โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร Epic Fury ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ขณะที่ตลาดกำลังประเมินระยะเวลาและขนาดของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่อาจหายไปจากระบบ ปัจจุบันอุปทานพลังงานราว 20% ของโลกจำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้หยุดชะงักตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากการหยุดชะงักยืดเยื้อจะเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมและหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียและยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง

ทาง SCBEIC มีการประเมินว่าผลกระทบต่อราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1) ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว การสู้รบยุติลงและการเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันปรับขึ้นระยะสั้นเกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาเฉลี่ยทั้งปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 14 วันนับจากเริ่มต้นความขัดแย้ง 2) กรณีฐาน (มีความเป็นไปได้สูงสุด) ความขัดแย้งยืดเยื้อและการปิดช่องแคบฮอร์มุซกินระยะเวลา 2–6 สัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และดันราคาเฉลี่ยน้ำมันปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 3) ความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรงขึ้น การปิดช่องแคบยาวนาน 6–12 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเป็นราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 4) ความขัดแย้งขยายวงกว้าง การสู้รบลุกลามจนกระทบต่ออุปทานและกำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาค ราคาน้ำมันอาจเร่งขึ้นเกิน 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และสูงกว่า 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับค่าเฉลี่ยทั้งปี

ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง คิดเป็นประมาณ 6.5% ของ GDP จากการประเมินของ InnovestX ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ไทยราว 0.15% และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อประมาณ 0.35% โดย ผลกระทบเชิงอุตสาหกรรมจะครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ภาคการส่งออก การฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญแรงกดดันทันทีจากต้นทุนการค้าโลกที่สูงขึ้น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และอาจลบล้างการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ หากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในวงกว้าง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย อาจลดลงตามไปด้วย
  • ภาคการท่องเที่ยว แม้ตลาดจะมีการปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะสร้างความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด จากการประเมินภายใต้กรณีฐาน (ภาวะสงครามกินเวลาราว 1.5 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือ 5.0% จากที่คาดการณ์ก่อนหน้าที่ 7.0% และภายใต้กรณีที่เลวร้ายที่สุด (ภาวะสงครามกินเวลามากกว่า 3 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือเพียง 3.0% ซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจค้าปลีกชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
  • อุปสงค์ภายในประเทศ การที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเปรียบเสมือน “ภาษีพลังงาน” ทางอ้อม ที่กดดันรายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้ของครัวเรือน ในกรณีรุนแรง เงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งขึ้นไปแตะระดับ 2.0% เทียบกับ 0.2% ในกรณีฐาน ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว โดยผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้นในบริบทที่หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น และหันไปใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายพื้นฐานมากขึ้น

เงินเฟ้อของไทยยังได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปปัจจุบันยังอยู่ในระดับติดลบ แรงกดดันเงินเฟ้อจากรอบนี้จึงคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด ในด้านฐานะการคลัง หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ต้นทุนจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการกำหนดเพดานค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อภาระของกองทุนน้ำมันและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สำหรับนโยบายการเงิน ภายใต้กรณีฐาน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงปลายปี 2026 และต่อเนื่องถึงปี 2027 หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ในกรณีที่ราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยจะจำกัดความสามารถของ กนง. ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจ ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777

ภาพ: Suphanat Khumsap / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...