คาริม เบนเซม่า Simply the best
ปกติเวลาพูดถึงเกมฟุตบอลซักคู่เรามักจะเอาทีมที่ดูบ่อยเป็นประจำเป็น “ตัวตั้ง” ก่อนจะแตกหน่อเป็นเล่นดี/ไม่ดี พลาดเอง/ใช้โอกาสเปลืองก่อนตามมาด้วยรายละเอียดของ “ตัวรอง” (ฝั่งตรงข้าม)
แต่สำหรับเกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั้นแน่นอนแฟนบอล เรอัล มาดริด ในไทยย่อมน้อยกว่า เชลซี ดังนั้นเราจะเห็นกระแสความห่วยของเจ้าถิ่นมากกว่าประสิทธิภาพและ class ของ “ราชันชุดขาว”
การจบสกอร์ของนักเตะระดับโลกที่ไม่ต้องขอโอกาสอะไรมากมายอย่าง คาริม เบนเซเม่ กับ 2 ประตูใน 3 นาทีบวกกับสัญชาตญาณการล่าของ “ฉลาม” หลังพักครึ่งมาได้ 1 นาทีทำให้ มาดริด แทบจะตีตั๋วเข้ารอบตัดเชือกเกือบแน่นอนแล้ว
เรื่องเซฟประตู เมนดี้ ไม่เป็น 2 รองใครแต่การใช้เท้ายังห่างไกลความเจริญ ความขยันวิ่งเพรสของ เบนเซม่า จนฉกลูกนี้ทำให้แฟน “หงส์” มองเห็นภาพวันที่ คาริอุส “ขว้างบอลไม่พ้นขา” ในรอบชิง UCL 2018
แฮทริคของ “เบนซ์” มาเร็วเกินไปทำให้ “สิงห์บลู” ยังไม่ได้หาประโยชน์จากโมเมนตั้มประตูตีไข่แตก 2-1 ของ ไค ฮาแวร์ตซ์ เลยด้วยซ้ำ
โดยปกติแล้ว เชลซี มักเป็นทีมที่ปูพรมใช้โอกาสเป็นชุดๆกว่าจะได้ซักลูกและอาศัยแนวรับช่วยบาลานซ์ไม่ให้เสียเปรียบถูกยิงขึ้นนำในหลายๆเกม
แต่ช่วงหลังแนวรับ “ทำนบแตก” โดนทะลวงเป็นปาปีก้า เกมสุดสัปดาห์ถูก “น้องใหม่” เบรนท์ฟอร์ด ที่ฟอร์มขึ้นๆลงๆต้อนถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ 4-1
เดลี่เมล์เผยสถิติในแง่ลบของ เชลซี ว่าการเสียลูก 2-0 ให้ เรอัล มาดริด นั้นเป็นการเสีย 6 ประตูในบ้านตัวเองติดต่อกันโดยที่ทวงคืนไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวนับเป็นหนแรกในยุคของ โรมัน อับราโมวิช
หนสุดท้ายที่ยอดทีมจากลอนดอนเสียรวม 6 ประตูในบ้านภายใน 2 เกม (โดยที่ทวงคืนไม่ได้) ต้องย้อนกลับไปสมัย เคน เบตส์ เป็นประธานสโมสร เป็นเกมที่ ไมเคิ่ล ฮิวจส์ ตีเสมอ ให้ วิมเบิลดัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1997 จากนั้นวันที่ 4 มกราคม 1998 จะถูก แมนฯยูฯ บุกมาขยี้ถึงถิ่น 5-0 ในศึก เอฟเอ คัพ
จุดขายที่ลอกเลียนแบบยากสำหรับ “ราชัน” คือความเก๋าเจนสนามรบของบรรดาแข้งซีเนียร์อย่าง โทนี่ โครส, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่ และ เบนเซม่า
คือทุกครั้งที่ต้องเจอกับฝั่งตรงข้ามที่เป็นพวกทีม “พลังหนุ่ม” หรือ “new gen” จะเกิดผ้าป่าคว่ำทุกครั้งไป
การเล่นที่ดูง่ายไม่หวือหวาของบรรดาตัวเก๋าช่วยให้เกมของ มาดริด เขี้ยวจัด การขึ้นบอลที่ดูนิ่งแม้รอบๆตัวถูกเพรสถูกเข้าถึงตัวอยู่ตลอด
Simply the best เรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพจากการเล่นของนักเตะแค่ 2 คน (วินิซิอุส/เบนเซเม่) กับลูกชิ่ง 1-2 และไปจบที่ เบนซ์ ใช้เวลาเพียง 7 วินาทีนับจากเริ่มกดปุ่มสามเหลี่ยม
ส่วนลูก 2-0 ที่ห่างกัน 3 นาที “น่าทึ่ง” ตรงที่ ลูก้า โมดริช แกเปิดบอลโดยไม่ได้มองอะไรเลย ใช้เซนส์ล้วนๆ ผมพยายามดูภาพช้ายังยืนยันว่าแกไม่ได้ชำเลืองใดๆแต่น้ำหนักบอลกลับข้ามหัว ธิอาโก้ เข้าหัว เบนเซม่า เหมือนฝังชิพยังไงยังงั้น
เชลซี พยายามหาลูกฉาบฉวยแต่รู้ว่ายากมากเนื่องจากบอลระหว่างทางของทีมเยือนเสียนับครั้งได้และโดยมากจะไปเสียแดนบนซึ่งแน่นอนครับมีเวลาเหลือเฟือที่ผู้เล่นแดนกลางและแนวรับยืน cover ตามตำแหน่งไม่มีหลุดอยู่แล้ว
สิ่งที่ยังทำให้ เรอัล มาดริด ยังยืนระยะไม่มีแผ่วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือความเป็น world-class finisher ของ เบนเซม่า ที่ปกติทั่วไปนักเตะอายุ 34 ปีหมดสภาพถูกทีมรวยๆอย่างราชันขายทิ้งไปนานแล้ว
แต่ไม่ใช่กับ เบนซ์ ที่ลูกแฮทริคทำให้เจ้าตัวยิงฤดูกาลนี้ไปแล้ว 37 ประตูจากการลงสนาม 36 เกม!! และ 11 ลูกใน 8 เกมใน แชมเปี้ยนส์ลีก
และส่งให้เขากลายเป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ UCL ที่ทำแฮทริค 2 นัดติดในรอบน็อกเอาท์ (คนแรกอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง คริสติอาโน่ โรนัลโด้)
จบนัดนี้อดีตแข้ง โอลิมปิก ลียง สร้างสถิติเป็นนักเตะ “น้ำหอม” คนแรกที่ทำประตูในรายการ UCL (ยุคใหม่) ขึ้นตัวเลข 2 หลักโดย 11 ลูกที่ว่าทำลายสถิติเวทียุโรปถ้วยใหญ่ที่เคยถือครองมาอย่างยาวนานของ จุส ฟองแตง ที่เคยทำไว้กับ แรงส์ เมื่อฤดูกาล 1958-59
ค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ที่ มาดริด จ่ายไป 30 ล้านปอนด์ (add on 35.2 ล้าน) เมื่อปี 2009 ซึ่งแพงมากเมื่อพิจารณาจากค่าเงินเฟ้อ 13 ปีก่อนแต่ถือว่าเลยจุดคุ้มทุนและได้โบนัสกับการใช้งานเกินอายุงานพ่วงมาด้วยอีกต่างหาก
ผมไม่อยากเอามาเปรียบเทียบกับเพราะมันมวยคนละรุ่นแต่ด้วยบริบทเราจะเห็นความแตกต่างจากโอกาสที่มีของ เบนซ์ และ โรเมลู ลูกากู ที่ขึ้นโขกแบบเขย่งสบายๆไร้ตัวประกบแค่ 6 หลาแต่ยังไม่สามารถบังคับให้เข้ากรอบได้ก็คงไม่ต้องคิดถึงเรื่องชนะใครไม่จำเป็นต้องเป็น มาดริด ด้วยซ้ำครับ
“สิงห์บลู” สร้างโอกาสรัวๆยิงในตอนที่สกอร์ห่าง 3-1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จ่าฝูง ลา ลีกา เขาผ่อนเครื่องแล้วครับ ไม่ว่าจะลูกยิงไกลของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (กูตัวรส์ บินปัด), เมสัน เมาท์ ปั่นเฉี่ยวสามเหลี่ยม, ลอฟตัส ชีค กดติดเซฟ
ทั้งหมดทั้งมวลแอคชั่นดังกล่าวเหมือน “รำแก้บน” เพราะ แท้จริงแล้ว“ราชันชุดขาว” outclass ส่งการบ้านคะแนน A+ ให้อาจารย์ก่อนหมดเวลาไปนานแล้ว
แม้ในแง่ของทฤษฏีการมีเกมให้เล่น 2 นัดหมายความว่า เชลซี ยังไม่ตกรอบแต่ในเชิงปฏิบัติ โธมัส ทูเคิ่ล จะหาปาฏิหาริย์จากสภาพฟอร์มลูกทีม ณ ตอนนี้อย่างไรในเวลาเพียงแค่ 7 วันข้างหน้านี้…
สถิติ สถิติ สถิติ
คาริม เบนเซม่า เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงแฮทริคใส่ เชลซี โดยหอกวัย 34 ปีทำ 3 ประตูหลังผ่านไปเพียงแค่ 46 นาทีเท่านั้น
นอกจากนี้ “เบนซ์” เป็นนักเตะ ฝรั่งเศส คนแรกที่ทำได้ 10+ ใน UCL ฤดูกาลเดียวหลัง จุสต์ ฟองแตง ทำไว้เมื่อซีซั่น 1958-59 (10 ลูกเท่ากัน)
เบนเซม่า และ วินิซิอุส จูเนียร์ ช่วยกันผลิตสกอร์ (ผลัดกันจ่ายให้ทำประตู) รวมกัน 5 ลูกใน UCL ซีซั่นนี้ซึ่งเป็นคู่ดูโอที่มีสถิติดีที่สุดเหนือทุกๆคน
เชลซี แพ้ 2 เกมในบ้านติดต่อกันเป็นหนที่ 2 ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล และเสีย 3+ ติดต่อกันที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ หนแรกนับตั้งแต่ตุลาคม 2012