เกมสงครามใหม่! “อิหร่าน” ส่งเรือเร็วป่วนฮอร์มุซ แม้กองทัพเรือหลักถูกทำลาย
แม้กองทัพเรือหลักจะถูกโจมตีจนเสียหายหนัก แต่ "อิหร่าน" เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์สู่สงครามไม่สมมาตร ใช้เรือเร็วติดอาวุธเข้าก่อกวนเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.26 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การที่อิหร่านใช้เรือขนาดเล็กความเร็วสูงจำนวนมากเข้ายึดเรือคอนเทนเนอร์ 2 ลำ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามทางทะเลของอิหร่านยังคงมีอยู่ และอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อคำกล่าวอ้างของสหรัฐที่ระบุว่าสามารถทำลายศักยภาพกองทัพเรือของอิหร่านได้แล้ว
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยอมรับว่าแม้กองทัพเรือแบบดั้งเดิมของอิหร่านจะถูกทำลายไปเป็นส่วนใหญ่ แต่เรือโจมตีความเร็วสูงของอิหร่านไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามหลักในตอนแรก
ทรัมป์ระบุว่า หากเรือประเภทนี้เข้าใกล้แนวปิดล้อมของสหรัฐจะถูกกำจัดทันที โดยใช้รูปแบบการปฏิบัติการเดียวกับที่เคยใช้ในทะเลแคริบเบียนและแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐใช้โจมตีเรือต้องสงสัยค้ายาเสพติด
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถานการณ์ในฮอร์มุซแตกต่างออกไป เนื่องจากเรือเร็วของอิหร่านมีอาวุธหนัก เช่น ปืนกล เครื่องยิงจรวด และบางลำติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือ
บริษัทความมั่นคงทางทะเล Diaplous ระบุว่า การโจมตีด้วยเรือเร็วกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบภัยคุกคามหลายชั้นของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธจากชายฝั่ง โดรน ทุ่นระเบิด และการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความไม่แน่นอนและชะลอการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม
ก่อนสงคราม อิหร่านมีเรือเร็วลักษณะนี้อยู่หลายร้อยถึงหลายพันลำ โดยมักซ่อนอยู่ตามอุโมงค์ชายฝั่ง ฐานทัพเรือ หรือแม้แต่ปะปนกับเรือพลเรือน ขณะที่มีการประเมินว่าอย่างน้อยกว่า 100 ลำถูกทำลายไปแล้วนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
เปลี่ยนยุทธวิธีสู่ “สงครามไม่สมมาตร”
ก่อนหน้านี้ อิหร่านใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลก แต่การโจมตีดังกล่าวได้หยุดลงหลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน
อย่างไรก็ตาม การยึดเรือคอนเทนเนอร์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล และเริ่มสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันและเรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
นักวิเคราะห์จากบริษัท Ambrey ระบุว่า อุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือพลเรือนไม่ได้มีศักยภาพเพียงพอในการป้องกันการยึดเรือโดยกองกำลังติดอาวุธของอิหร่าน โดยปกติการปฏิบัติการยึดเรือจะใช้เรือเร็วประมาณ 10–12 ลำเข้าล้อมเป้าหมาย
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่านรายหนึ่งระบุว่า เรือเร็วเหล่านี้ถือเป็นแกนหลัก ของยุทธศาสตร์ทางเรือของอิหร่าน และสามารถใช้ในสงครามแบบไม่สมมาตร (asymmetric warfare) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความเร็วสูงในการโจมตีแบบเข้าเร็ว-ออกเร็ว โดยไม่ถูกตรวจจับ
ข้อจำกัดและความเสี่ยง
แม้เรือเร็วจะมีประสิทธิภาพในเชิงยุทธวิธี แต่ก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่คลื่นลมแรง ทำให้ยากต่อการปฏิบัติการ และลดความแม่นยำในการใช้อาวุธ
ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า เรือประเภทนี้ไม่สามารถต่อกรกับเรือรบขนาดใหญ่ได้โดยตรง และหากเผชิญหน้ากันจะมีความสูญเสียสูงมาก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรง
แม้ในทางทฤษฎี การใช้ขีปนาวุธนำวิถีสามารถทำลายเรือเร็วได้ง่าย แต่การมีอาวุธยิงจากไหล่ (shoulder-fired missiles) บนเรือเหล่านี้ ก็ยังเป็นภัยคุกคามต่ออากาศยานที่บินในระดับต่ำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า การจัดการภัยคุกคามจากเรือเร็วขนาดเล็กทำได้ยากกว่าการทำลายเรือรบขนาดใหญ่ เนื่องจากมีขนาดเล็ก เคลื่อนที่เร็ว และตรวจจับได้ยาก
ผลกระทบต่อการค้าโลก
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ภาคการขนส่งทางเรือยังคงเผชิญความไม่แน่นอน และต้นทุนประกันภัยที่เพิ่มสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังเปรียบเทียบว่า หลังสงครามเรือบรรทุกน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1980 อิหร่านได้พัฒนาแนวทางสงครามแบบไม่สมมาตรมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากกองทัพเรือหลักถูกทำลาย ซึ่งสะท้อนรูปแบบเดียวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
“สหรัฐอาจทำลายกองทัพเรือหลักได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่ถูกมองข้ามคือ ฝ่ายตรงข้ามได้เปลี่ยนไปใช้ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร และพัฒนามันจนมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ผู้เชี่ยวชาญระบุ
สถานการณ์นี้จึงตอกย้ำว่า แม้สมดุลกำลังทางทหารจะเอียงไปทางสหรัฐ แต่ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซยังคงสูง และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเส้นทางพลังงานโลกในระยะสั้น
อ้างอิง : reuters.com