"น้ำตาล-รสหวานฉ่ำ" ฟันผุ "เพชฌฆาตเงียบ" กร่อนชีวิตเด็ก-ผู้สูงวัย
แครกเกอร์ มันฝรั่งทอด ขนมกรอบเคลือบน้ำตาล ทอฟฟี หมากฝรั่ง ลูกอมชนิดต่าง ๆ และขนมไทยๆ ที่มีรสหวาน แม้จะผู้ใหญ่จะทราบว่า หากรับประทานบ่อยๆ น้ำตาลที่แฝงอยู่ในขนมดังกล่าวจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนในทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะวัยเด็ก และยังนำมาพาซึ่งปัญหาโรคช่องปากอันดับ 1 นั่นคือ โรคฟันผุ ดังจะเห็นได้ว่า แม้เด็กๆ จะมีฟันถึงน้ำนม 20 ซี่ แต่ในต่างจังหวัด หากเป็นคนช่างสังเกตมักจะเห็นฟันเด็กเล็กๆ หากฟันไม่หลอ ก็จะเหี้ยนเหลือเพียงตอ
หากครอบครัวไหนดูแลสุขภาพช่องปากให้เด็กๆ ได้ดี ฟันน้ำนมของเด็กก็จะอยู่ครบ 20 ซี่ จนกว่าจะหลุดตามเกณฑ์อายุ และเจริญเติบโตมีฟันครบจำนวน 32 ซี่ มีข้อมูลจากผลการสำรวจสภาวะทันตสาธารณสุข ในปี 2560-ปัจจุบัน พบว่า ผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มที่มีการสูญเสียฟันสูงที่สุด พบค่าเฉลี่ยฟันแท้ที่มีในช่องปากประมาณ 19 ซี่/คน และผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 60 เหลือฟันใช้งานไม่ถึง 20 ซี่
ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน บอกว่า ปัญหาสุขภาพช่องปาก ไม่ใช่ แค่เรื่องของแค่ฟัน แต่เป็นรากฐานของความสุข และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในทุกมิติ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว "สหพันธ์ทันตกรรมโลก" ได้ออกมารณรงค์เรื่องปัญหาสุขภาพในช่องปากและปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายของแคมเปญ "Happy Mouth" เพื่อให้ความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาช่องปากในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ
ตั้งเป้าหมาย 80 : 20 ด้วยการทำให้ผู้สูงอายุวัย 80 ปี มีฟันในปากเหลือจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ซี่ ให้ได้ร้อยละ 50 ของประชากร เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว โดยญี่ปุ่นใช้เวลานานถึง 30 ปีจึงประสบความสำเร็จ
"ปัญหาฟันผุในเด็กไทยน่าห่วง เนื่องจากน้ำตาลเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของฟันผุ ถามว่า ทำไมต้องนำประเด็นลดหวาน มาเชื่อมกับสุขภาพช่องปาก น้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน นำไปสู่ปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฟัน แต่คือ Food Environment และพฤติกรรมบริโภคของเด็กไทย และคนทุกวัย"
ข้อมูลผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ เมื่อปี 2566 ระบุว่า เด็กไทยจำนวนมาก ยังประสบกับปัญหาฟันผุ และเหงือกอักเสบ โดยในเด็กอายุ 3 ปี มีฟันผุ ร้อยละ 47 และเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 72.1 ในกลุ่มเด็ก 5 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงวัยสำคัญที่เริ่มเข้าสู่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
ขณะที่ในเด็กอายุ 12 ปี พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งมีปัญหาฟันผุ หรือร้อยละ 49.7) และมากกว่าร้อยละ 80 พบกับปัญหาเหงือกอักเสบ แต่การเข้าถึงบริการทันตกรรมกลับมีแนวโน้มลดลง ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตของเด็กไทยในระยะยาว
เมื่อหลายปีที่แล้ว กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เคยรณรงค์แก้ปัญหาฟันผุของเด็กไทย หลังพบว่า เด็กช่วงอายุ 3 ปี ในทุกภูมิภาคของประเทศมีเด็กเล็กฟันผุจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กในพื้นที่ภาคใต้ มีปัญหาสุขภาพช่องปากสูงกว่าภาคอื่นๆ
กระทั่งเมื่อปี 2568 ทันตบุคลากร 14 จังหวัดภาคใต้ ทำบันทึก MOU หรือข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันฟันผุ ในเด็กปฐมวัย (southern oral health charter) เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการทันตสาธารณสุขเชิงคุณภาพ และสร้างเสริมศักยภาพคนไทยให้มีสุขภาพดี นำไปสู่ไปเป้าหมายคนไทยอายุ 80 ปี มีฟันใช้งาน 20 ซี่
ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดพัทลุง กล่าวช่วงหนึ่งในงานกิจกรรมเสริมพลังคณะทำงานเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จ.พัทลุง สถานการณ์สุขภาพช่องปากของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฟันผุยังคงอยู่ในระดับน่ากังวล ซึ่งพบในทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 30–40 แต่ในช่วง 2.3 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มทรงตัว โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน
กลุ่มเด็กวัยเรียน มีอัตราการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 และสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดฟันผุ ขณะที่เด็กเล็กอายุ 0–3 ปี มีอัตราการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14–15 …โรคฟันผุใน จ.พัทลุง ถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากกลุ่มเด็กโต ยังมีพฤติกรรมกินหวานสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งหามาตรการจัดการในทุกกลุ่มวัย
เพื่อกำหนดนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จังหวัดพัทลุง จึงบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณสุข กลุ่มงานทันตสาธารณสุขร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจสุขภาพช่องปากในชุมชน และติดตามพฤติกรรมการบริโภคในทุกช่วงวัย
และร่วมขับเคลื่อน "โครงการอ่อนหวาน" ทั้งในสถานพยาบาลและโรงเรียน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมนมจืด เมนูอาหารลดหวาน และการกำหนดมาตรฐานอาหารในโรงเรียน รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนอ่านฉลากโภชนาการ (GDA) เพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาล
ภก.ณัษฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากเด็กเล็กจะชอบอาหารที่มีรสหวานแล้ว ยังพบว่า พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มหวานในกลุ่มวัยทำงานยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทชา ขณะที่กาแฟมีแนวโน้มลดความหวานลงบ้างแล้วก็ตาม สถิติผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันพบว่า มีจำนวนเกือบ 30,000 คน จำนวนนี้มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้
ขณะที่อีก 2 ใน 3 ยังอยู่ในภาวะควบคุมไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งปรับพฤติกรรมด้านอาหารและสุขภาพส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะสามารถควบคุมการบริโภคน้ำตาลได้ประมาณร้อยละ 30 แต่ยังคงมีอีกกว่าร้อยละ 70 ที่ต้องได้รับการดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง การลดการบริโภคน้ำตาลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
ดังนั้นภาครัฐจะต้องมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เช่น การใช้ฉลากโภชนาการ การควบคุมอาหารในโรงพยาบาลและโรงเรียน รวมถึงการสื่อสารรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องร่วมปรับสูตรอาหาร และปริมาณน้ำตาล และควรเพิ่มทางเลือกเมนูสุขภาพ ขณะที่ภาคประชาชน จำเป็นต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อเลือกบริโภคอย่างเหมาะสม
การลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไม่ใช่จะวัยเด็ก หรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการลดอาหารที่มีรสหวาน นอกจากเป็นหน้าที่ของผู้บริโภค และครอบครัวที่ต้องป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงแล้ว กลไกการขับเคลื่อนสำคัญภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาททั้งระบบ เพื่อป้องกัน "เพชฌฆาต" เงียบที่ก่อให้เกิดโรคฟันผุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการเจ็บป่วยระยะยาวแล้ว ยังประหยัดงบประมาณรัฐในการรักษาด้วย
หมายเหตุ : เก็บตกจากกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คณะทำงานเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จ.พัทลุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระหว่างวันที่ 20-21 มี.ค.2569
อ่านข่าว :
ถอดรหัสคำเตือนแบบสุภาพ ทำไมคนเกียวโตใช้ "ข้าวราดน้ำชา" เชิญแขกกลับบ้าน