“ทรัมป์” ส่งสัญญาณสุดสับสน ยกระดับ VS ถอยสงคราม เสี่ยงลุกลามกระทบเศรษฐกิจโลก
"ทรัมป์" ส่งสัญญาณสุดสับสน ยกระดับ VS ถอย ขณะที่สงครามสัปดาห์ที่ 4 เสี่ยงลุกลาม เสี่ยงลุกลามกระทบเศรษฐกิจโลก
วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 12.02 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังพิจารณายุติสงครามกับอิหร่าน แต่เพียงหนึ่งวันต่อมา เขากลับขู่ว่าจะทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้ราบ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อาจทำให้สถานการณ์หลุดการควบคุมมากขึ้น การส่งสัญญาณที่สับสนและเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในสงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งกองเรือมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อพันธมิตรหลายประเทศปฏิเสธ เขากลับบอกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ และกล่าวหาพันธมิตรว่าเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่เข้าร่วมสงครามที่พวกเขาไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ก่อนที่ทรัมป์จะออกคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะโจมตีโรงไฟฟ้า เขายังเคยกล่าวมาก่อนว่าช่องแคบจะเปิดเองในที่สุด
ความสับสนในคำพูดของผู้นำสหรัฐสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบจากการปิดช่องแคบ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างอยู่ในทะเล ก่อให้เกิดวิกฤตราคาพลังงาน และอาจผลักเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยที่กระทบผู้คนนับล้านทั่วโลก
ขณะนี้ทรัมป์กำลังเผชิญช่วงเวลาสำคัญที่คำพูดหรือการขู่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกปิดผลกระทบจากการตัดสินใจของเขาได้อีกต่อไป เขาอาจกำลังทดสอบว่าการยกระดับสงครามจะช่วยเปิดทางออกให้ความขัดแย้ง หรือจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเลวร้ายลงไปอีก
ในระยะสั้น ทรัมป์ได้ตั้งเส้นแดงใหม่ให้ตัวเองอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบตามเส้นตายที่สหรัฐกำหนด โดยอิหร่านยังคงใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันสำคัญที่สุดในสงครามครั้งนี้
หากทรัมป์สั่งโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน ก็มีแนวโน้มว่าจะกระตุ้นการตอบโต้ครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วนอย่างรุนแรง แต่หากเขาไม่โจมตีและช่องแคบยังคงปิดอยู่ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้อิหร่านแสดงให้เห็นว่าสามารถท้าทายอำนาจทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลได้ แม้จะมีกำลังทหารด้อยกว่าอย่างมาก
การโจมตีโรงไฟฟ้าอาจเพิ่มแรงกดดันต่อกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งควบคุมโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจำนวนมาก แต่ก็เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม เพราะโรงพยาบาล ระบบน้ำ และระบบสุขาภิบาล ล้วนต้องพึ่งพาไฟฟ้า
ในภาพใหญ่ นักการเมืองและนักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มกังวลว่าทรัมป์อาจไม่มีแผนระยะยาวหรือทางออกของสงครามครั้งนี้ ซึ่งเขาเริ่มต้นโดยไม่ได้ขออนุมัติจากสภาคองเกรส และไม่ได้อธิบายต้นทุนของสงครามต่อประชาชนอเมริกัน
ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการ State of the Union ของ CNN ว่า“รัฐบาลนี้ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีแผน และไม่มีแผนถอนตัว พวกเขาไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ”
อย่างไรก็ตามฝ่ายรัฐบาลสหรัฐยังคงยืนยันว่าทรัมป์จริงจังกับสงครามครั้งนี้ โดยไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า “ประธานาธิบดีไม่ได้ล้อเล่น เขายืนหยัดตามเส้นแดงของเขา และจะไม่ปล่อยให้ระบอบนี้จับพลังงานและเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน”
ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวว่า“บางครั้งเราต้องยกระดับความขัดแย้ง เพื่อทำให้ความขัดแย้งลดลง”
คำพูดนี้ทำให้หลายฝ่ายนึกถึงสงครามของสหรัฐในเวียดนามและอิรัก ซึ่งเริ่มต้นจากความขัดแย้งเล็ก ๆ แต่สุดท้ายกลายเป็นสงครามยืดเยื้อขนาดใหญ่
ผลสำรวจของ CBS News/YouGov ระบุว่า ชาวอเมริกันเกือบ 60% เชื่อว่าสงครามครั้งนี้กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ดี ซึ่งกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่พรรคเดโมแครตใช้โจมตีรัฐบาล
วุฒิสมาชิกคริส เมอร์ฟี กล่าวว่า “รัฐบาลนี้หลุดจากความเป็นจริงไปแล้ว สงครามกำลังควบคุมไม่ได้ ราคาสินค้ากำลังพุ่ง และไม่มีทางเห็นจุดจบ”
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเชื่อว่าการโจมตีทางอากาศได้ทำให้ศักยภาพทางทหารของอิหร่านอ่อนแอลง และการสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอิหร่านในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า ทรัมป์อาจพยายามทำลายความสามารถของอิหร่านด้วยการโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน หรือโจมตีฐานขีปนาวุธและโดรนตามแนวช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปฏิบัติการลักษณะนี้อาจต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่าการโจมตีทางอากาศอย่างมาก
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลอิหร่านจะอ่อนแอลง อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพทางทหาร โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งชนอาคารในเมืองอารัดของอิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 84 คน และยังยิงขีปนาวุธพิสัยกลางไปยังฐานทัพสหรัฐ–อังกฤษที่ดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย แม้จะไม่ถูกเป้าหมาย แต่ระยะยิงกว่า 2,000 ไมล์ แสดงให้เห็นว่าฐานทัพและเรือของสหรัฐที่เคยคิดว่าปลอดภัย อาจอยู่ในระยะโจมตีได้
กองทัพอิหร่านยังเตือนอีกว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด และจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารในอิสราเอล รวมถึงประเทศที่อนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพ
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 114.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ
“เรากำลังเข้าสู่จุดตัดสินใจ และสำหรับสหรัฐ น่าเสียดายที่ไม่มีทางเลือกที่ดี มีแต่ทางเลือกที่ไม่ดี” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอิสราเอลกล่าว
ทรัมป์กำลังเผชิญสมการที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เขาอาจต้องยกระดับสงครามเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและหาทางออก แต่การทำเช่นนั้นก็อาจทำให้สงครามที่ยืดเยื้อและซับซ้อนอยู่แล้ว รุนแรงขึ้นไปอีก แม้เขาจะเคยประกาศว่าสงครามนี้ชนะแล้วก็ตาม
อ้างอิง : edition.cnn.com