โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” ส่งสัญญาณสุดสับสน ยกระดับ VS ถอยสงคราม เสี่ยงลุกลามกระทบเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 14.17 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 07.17 น.

"ทรัมป์" ส่งสัญญาณสุดสับสน ยกระดับ VS ถอย ขณะที่สงครามสัปดาห์ที่ 4 เสี่ยงลุกลาม เสี่ยงลุกลามกระทบเศรษฐกิจโลก

วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 12.02 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังพิจารณายุติสงครามกับอิหร่าน แต่เพียงหนึ่งวันต่อมา เขากลับขู่ว่าจะทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้ราบ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อาจทำให้สถานการณ์หลุดการควบคุมมากขึ้น การส่งสัญญาณที่สับสนและเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในสงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งกองเรือมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อพันธมิตรหลายประเทศปฏิเสธ เขากลับบอกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ และกล่าวหาพันธมิตรว่าเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่เข้าร่วมสงครามที่พวกเขาไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ก่อนที่ทรัมป์จะออกคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะโจมตีโรงไฟฟ้า เขายังเคยกล่าวมาก่อนว่าช่องแคบจะเปิดเองในที่สุด

ความสับสนในคำพูดของผู้นำสหรัฐสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบจากการปิดช่องแคบ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างอยู่ในทะเล ก่อให้เกิดวิกฤตราคาพลังงาน และอาจผลักเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยที่กระทบผู้คนนับล้านทั่วโลก

ขณะนี้ทรัมป์กำลังเผชิญช่วงเวลาสำคัญที่คำพูดหรือการขู่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกปิดผลกระทบจากการตัดสินใจของเขาได้อีกต่อไป เขาอาจกำลังทดสอบว่าการยกระดับสงครามจะช่วยเปิดทางออกให้ความขัดแย้ง หรือจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเลวร้ายลงไปอีก

ในระยะสั้น ทรัมป์ได้ตั้งเส้นแดงใหม่ให้ตัวเองอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบตามเส้นตายที่สหรัฐกำหนด โดยอิหร่านยังคงใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันสำคัญที่สุดในสงครามครั้งนี้

หากทรัมป์สั่งโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน ก็มีแนวโน้มว่าจะกระตุ้นการตอบโต้ครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วนอย่างรุนแรง แต่หากเขาไม่โจมตีและช่องแคบยังคงปิดอยู่ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้อิหร่านแสดงให้เห็นว่าสามารถท้าทายอำนาจทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลได้ แม้จะมีกำลังทหารด้อยกว่าอย่างมาก

การโจมตีโรงไฟฟ้าอาจเพิ่มแรงกดดันต่อกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งควบคุมโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจำนวนมาก แต่ก็เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม เพราะโรงพยาบาล ระบบน้ำ และระบบสุขาภิบาล ล้วนต้องพึ่งพาไฟฟ้า

ในภาพใหญ่ นักการเมืองและนักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มกังวลว่าทรัมป์อาจไม่มีแผนระยะยาวหรือทางออกของสงครามครั้งนี้ ซึ่งเขาเริ่มต้นโดยไม่ได้ขออนุมัติจากสภาคองเกรส และไม่ได้อธิบายต้นทุนของสงครามต่อประชาชนอเมริกัน

ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการ State of the Union ของ CNN ว่า“รัฐบาลนี้ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีแผน และไม่มีแผนถอนตัว พวกเขาไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ”

อย่างไรก็ตามฝ่ายรัฐบาลสหรัฐยังคงยืนยันว่าทรัมป์จริงจังกับสงครามครั้งนี้ โดยไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า “ประธานาธิบดีไม่ได้ล้อเล่น เขายืนหยัดตามเส้นแดงของเขา และจะไม่ปล่อยให้ระบอบนี้จับพลังงานและเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน”

ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวว่า“บางครั้งเราต้องยกระดับความขัดแย้ง เพื่อทำให้ความขัดแย้งลดลง”

คำพูดนี้ทำให้หลายฝ่ายนึกถึงสงครามของสหรัฐในเวียดนามและอิรัก ซึ่งเริ่มต้นจากความขัดแย้งเล็ก ๆ แต่สุดท้ายกลายเป็นสงครามยืดเยื้อขนาดใหญ่

ผลสำรวจของ CBS News/YouGov ระบุว่า ชาวอเมริกันเกือบ 60% เชื่อว่าสงครามครั้งนี้กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ดี ซึ่งกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่พรรคเดโมแครตใช้โจมตีรัฐบาล

วุฒิสมาชิกคริส เมอร์ฟี กล่าวว่า “รัฐบาลนี้หลุดจากความเป็นจริงไปแล้ว สงครามกำลังควบคุมไม่ได้ ราคาสินค้ากำลังพุ่ง และไม่มีทางเห็นจุดจบ”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเชื่อว่าการโจมตีทางอากาศได้ทำให้ศักยภาพทางทหารของอิหร่านอ่อนแอลง และการสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอิหร่านในระยะต่อไป

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า ทรัมป์อาจพยายามทำลายความสามารถของอิหร่านด้วยการโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน หรือโจมตีฐานขีปนาวุธและโดรนตามแนวช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปฏิบัติการลักษณะนี้อาจต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่าการโจมตีทางอากาศอย่างมาก

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลอิหร่านจะอ่อนแอลง อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพทางทหาร โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งชนอาคารในเมืองอารัดของอิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 84 คน และยังยิงขีปนาวุธพิสัยกลางไปยังฐานทัพสหรัฐ–อังกฤษที่ดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย แม้จะไม่ถูกเป้าหมาย แต่ระยะยิงกว่า 2,000 ไมล์ แสดงให้เห็นว่าฐานทัพและเรือของสหรัฐที่เคยคิดว่าปลอดภัย อาจอยู่ในระยะโจมตีได้

กองทัพอิหร่านยังเตือนอีกว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด และจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารในอิสราเอล รวมถึงประเทศที่อนุญาตให้สหรัฐตั้งฐานทัพ

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 114.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ

“เรากำลังเข้าสู่จุดตัดสินใจ และสำหรับสหรัฐ น่าเสียดายที่ไม่มีทางเลือกที่ดี มีแต่ทางเลือกที่ไม่ดี” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอิสราเอลกล่าว

ทรัมป์กำลังเผชิญสมการที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เขาอาจต้องยกระดับสงครามเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและหาทางออก แต่การทำเช่นนั้นก็อาจทำให้สงครามที่ยืดเยื้อและซับซ้อนอยู่แล้ว รุนแรงขึ้นไปอีก แม้เขาจะเคยประกาศว่าสงครามนี้ชนะแล้วก็ตาม

อ้างอิง : edition.cnn.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...