาส 3/2565 - ไตรมาส 4/2565 พลิกเป็นขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 2.2 – 2.9 หมื่นล้านบาท อีกทั้งไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้จากผลกระทบจากมาตรการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลตามมติกบง. ตั้งแต่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค.

Valuation ไม่แพง ระยะยาวมีการเติบโตจากโครงการ CFP

แม้ช่วงไตรมาส 2/2569 ผลประกอบการมีความไม่แน่นอนจากผลกระทบนโยบายพลังงาน และโอกาสขาดทุนสต๊อกหากสงครามคลี่คลาย ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 58.00 บาท เนื่องจากเชิง Valuation หุ้นมีมูลค่าน่าสนใจ ปัจจุบันซื้อขายบน PBV ที่ 0.6 เท่า นับว่ามีส่วนลดจากค่าเฉลี่ย 10 ปี -1.2 SD และตั้งแต่เกิดสงคราม TOP -19% ถือว่า Laggard หุ้นโรงกลั่นอื่นเฉลี่ย -11% และระยะยาวปี 2570 - 2571 หุ้นมีการเติบโตจากโครงการ CFP เพิ่มกำลังผลิต และประสิทธิภาพการกลั่น (คาดประกาศงบวันที่ 8 พ.ค.นี้)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...