โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง กลายเป็นตัวแปรใหม่ของ “ทองคำ”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฮั่วเซ่งเฮงชี้ “วอร์ช” ชี้ชะตา “ทองคำ” ผ่านบททดสอบความอิสระเฟด เตือนเกมดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ กำหนดทิศทางทองคำระยะสั้น-กลาง

24 เม.ย. 2569 - ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า การไต่สวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ต่อ เควิน วอร์ช ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการเมืองก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นของตลาดต่อความเป็นอิสระของเฟดในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากทำเนียบขาว ทั้งนี้ แม้วอร์ชจะยืนยันต่อคณะกรรมาธิการว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอให้เขาให้คำมั่นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเขาจะไม่ผูกมัดตนเองกับการตัดสินใจเชิงนโยบายล่วงหน้าเช่นนั้น

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก“ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง” ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงสถาบันเท่านั้น หากแต่เป็นรากฐานของความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ หากตลาดประเมินว่าเฟดถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าช่วงเวลาที่เหมาะสม ย่อมเสี่ยงทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอาจไม่ปรับลดลงตาม และส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมยังคงตึงตัว แม้อัตราดอกเบี้ยจะเข้าสู่ทิศทางขาลงก็ตาม

สาระสำคัญจากถ้อยแถลงของวอร์ชในเวทีไต่สวน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่สะท้อนถึงแนวคิด “Regime Change” ภายในเฟด ทั้งในมิติของการทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ การปรับลดขนาดงบดุล การยกระดับการสื่อสาร และการหวนกลับไปให้ความสำคัญกับภารกิจหลักของเฟด โดยเฉพาะแนวทางการทยอยลดขนาดงบดุลขนาดใหญ่ ซึ่งเอื้อต่ออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงในระยะข้างหน้า แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับการออกแบบกรอบสภาพคล่องใหม่อย่างรอบคอบ

แม้ตลาดคาดการณ์ว่า วอร์ชมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากการเปลี่ยนตัวประธานเพียงคนเดียว ไม่ได้หมายความว่าทิศทางนโยบายจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยยังต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินโดยรวม ในท้ายที่สุดแม้วอร์ชจะได้รับการแต่งตั้ง ก็ยังคงต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นทั้งจากคณะกรรมการและตลาด ก่อนที่จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางสู่ตำแหน่งของวอร์ชยังเผชิญแรงกดดันจากประเด็นทางการเมืองและจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นข้อกังวลด้านการเปิดเผยทรัพย์สิน การขายสินทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนแรงต้านจากวุฒิสมาชิกบางส่วนที่ต้องการชะลอกระบวนการรับรอง ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีนัยต่อความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน เนื่องจากบทบาทของประธานเฟดครอบคลุมทั้งการกำหนดนโยบายดอกเบี้ย การดูแลตลาดพันธบัตร และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

บททดสอบนโยบายท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่

ความท้าทายด้านนโยบายการเงินของวอร์ชเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจยังสะท้อนข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายของเฟด โดย Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลัก คาดว่าจะอยู่ที่ 3.7% ในไตรมาสสอง 3.4% ในไตรมาสสาม และ 3.2% ในไตรมาสสี่ ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาความคาดหวังเงินเฟ้อของผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าในระยะ 1 ปีข้างหน้า อาจปรับขึ้นสู่ระดับ 4.8%

ในบริบทดังกล่าว วอร์ชต้องเผชิญกับ “โจทย์คลาสสิก” ของธนาคารกลาง กล่าวคือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การคงนโยบายเข้มงวดนานเกินไปก็เสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อฝ่ายการเมืองส่งสัญญาณกดดันให้เร่งผ่อนคลายนโยบาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงสาธารณชนแล้วว่า เขาจะรู้สึก “ผิดหวัง” หาก วอร์ช “ไม่ลดดอกเบี้ยทันที” หลังเข้ารับตำแหน่ง

บทพิสูจน์อยู่ที่ “ดุลยภาพ” นโยบาย

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า แม้วอร์ชมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แต่บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการผ่านการรับรองจากวุฒิสภา หากเป็นความสามารถในการสร้างดุลยภาพระหว่างการรักษาวินัยด้านเงินเฟ้อ การลดแรงกดดันทางการเมือง และการปฏิรูปองค์กรโดยไม่กระทบเสถียรภาพตลาดการเงิน

ผลกระทบต่อทองคำจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับการตีความของตลาด หากตลาดเชื่อว่าเฟดยุคใหม่ยังคงดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันทองคำในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของเฟดถูกตั้งคำถาม ทองคำจะได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทันที

ในระยะกลาง แนวโน้มของทองคำยังคงมีปัจจัยสนับสนุน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก หนี้สาธารณะและความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

ราคาทองคำในตลาดโลก

  • แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์
  • แนวรับ 4,660 / 4,580 ดอลลาร์

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

  • แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท
  • แนวรับ 70,500 / 69,500 บาท

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...