ข้าจะเป็นเซียน (อรุณ)
นิยาย Dek-D
อัพเดต 22 มี.ค. 2566 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2566 เวลา 11.10 น. • เพ่ยเพ่ย_editorข้อมูลเบื้องต้น
ข้าจะเป็นเซียน
เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่งเขียน
หยกน้ำแข็ง แปล
“คงโหว” องค์หญิงสิ้นบัลลังก์ผู้เติบโตในตำหนักลึกของวังหลวง
โดยไม่มีใครดูดำดูดี
โชคชะตานำพาให้นางเข้าสู่แดนพ้นโศก
ดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียรเพื่อมุ่งสู่วิถีแห่งเซียนเมื่ออายุเกือบสิบขวบ
ชีวิตใหม่มีผู้คนรักใคร่เอ็นดูนางมากมาย
มีเรื่องราวสนุกสนานหลากหลาย
จากองค์หญิงผู้แสนอาภัพในแดนมนุษย์
สู่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้มีพรสวรรค์
น่ารักน่าเอ็นดู และมาพร้อมกับความดวงดี
อุปสรรคนานาที่ต้องเผชิญ
ทั้งปีศาจ มารร้าย และดินแดนลี้ลับน่ะหรือ แค่นี้ไม่ระย่อ!
ระดับฌาน ๑๐ ขั้น
ลำดับขั้น
ชื่อขั้น
รายละเอียด
ขั้นที่ ๑
หลอมปราณ
เป็นขั้นรวบรวมพลังปราณในร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว
ขั้นที่ ๒
พื้นฐาน
เป็นขั้นที่สามารถร่ายมนตร์ง่ายๆ เพื่อขจัดเภทภัยและรักษาโรคให้ผู้คนได้
ขั้นที่ ๓
จิตหวั่น
ถือเป็นขั้นอันตรายขั้นแรก เพราะผู้บำเพ็ญเพียรต้องควบคุมจิตใจตนเอง
ไม่ให้ฟุ้งซ่านและต้องต่อสู้กับความปรารถนาในส่วนลึก
ขั้นที่ ๔
เปลี่ยนรูป
เป็นขั้นก่อนการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง สามารถแปลงกายได้ แสดงฤทธิ์ได้
มีเวทและพลังอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาก
ขั้นที่ ๕
ปล่อยวาง
เป็นขั้นที่จิตบริสุททธิ์คล้ายทารก สามารถเหาะเหินบนท้องฟ้า
และมีคุณสมบัติพร้อมบำเพ็ญเพียร
ขั้นที่ ๖
รู้แจ้ง
เป็นขั้นที่ฌานบังเกิด สามารถใช้จิตควบคุมสิ่งที่มีพลังต่ำกว่าได้
ขั้นที่ ๗
แยกกาย
เป็นขั้นที่สามารถแยกกายออกเป็นสองร่างอยู่ในสถานที่ต่างกันในเวลาเดียวกัน
ขั้นที่ ๘
ว่างเปล่า
เป็นขั้นที่จิตเข้าสู่สภาวะว่างเปล่า ซึ่งจะทำให้พลังปราณและจิตหลอมรวม
เป็นหนึ่งเดียว ก่อเกิดพลังมหาศาล
ขั้นที่ ๙
มหายาน
เป็นขั้นที่ค่อยๆ สั่งสมพลังปราณมหาศาลจนกระทั่งแข็งแกร่งก็จะสามารถ
ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน
ขั้นที่ ๑๐
อริยะ
เป็นขั้นสูงสุดของฌานที่บรรลุสู่วิถีแห่งเซียนขั้นต้นในแดนเทวภูมิ
สิบสำนักใหญ่แห่งแดนพ้นโศก
สำนักพันแสง
สำนักนพหงสา
สำนักรุ่งอรุณ
อารามพิสุทธิ์
สำนักจ้าวพยัคฆ์
สำนักทวิธรรม
หอยาตะวัน
สำนักปักษ์มรกต
สำนักเมฆาเรือง
สำนักเดือนดารา
บทที่ ๑
ฤดูหนาว ปีที่สามแห่งรัชศกจิ่งหง พายุหิมะพัดกระหน่ำดุจขนห่านฟุ้งกระจายภายในเมืองหลวงทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่แลดูขาวโพลน นครอันรุ่งเรืองน่าจับตามีความงามพิสุทธิ์เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
บนถนนบรรดาพ่อค้าแผงลอยต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบหนาแม้อากาศจะหนาวจัดจนต้องหดคอ แต่พวกเขายังไม่วายร้องตะโกนขายของไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นมีเสียงกลองดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้พวกคนเดินเท้าและพ่อค้าต้องขยับเปิดทางให้ ไม่นานนายทหารสวมเกราะเงินกลุ่มหนึ่งคุ้มกันรถม้าหลายคันผ่านมา บนรถม้าเหล่านั้นล้วนประดับด้วยอัญมณีงดงาม เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง ชั่วพริบตานั้นบรรดาชาวเมืองที่พอจะรู้เรื่องเข้าใจทันทีว่านี่คือขบวนของสตรีที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ถึงต้องมีการย่ำฆ้องตีกลองเบิกทางเพื่อให้ผู้คนหลบไปก่อน
กีบม้าย่ำหิมะสกปรกสีเทาบนพื้นกระเด็นเป็นฝอย รถม้าคันงามค่อย ๆเคลื่อนผ่านฝูงชนไปให้ความรู้สึกสูงส่งน่าเกรงขาม มิอาจล่วงละเมิด
รถม้าที่สร้างขึ้นจากไม้อูมู่๑ที่วิ่งอยู่คันหลังสุดของขบวน ตัวรถสลักลวดลายหงสา แม้จะได้รับการดูแลอย่างสะอาดสะอ้าน แต่กลับมิอาจเทียบความหรูหรากับรถม้าคันหน้า ๆ ซ้ำตัวรถยังมีร่องรอยความเก่าที่เกิดจากการกัดกร่อนของกาลเวลา
“หยุดรถ”
เสียงใสเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงดังออกมาจากในตัวรถ องครักษ์ที่คุ้มกันอยู่โดยรอบลังเลครู่หนึ่งก่อนหยุดรถม้า ให้องครักษ์อีกนายนำเก้าอี้เหยียบไปตั้งนางกำนัลยืนค้อมตัวอยู่หน้ารถด้วยกิริยาสำรวม ยื่นมือออกไปหน้าม่าน แต่ในดวงตากลับฉายแววเยาะหยัน หากต้องพยายามสะกดกลั้นเอาไว้
สำหรับองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนที่ได้รับการอุปถัมภ์จากจักรพรรดิในฐานะตัวนำโชค เพื่อแสดงถึงน้ำใจอันสูงส่งของพระองค์ สิ่งที่นางจะได้รับมีเพียงความเคารพยกย่องแต่เปลือกนอกเท่านั้น
เด็กหญิงอายุยังไม่ถึงสิบขวบคนหนึ่งออกมาจากรถม้าอย่างรวดเร็ว นางสวมชุดผ้าสำลี บนศีรษะประดับปิ่นว่อทู่๒ผิวเนียนดุจหยก ขาวผ่องดุจหิมะน่ารักน่าเอ็นดู เด็กหญิงกระโดดลงจากรถม้าโดยไม่อนาทรต่อหิมะสกปรกบนพื้นแล้ววิ่งไปยังมุมมุมหนึ่ง
ในมุมนั้นมีแผงลอยเล็ก ๆ หม้อเคี่ยวน้ำตาลข้น ผู้เฒ่าสวมเสื้อคลุมตัวนอกสีเทามอกำลังก้มหน้าก้มตาปั้นน้ำตาล เมื่อเห็นเด็กหญิงผู้งดงามราวหยกสลักวิ่งมาหา ผู้เฒ่ายิ้มน้อย ๆ อย่างเอื้อเอ็นดู “กุ้ยเหริน๓๓ต้องการซื้อภาพวาดน้ำตาลหรือขอรับ”
องครักษ์ที่ตามหลังเด็กหญิงมาแอบรู้สึกว่าผู้เฒ่าคนนี้ดูประหลาด แต่ขณะนั้นเขาบอกไม่ถูกว่าอีกฝ่ายประหลาดที่ใด ได้แต่ประสานมือบอกเด็กหญิงว่า“องค์หญิง ร่างกายล้ำค่าดุจทองคำ จะเอาแต่ใจไม่ได้นะขอรับ”
จักรพรรดิต้องการให้องค์หญิงคนนี้เป็นตัวนำโชค ดังนั้นองครักษ์อย่างพวกเขาจึงต้องคุ้มกันตัวนำโชคคนนี้ให้อยู่ดีมีสุข ไหนเลยจะรู้ว่าเพิ่งสิ้นคำเขาองค์หญิงน้อยจะกลับหันหน้ามามองเขาด้วยนัยน์ตาปริบ ๆ ทำให้องครักษ์ต้องนิ่งงันไปนาน และเผลอพูดออกไปว่า
“หากชอบ จะซื้อกลับไปนิดหน่อยก็ได้ แต่อย่ากินมากนะขอรับ”
นักรบผู้ห้าวหาญเช่นเขา ไร้ภูมิต้านทานเด็กน้อยหน้าตาน่ารักอย่างสิ้นเชิง
“กุ้ยเหรินชอบอันไหนหรือ” รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฒ่าแลดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น เขาชี้นิ้วไปที่ภาพวาดน้ำตาลหลากหลายรูปแบบที่วางอยู่บนกองฟาง บนนั้นมีภาพบุรุษ สตรี ดอกไม้ สัตว์ ไปจนถึงภาพทิวเขาธาราที่ดูมีชีวิตชีวา
คงโหวไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เพียงเห็นแผงภาพวาดน้ำตาลแผงนี้แล้วถึงได้รีบลงจากรถม้าโดยไม่สนใจสิ่งใด แม้นางจะอายุใกล้สิบขวบ แต่ในความทรงจำของเด็กหญิง นางเพิ่งจะเคยออกจากวังแค่สามครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกคือ ยามที่วังหลวงถูกกองทหารบุกเข้าโจมตี นางในพานางหนีออกมา แต่ยังไม่ทันพ้นประตูเมืองก็ถูกทหารฝ่ายกบฏจับตัวกลับไป
ครั้งที่สองคือ หลังจากจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว แต่งตั้งนางผู้เป็นธิดาของจักรพรรดิองค์ก่อนเป็นองค์หญิงผิงหนิง และจัดขบวนยิ่งใหญ่พานางไปทำพิธีบวงสรวงสวรรค์ ทำให้ผู้คนกว่าครึ่งค่อนนครแซ่ซ้องสรรเสริญในความเมตตาของจักรพรรดิ เด็กหญิงมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของฝูงชนสองข้างทางทำให้นางรู้สึกเหมือนเป็นสิงโตขนทองที่ถูกเลี้ยงไว้ในอุทยาน และชาวเมืองพวกนี้คือคนที่มาชมสัตว์เลี้ยงในวัง
ครั้งที่สามคือวันนี้ เนื่องจากพระธิดาที่จักรพรรดิรักที่สุดเดินทางกลับเมืองหลวง บรรดาสตรีสูงศักดิ์ของฝ่ายในจึงต้องออกนอกเมืองเพื่อไปต้อนรับ
คงโหวดีใจมาก และอยากให้กษัตริย์องค์ใหม่มีพระธิดาออกเรือนไปเยอะ ๆเพื่อที่ทุกครั้งเวลาพวกนางเดินทางกลับมา๔คงโหวจะได้ถือโอกาสออกนอกวังไปดูอะไร ๆ ด้วย พอได้ยินคำถามของผู้เฒ่า เด็กหญิงชี้นิ้วไปที่ภาพเซียนหญิงเบิกดาราเหยียบจันทราแล้วบอกว่า “ข้าอยากได้ภาพนี้”
“ได้ขอรับ” เจ้าของแผงใช้ช้อนตักกากน้ำตาลที่ได้ที่แล้วมาขึ้นรูปบนเขียงไม้อย่างรวดเร็ว ท่าทางของเขาดูชำนิชำนาญมาก สีหน้าตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่งยวดเหมือนกำลังทำภารกิจใหญ่ที่สุดในชีวิต
คงโหวเบิกตากว้างมิกล้ากะพริบตา เพราะกลัวว่าตนจะพลาดกระบวนการอันน่าอัศจรรย์นี้ เกล็ดหิมะปลิวมากระทบใบหน้าของเด็กหญิงจนแดงก่ำ ทำให้เจ้าของแผงอดพูดไม่ได้ว่า “ท่านองครักษ์ วันนี้หิมะตกหนัก กุ้ยเหรินอายุยังน้อยระวังจะโดนลมหนาว”
เมื่อนั้นองครักษ์ถึงเพิ่งได้สติและโบกมือให้นางกำนัลนำร่มคันหนึ่งมากางให้คงโหว ขณะนั้นเขารู้แล้วว่ามีที่ใดที่ผิดปกติ นั่นคือผู้เฒ่าคนนี้ไม่ได้มีท่าทีหวาดเกรงพวกเขา ทำให้ดูแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป
เจ้าของแผงมองหน้าคงโหวยิ้ม ๆ คงโหวยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตนเผลออุทานออกมา ดวงตากลับโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวอย่างสมบูรณ์ ไม่นานภาพวาดน้ำตาลก็สำเร็จ เจ้าของแผงฝีมือดีมาก ทำให้ภาพวาดน้ำตาลรูปเซียนหญิงแลดูงดงามสดใสดุจแก้วมณี และตัวเซียนหญิงผู้กำลังเหินตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าก็มีกลิ่นอายของเซียนผู้ลึกลับ
“งามจริง ๆ นี่เป็นภาพวาดน้ำตาลที่งามที่สุดในบรรดาภาพวาดน้ำตาลที่ข้าเคยเห็นมา” ความจริงคือนางเพิ่งจะเคยเห็นภาพวาดน้ำตาลเป็นครั้งแรก
“องค์หญิงผิงหนิง” นางข้าหลวงผู้สวมชุดฤดูหนาวสีมรกตเดินมากล่าวสีหน้านิ่ง “ไปได้แล้วเจ้าค่ะ”
ด้านหลังของนางข้าหลวง ห่างออกไปไม่ไกล มีสตรีชั้นสูงสองสามคนยืนกระซิบกระซาบอยู่ข้างรถม้า เห็นได้ชัดว่าพวกนางกำลังหัวเราะเยาะคงโหวองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนผู้เคยสูงส่งเหนือผู้ใด มาวันนี้กลับตกอับถึงเพียงนี้การได้นินทาว่าร้ายคงโหวสร้างความบันเทิงแก่พวกนางอย่างยิ่ง
ทว่าปฏิกิริยาของคงโหวมักจะทำให้อารมณ์ดี ๆ ของพวกนางต้องลดน้อยลงเสมอ เมื่อเด็กหญิงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเสียงหัวเราะเยาะของพวกนาง ไม่เสียใจไม่โกรธ ไม่แม้แต่จะหวาดกลัว ซ้ำยังมองหน้าพวกนางตาปริบ ๆ เหมือนพวกนางกำลังทำเรื่องไร้สาระ
และครั้งนี้ปฏิกิริยาของคงโหวก็เป็นเหมือนเดิม เด็กหญิงเพียงหยิบจี้เงินรูปถั่วลิสงจากถุงผ้าปักอันหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าของแผงโดยไม่สนใจสีหน้าเย็นชาของนางข้าหลวง พูดกับเจ้าของแผงว่า “ภาพวาดน้ำตาลของท่านงามยิ่งนักเหมือนที่เขียนบรรยายไว้ในหนังสือเลย”
เจ้าของแผงมีเส้นผมขาวโพลน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวเก่าปุปะ ทั้งที่อากาศหนาวจัดขนาดนี้ แต่เขายังออกมาขายภาพวาดน้ำตาล เชื่อว่าคงมีชีวิตที่ยากลำบาก คงโหวคิดว่าการที่ตนเยินยอผู้เฒ่าสักสองสามประโยค อาจทำให้เขามีความสุขขึ้นบ้าง
ราษฎรล้วนมีชีวิตยากลำบาก แม้นางจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แต่ก็เคยอ่านเจอในหนังสือ
“องค์หญิง!” สีหน้าของนางข้าหลวงเครียดขึ้น น้ำเสียงเยียบเย็น “นี่คือมารยาทราชสำนักของท่านหรือเจ้าคะ”
คงโหวหยิบภาพวาดน้ำตาลที่ห่อด้วยกระดาษเปลือกข้าวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง นางหันหลังและแอบย่นจมูกก่อนหันหน้ากลับไปหาอีกฝ่ายด้วยกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเดิมว่า “ขอบคุณกูกู๕ที่ตักเตือน”
นางข้าหลวงยิ้มแต่นัยน์ตาไม่ยิ้มด้วย “องค์หญิงเข้าใจก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
คงโหวได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นรอยหมิ่นหยันในดวงตาของนางข้าหลวงซุกภาพวาดน้ำตาลไว้ในแขนเสื้อ เตรียมกลับไปขึ้นรถม้า แต่ไม่ระวังเหยียบถูกโคลนบนพื้นทำให้โคลนกระเด็นถูกชายกระโปรงของนางข้าหลวงเล็กน้อย
นางข้าหลวงจ้องโคลนที่เปื้อนกระโปรงด้วยสีหน้าปั้นยากอย่างที่สุด แต่มิกล้าแสดงความไม่เคารพคงโหวซึ่งหน้า
“องค์หญิง กุลสตรีพึงสำรวมกิริยาวาจา เดินเข้าถอยออกอย่างระมัด-ระวัง…” นางข้าหลวงพูดยังไม่ทันจบคำ ลมหอบใหญ่ก็พัดมาพร้อมเกล็ดหิมะละอองน้ำแข็งหนาวจัดเสียดกระดูกซัดใส่หน้าของนางเต็ม ๆ ไม่ต่างจากคมมีดกรีดใส่ผิวเนื้อทำให้รู้สึกเจ็บมาก
ลมสลาตันหอบนั้นพัดหายไปอย่างรวดเร็ว นางกำนัลที่กางร่มกันให้คงโหวหันหน้าไปดูแล้ว ร่มผ้าไหมถูกพัดจนพังทำให้ต้องร้องอุทานออกมา
นางข้าหลวงตกใจเพราะเสียงร้อง เตรียมจะอบรมนางกำนัลที่ไม่รู้จักกิริยามารยาท แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร ภาพตรงหน้ากลับทำให้นางต้องตกตะลึงพรึงเพริด
เพราะแสงรัศมีสีรุ้งพร่างพรายฉายวาบ ละม้ายมีเซียนเสด็จลงมา ผู้เฒ่าที่ปั้นภาพวาดน้ำตาลหายตัวไปแล้ว ในมุมนั้นเหลือเพียงความว่างเปล่าเหมือนไม่เคยมีใครอยู่ที่นั่นมาก่อน
เรื่องนี้ถูกเล่าลือต่อ ๆ กันทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ใจความประมาณว่าจักรพรรดิ
จิ่งหงคือผู้ที่สวรรค์ประทานลงมาให้เป็นประมุขของใต้หล้า เซียนจึงเสด็จลงมาเยือน จักรพรรดิจิ่งหงพลอยได้อานิสงส์ ได้รับการแซ่ซ้องจากเหล่าบัณฑิตมากมาย และราษฎรต่างเรียกขานพระองค์ว่าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
ในฐานะองค์หญิงของราชวงศ์ก่อน คงโหวมีพระบิดาเป็นคนเสเพล ลุ่มหลงนารีและเสียงดนตรี ตำหนักหลังเลี้ยงดูนักดนตรีเอาไว้มากมาย ไม่สนใจราชกิจเปิดโอกาสให้ขุนนางกังฉินเข้ามากุมอำนาจ สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎร
ยามที่ราชวงศ์ก่อนถูกล้มล้าง นอกจากขุนนางเก่าแก่ที่ยังคงยึดถือธรรมเนียมเดิม บริภาษกษัตริย์องค์ปัจจุบันว่าไม่จงรักภักดี มักใหญ่ใฝ่สูงแล้วก็ไม่มีผู้ใดแสดงออกว่าไม่พอใจเลยสักคน
การทำตัวเป็นทรราชถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อบรรพชน คงโหวจึงไม่ได้สนใจพระบิดาเสเพลมากนัก สิ่งเดียวที่ทำให้นางเสียใจคือภาพวาดน้ำตาลที่ถูกแย่งไป เพราะนั่นเป็นภาพวาดน้ำตาลภาพแรกในชีวิตของนาง
ทว่าผู้ที่แย่งเอาภาพวาดน้ำตาลของนางไปคือจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน แล้วจะให้นางทำอย่างไร นอกจากใช้สองมือประคองส่งให้อย่างว่าง่าย หลังจากจักรพรรดิจิ่งหงได้ภาพวาดน้ำตาลไปแล้วก็ให้นางข้าหลวงส่งภาพวาดน้ำตาลมาให้คงโหวมากมาย มีทุกรสชาติทุกสีสัน แต่คงโหวกลับรู้สึกว่าภาพวาดน้ำตาลพวกนี้ดีสู้ของนางไม่ได้เลยสักภาพ เพราะความรู้สึกยามที่ได้ยืนคอยภาพวาดน้ำตาลอยู่ข้างเตาจนเสร็จคือสิ่งที่ภาพวาดน้ำตาลภาพอื่น ๆ มิอาจเทียบเคียงได้
เดือนสามตามปฏิทินจันทรคติ มีงานฉลองประจำปี
คงโหวเปลี่ยนมาใส่ชุดหรูหราที่นางข้าหลวงจัดเตรียมเอาไว้ให้ และปล่อยให้พวกเขาแต่งกายนางเหมือนดรุณีหยกผู้ติดตามเซียนไปร่วมงานเลี้ยง
เมื่อคงโหวไปร่วมงานเลี้ยงและได้พบบรรดาขุนนางเก่าแก่ พอพวกเขาเห็นคงโหวที่แต่งกายงดงามเต็มยศก็รู้สึกวางใจมากขึ้น
การที่จักรพรรดิดีต่อองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนเช่นนี้ เป็นเพราะเขาเห็นแก่ขุนนางเก่าแก่ผู้มีกำลังความสามารถของราชวงศ์ก่อนกลุ่มนี้
คงโหวไม่สนใจว่าพวกขุนนางใหญ่คิดอย่างไร นางเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินอาหาร เนื่องจากหากเป็นยามปกติ เด็กหญิงไม่มีทางได้กินอาหารดี ๆ เหล่านี้ในมุมหนึ่ง พวกนักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู นักดนตรีหญิงที่หวีผมเป็นทรงเซียนเหินใช้มือขาวผุดผ่องดีดสายคงโหว๖หัวหงส์ตัวหนึ่ง
คงโหวหัวหงส์ตัวนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือที่นำขึ้นถวายจักรพรรดิผู้สวรรคตในราชวงศ์ก่อน จักรพรรดิผู้สวรรคตองค์นั้นชอบคงโหวหัวหงส์มากประจวบเหมาะกับพระธิดาเพียงคนเดียวถือกำเนิด จึงตั้งชื่อพระธิดาว่าคงโหว
นามนี้ฟังดูไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายนัก แต่จักรพรรดิผู้สวรรคตมิได้รักใคร่หวงโฮ่ว๗กับพระธิดา หลงใหลเสียงดนตรีเพียงอย่างเดียว แม้หวงโฮ่วจะไม่พอใจแต่จะทำอย่างไรได้ ด้วยเหตุนี้ถึงคงโหวจะอายุยังน้อย นางกลับรู้มานานแล้วว่าดวงชะตากำหนดชาติกำเนิดของนางไม่ดีเอง ถึงได้เจอพระบิดาที่พึ่งพาไม่ได้เช่นนี้ แม้แต่ชื่อของลูกยังไม่ตั้งใจตั้ง
ยามนี้การนำคงโหวหัวหงส์ออกมาดีดย่อมเป็นการดูหมิ่นคงโหวอย่างไม่ต้องสงสัย และคนที่ออกคำสั่งก็คือองค์หญิงใหญ่ผู้เป็นพระเชษฐภคินีของจักรพรรดิ ดังนั้นต่อให้ใครต่อใครรู้เรื่องนี้ดีเพียงใดก็ได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างเดียว
สวามีขององค์หญิงใหญ่เสียชีวิตด้วยน้ำมือของแม่ทัพของราชวงศ์ก่อนด้วยเหตุนี้องค์หญิงใหญ่จึงเกลียดชังอดีตจักรพรรดิยิ่งนัก และพลอยเกลียดคงโหวที่เป็นสายโลหิตของราชวงศ์ก่อนด้วย หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงใหญ่ยังพอมีสติ รู้ว่าไม่สมควรทำร้ายเด็กหญิงอายุยังไม่ถึงสิบขวบต่อหน้าพวกขุนนางแล้วเกรงว่านางคงเอ่ยวาจาไม่น่าฟังกับคงโหวหลายประโยค
เสียดายที่แผนกระทบกระเทียบอ้อม ๆ นี้ไม่ส่งผลใดต่อคงโหว เพราะตั้งแต่ต้นจนจบนัยน์ตากลมโตขององค์หญิงของราชวงศ์ก่อนคนนี้มีแต่แววไร้เดียงสา นางส่งยิ้มน้อย ๆ ให้บรรดาสตรีทั้งหลาย ก่อนก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างไม่รับรู้ถึงความเย้ยหยัน
เรื่องนี้ทำให้องค์หญิงใหญ่ไม่พอใจยิ่ง นางจึงวางจอกสุราในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง และพูดกับคงโหวว่า “องค์หญิงผิงหนิง เจ้าคิดว่าคงโหวคันนี้เป็นอย่างไร”
คงโหวกะพริบตาปริบ ๆ มองพิจารณาอยู่นานก่อนตอบ “งามดีเจ้าค่ะ”
องค์หญิงใหญ่นิ่ง คอยฟังประโยคต่อไป
แต่คงโหวเพียงมองนางด้วยนัยน์ตากลมโตที่ตาขาวกับตาดำตัดกันอย่างชัดเจน คล้ายอยากถามว่านางต้องการฟังสิ่งใดจากตนหรือ ความคิดอ่านของพวกผู้ใหญ่ช่างน่าประหลาดเสียจริง…
องค์หญิงใหญ่อ่านสายตาคู่นี้ออก นางจึง…คับอกคับใจยิ่งนัก และนึกอยากคว่ำโต๊ะเต็มที แต่ที่นี่คืองานเลี้ยงของราชสำนัก นางจึงยังมีหน้าตาที่ต้องรักษา
บรรดาสตรีสูงศักดิ์รู้ดีว่าองค์หญิงใหญ่ไม่ชอบคงโหว พอเห็นองค์หญิงใหญ่มีสีหน้าปั้นยากก็พากันจับกลุ่มซุบซิบและหัวเราะคิกคัก เพียงแต่เรื่องที่คุยกันนั้นไม่พ้นไปจากความไม่เอาไหนของราชวงศ์ก่อน กับการยกยอราชวงศ์ปัจจุบันการกระทำเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการเหน็บแนมคงโหว
คงโหววางตะเกียบเงินลงและส่งยิ้มน้อย ๆ อย่างเป็นมิตรให้พวกผู้ใหญ่ที่ดีแต่ทำเรื่องไร้สาระ
คำพูดบางคำสามารถใช้รอยยิ้มน้อย ๆ ชดเชย หรือถ้ายิ้มเดียวไม่พอก็ให้สองยิ้มเลยแล้วกัน คงโหวอายุยังน้อยแต่กลับมีจิตใจกว้างขวาง มักคิดถึงผู้อื่นแต่ในทางดีเช่นนี้เสมอ
ทว่าเหล่าสตรีสูงศักดิ์กลับโกรธที่เด็กหญิงส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ ทั้งที่พวกนางเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดถึงต้องโกรธ
ขณะที่หลายคนเตรียมระเบิดอารมณ์ออกมา ท้องนภาพลันปรากฏแสงสีเงินสว่างจ้าเหนือตำหนักทั้งหลัง
ทุกคนพากันเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าตื่นตะลึง
คงโหวยกมือเท้าคางพลางเงยหน้าขึ้นมอง บรรพชนทั้งสิบแปดรุ่นเจ้าขานี่นางได้เห็นท่านเซียนแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ
๑ ไม้ที่มีสีน้ำตาลดำ เช่น ไม้มะเกลือ ไม้ตะโก
๒ เครื่องประดับศีรษะในสมัยราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ชิง สวมในฤดูหนาว มีลักษณะคล้ายหมวกที่ทำจากขนสัตว์ฟูฟ่องคล้ายกระต่ายที่ขดตัวนอน
๓ คำเรียกชนชั้นสูงอย่างให้เกียรติ
๔ ตามประเพณีจีน หลังจากบุตรสาวแต่งงานออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จะต้องพาสามีกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้าน
๕ เป็นคำเรียกสตรีอาวุโสในวัง
๖ เครื่องดนตรีประเภทสายของจีนโบราณ ลักษณะคล้ายพิณที่ต้องนั่งดีดด้านข้าง
๗ พระอัครมเหสีในจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
บทที่ ๒
คงโหว เคยซ่อนนิยายการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนเอาไว้ในห้องสองเล่มนิยายเล่มหนึ่งเล่าเรื่องนักดาบผู้มีจิตใจเมตตาปรานี เห็นใจคนยาก ช่วยเหลือคนอ่อนแอ วันหนึ่งเขาออกจากสำนักแล้วช่วยผู้เฒ่าที่ถูกอันธพาลอัปลักษณ์ตัวเหม็นรังแก ความจริงแล้วผู้เฒ่าคนนั้นเป็นเซียนบนสวรรค์แปลงร่างมา โดยมอบยาเซียนเม็ดหนึ่งแก่นักดาบเพื่อเป็นรางวัลที่เขามีจิตใจดีงาม เมื่อนักดาบกินยาเซียนเข้าไปแล้ว เขาก็สำเร็จเป็นเซียนภายในชั่วพริบตาและขึ้นไปเป็นขุนนางเซียนบนสวรรค์
ยังมีอีกเล่มหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า ตัวเอกเป็นนายพรานธรรมดาวันหนึ่งไม่ระวังพลัดตกหน้าผาแล้วเก็บตำราวิชาบำเพ็ญเพียรได้เล่มหนึ่ง เขาจึงก้าวเข้าสู่มรรคาธรรมยิ่งใหญ่ นายพรานต้องเผชิญกับบททดสอบยากลำบากบนมรรคาธรรมยิ่งใหญ่นั้นกว่าจะมีผู้สูงส่งยอมรับเขาเป็นศิษย์ในสังกัด สุดท้ายเขาได้เป็นถึงผู้นำสำนักบำเพ็ญเพียร ได้รับความเคารพยกย่องจากผู้บำเพ็ญเพียรชายมากมาย และมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหลายคนหลงรักเขา น่าเสียดายที่เล่มที่คงโหวอ่านไม่มีตอนจบ ทำให้นางอยากรู้เหลือเกินว่าตอนหลังนายพรานจะบรรลุธรรมยิ่งใหญ่ สำเร็จเป็นเซียนหรือไม่
สำหรับคงโหวผู้ไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสหนังสือของพวกชาวบ้าน นิยายสองเรื่องนี้สนุกและมีสีสันยิ่งนัก บางครั้งเด็กหญิงยังนึกวาดฝันว่าอาจมีสักคืนที่เดือนสว่างดาราดับแสง ท่านเซียนลงมาจากสวรรค์ บอกว่านางคือผู้ที่มีคุณสมบัติบำเพ็ญเพียรซึ่งหายากยิ่งและรับนางเป็นศิษย์
ตอนเริ่มต้นฝันเรื่องนี้ คงโหวยังไม่รู้จักตัวอักษรทุกตัวในหนังสือเลยด้วยซ้ำ ยามอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งสองเล่มยังต้องใช้วิธีเดาส่ง มายามนี้เมื่อนางสามารถอ่านหนังสือทั้งเล่มถึงขั้นท่องกลับหลังได้คล่อง นางกลับไม่เคยเห็นท่านเซียนลงมาจากสวรรค์เลย
เมื่อก่อน ก่อนนอนคงโหวมักแอบบ่นอุบว่าท่านปู่เซียน เมื่อไรท่านจะมารับข้าเสียที เวลานี้นางมิใช่เด็กน้อยอายุหกเจ็ดขวบอีกแล้ว พอเริ่มเรียนรู้ที่จะจำกัดความคาดหวัง เด็กหญิงจึงบ่นแค่สามถึงห้าวันครั้งเท่านั้น
นางได้แต่บ่นอย่างนี้โดยที่ท่านเซียนไม่เคยมาหา
ซ้ำหนังสือที่นางซ่อนไว้อย่างดิบดียังถูกนางข้าหลวงพบเจอ ท่านอาจารย์ลงโทษเด็กหญิงด้วยการให้คัดหนังสือเป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยบอกว่านางเป็นองค์หญิงของราชวงศ์ก่อน ไม่สมควรอ่านหนังสือเพ้อเจ้อเช่นนี้
ท่านอาจารย์บอกว่าเด็กไม่สมควรอ่านหนังสือไม่มีประโยชน์ เพ้อฝันไร้สาระ
แต่คงโหวรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดไม่เป็นความจริง เพราะสองสามปีมานี้ หลังจากจักรพรรดิจิ่งหงขึ้นครองราชย์ เขาทำพิธีบวงสรวงสวรรค์ทุกปีและมักใช้คำพยากรณ์มาเน้นย้ำว่าเขาคือผู้ที่สวรรค์ให้ความสำคัญ ทำให้บรรดานางข้าหลวงต่างพูดเสมอว่าจักรพรรดิคือผู้ที่สวรรค์ประทานลงมา
พวกผู้ใหญ่มักเป็นอย่างนี้เสมอ ปากอย่างใจอย่าง
คงโหวย่นจมูกเยาะพฤติกรรมเหล่านี้ของพวกเขา แต่แน่นอนว่าต้องแอบ ๆ เยาะ
ในยามที่ท้องฟ้าเหนือตำหนักสว่างจ้าขึ้นเรื่อย ๆ คงโหววางมือที่เท้าคางลงนัยน์ตามองรัศมีที่สาดลงมายังตำหนักไม่กะพริบ ท่านเซียนมารับนางใช่หรือไม่
รัศมีสีเงินเจิดจ้า บาดสายตาคงโหวจนรู้สึกเจ็บ นางต้องรีบใช้มือขยี้ตาซ้ายของตนเอง แล้วฝืนลืมตาขวาเอาไว้ พอตาซ้ายดีขึ้นแล้ว นางก็รีบลืมตาซ้ายและใช้มือขยี้ตาขวาต่อ
ท่านเซียนจะ…อาจจะมารับนางจริง ๆ ใช่หรือไม่
เหตุอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ทำให้ขุนนางทั้งบุ๋นบู๊รับมือไม่ถูก แม้แต่จักรพรรดิจิ่งหงยังเผลอลุกขึ้นจากที่นั่งและมองท้องฟ้าด้วยกิริยาทึ่มทื่อแตกตื่น
ยอดกษัตริย์วีรบุรุษย่อมปรารถนาอำนาจและหญิงงาม ทว่าหลังจากมีทุกสิ่งครบแล้ว พระองค์ย่อมเพ้อฝันถึงชีวิตนิรันดร์ แม้จักรพรรดิจิ่งหงจะเป็นกษัตริย์ที่อยู่ในกฎระเบียบ แต่ความทะเยอทะยานและความปรารถนาที่ผู้เป็นกษัตริย์พึงมีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด
รัศมีสีเงินค่อย ๆ อ่อนแสงลง บุรุษสูงวัยในชุดสีเทาคนหนึ่งก้าวออกมาจากแสงสีเงินนั้น เส้นผมเขาขาวโพลน ใบหน้าอ่อนเยาว์ บนตัวไม่ได้สะพายกระบี่และไม่มีของวิเศษ อากัปกิริยามีลักษณะของผู้สูงส่งที่พ้นจากโลกีย์ทั้งหลายแล้ว ทำให้จักรพรรดิและขุนนางทุกคนในที่นั้นต่างเชื่อมั่นจนหมดใจว่าบุคคลผู้นี้คือเซียน
“ท่านเซียนใหญ่ลงมาที่แคว้นของเรานับเป็นเกียรติยิ่งนัก” จักรพรรดิจิ่งหงรีบก้าวออกไป จักรพรรดิผู้ที่กำลังยินดีจนแทบคลั่งหยุดอยู่ห่างจากท่านเซียนในระยะห้าก้าว เนื่องจากเขาเป็นบุรุษที่มีความระมัดระวังยิ่งยวด ต่อให้อีกฝ่ายเป็น “ท่านเซียน” ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หลังคารวะอีกฝ่ายอย่างเต็มพิธีการแล้วจักรพรรดิจิ่งหงกล่าวว่า “ขอเชิญท่านเซียนนั่งก่อน”
ท่านเซียนยกมือขึ้น “ไม่จำเป็น”
วาจานี้ของท่านเซียนทำให้ทุกคนสะดุ้ง เนื่องจากท่านเซียนแสดงอาการมึนตึงต่อจักรพรรดิ หรือสวรรค์จะไม่พอใจที่จักรพรรดิแย่งชิงราชบัลลังก์มาจากอดีตจักรพรรดิ แต่กษัตริย์ในราชวงศ์ก่อนล้วนไร้สามารถทำให้พสกนิกรต้องประสบกับความยากลำบาก หากพวกเขาไม่ก่อกบฏแล้วยังจะมีหนทางรอดอีกหรือ
ดูเหมือนท่านเซียนจะคาดเดาความคิดของคนกลุ่มนี้ได้ เขาลูบเคราที่กราม“ที่ข้ามาวันนี้ เพื่อตอบแทนบุญคุณของคนคนหนึ่ง”
ตอบแทนบุญคุณรึ
หัวใจของทุกคนเต้นกระหน่ำเมื่อได้ยินประโยคนี้ และหวังเหลือเกินว่าผู้ที่ท่านเซียนต้องการตอบแทนบุญคุณจะเป็นตน เพราะจะมีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากสร้างสายสัมพันธ์กับเซียน แต่โชคดีที่ทุกคนยังจดจำสถานะของตนได้ จึงไม่มีใครแสดงท่าทีกระตือรือร้นออกนอกหน้า
แม้จักรพรรดิจิ่งหงจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยท่านเซียนก็ไม่ได้ไม่พอใจเรื่องที่เขาชิงราชบัลลังก์จากราชวงศ์ก่อน เพียงแค่นี้ก็รู้สึกสบายใจแล้วเขาหันไปมองบรรดาขุนนางที่ยืนอยู่ด้านล่าง ใต้เท้าจางเป็นผู้มีเมตตาและชื่อเสียงดีงาม ใต้เท้าหลี่คอยให้ความช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์เสมอ ยังมีใต้เท้าหวังที่เคยปกปักรักษาราษฎรนับหมื่นก่อนเดินกลับมารับตำแหน่งที่เมืองหลวง ไม่รู้ว่าคนใดที่มีบุญวาสนาถึงเพียงนี้
“ไม่รู้ว่าท่านเซียนต้องการหาคนแบบใดหรือ” จักรพรรดิจิ่งหงแสดงความใจกว้างอย่างมาก เพราะการที่ท่านเซียนขอบคุณขุนนางของพระองค์ ย่อมส่งผลดีต่อพระองค์เองเช่นกัน
“เด็กคนหนึ่ง” ท่านเซียนยิ้มลึกซึ้ง ยากคาดเดาความหมาย “ข้าติดค้างนางเรื่องเหตุปัจจัย”
เด็กหรือ
เด็กที่สามารถอยู่ที่นี่ได้มีแค่พระโอรส พระธิดา และพระนัดดาเท่านั้นจักรพรรดิจิ่งหงจึงมั่นใจยิ่ง “ไม่รู้ว่าทายาทของเราคนใดที่มีวาสนากับท่านเซียน”
คงโหวที่ถูกพวกผู้ใหญ่บังเอาไว้จนมิดพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นเพราะอยากเห็นหน้าตาของท่านเซียน แต่กลับถูกพระนัดดาหญิงคนหนึ่งลากตัวกลับไป
พระนัดดาหญิงคนนี้อายุราวเจ็ดแปดขวบ นางพูดใส่หน้าคงโหวว่า “เจ้าเป็นแค่องค์หญิงสิ้นบัลลังก์ของราชวงศ์ก่อน อย่าหวังว่าจะเสนอหน้า” เสด็จปู่ของนางเป็นโอรสสวรรค์ เช่นนั้นผู้ที่มีบุญคุณต่อท่านเซียนย่อมต้องเป็นพวกนางที่เป็นพระโอรสธิดาหรือพระนัดดาของเสด็จปู่เป็นแน่
นางข้าหลวงที่อยู่ข้างกายพระนัดดาหญิงเห็นดังนั้นก็ยื่นมือมากดคงโหวให้นั่งลง ไม่ยอมให้นางลุกขึ้นยืน จักรพรรดิในราชวงศ์ก่อนเป็นผู้ไร้ความรับผิดชอบ ไร้สามารถ พระธิดาของเขาย่อมต้องเป็นแค่กากเดนเช่นเดียวกันแล้วจะให้ท่านเซียนมาเห็นบุคคลที่เป็นเสนียดเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่คงโหวไม่ยอม “ข้าอธิษฐานต่อท่านเซียน ขอให้พวกท่านมารับข้า”
บรรดาพระโอรสธิดาและพระนัดดาพากันหัวเราะเยาะเสียงเบา “ท่านเซียนจะมารับเสนียดของราชวงศ์ก่อนเช่นเจ้าได้อย่างไร แม้แต่ราชบัลลังก์ ตระกูลของพวกเจ้ายังรักษาเอาไว้ไม่ได้ แล้วยังฝันว่าจะมีวาสนากับท่านเซียนอีกหรือ”
คงโหวปากอ้าตาค้าง “พวกเจ้า…”
นางกำนัลรีบยื่นมือมาปิดปากคงโหวทำให้นางมิอาจส่งเสียงได้อีก เหล่าพระโอรสธิดาและพระนัดดาหัวเราะหึ ๆ เมื่อได้เห็นสภาพน่าอนาถของคงโหว คอยจนนางข้าหลวงมาเรียกให้พวกเขาไปพบท่านเซียนแล้ว แต่ละคนก็จัดแต่งเสื้อผ้าและเดินออกไปด้วยกิริยาสำรวมเรียบร้อย
คงโหวมองดูเงาหลังของพวกเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป นึกอยากจะยื่นมือไปคว้าชายเสื้อของอีกฝ่าย ทว่าพวกเขาเดินกันเร็วมาก ไม่นานก็หายลับไปในฝูงชน คงโหวคิดในใจว่าอีกไม่นานท่านเซียนคงจะเลือกเชื้อพระวงศ์คนใดคนหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่านางเคยอธิษฐานเอาไว้
นางกำนัลที่เป็นคนใจอ่อนเห็นคงโหวถูกนางข้าหลวงจับกดแล้วรู้สึกสงสารจึงอดกระซิบบอกนางไม่ได้ว่า “องค์หญิงอย่าวุ่นวายเลยเจ้าค่ะ จะได้ไม่…”
หากจักรพรรดิและหวงโฮ่วรู้ว่าองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนวาดหวังจะเข้าใกล้ท่านเซียน เกรงว่าหลังจากท่านเซียนจากไปแล้ว องค์หญิงของราชวงศ์ก่อนผู้นี้คงมิอาจรักษาชีวิตของตน
นัยน์ตากลมโตของคงโหวมีหยาดน้ำตาไหลริน นี่เป็นการร้องไห้ครั้งแรกหลังนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงผิงหนิง เด็กหญิงร้องไห้อย่างไร้สุ้มเสียงหยาดน้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูลงมาไม่ขาดสาย จนเปียกมือนางกำนัลและซึมหายไปในแขนเสื้อสีน้ำเงินของนางกำนัลคนนั้น
ตอนพระมารดาเชือดคอตนเอง นางบอกคงโหวว่าจงมีชีวิตอยู่ต่อไปและจงมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
คงโหวทำตามคำสอนของพระมารดามาโดยตลอด แต่วันนี้นางทนไม่ไหวอีกแล้ว และน้ำตาก็ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง ทำให้เด็กหญิงมิอาจทำสิ่งใดได้ เพราะนางไม่มีวิธีหยุดมันจริง ๆ
คงโหวมองกลุ่มคนที่กักตัวนางไว้แล้วกะพริบตาถี่ ๆ เพราะอยากกลืนเก็บน้ำตาลงไป เพื่อที่นางจะได้มองเห็นอะไร ๆ ชัดขึ้น ทว่าน้ำตากลับไหลพรูไม่ขาดสาย ทำให้สายตาของนางพร่ามัว มองเห็นภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจน
ทันใดนั้นกำแพงมนุษย์หนาแน่นคล้ายถูกกระแทก ทำให้พวกเขากระเด็น-กระดอนไปซ้ายขวา เปิดทางโล่งสายหนึ่งแก่สายตานาง คงโหวเบิกตากว้างเต็มที่และพยายามเงยหน้าขึ้นมองเงาร่างสีเทาที่ดวงตาของนางเห็นเป็นภาพเลือนราง
วั่งทงค้อมกายลงอุ้มคงโหวจากมือของนางกำนัล ก่อนหันไปมองทุกคน“แม่นางน้อยผู้นี้คือผู้มีพระคุณของข้า”
เสียงอุทานดังลั่นตำหนัก ไม่ว่าอย่างไรบรรดาขุนนางบุ๋นบู๊นับร้อยก็คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มีวาสนากับท่านเซียนจะเป็นสายโลหิตที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของราชวงศ์ก่อน
“ท่านเซียน…” จักรพรรดิจิ่งหงมองคงโหวที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง “เด็กหญิงคนนี้คือธิดาบุญธรรมของเรา องค์หญิงผิงหนิง”
วั่งทงหยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งออกมาจากถุงวิเศษและคลุมให้เด็กหญิงที่ฟุบอยู่บนไหล่ของเขาอย่างว่าง่าย ก่อนหันไปกล่าวกับจักรพรรดิจิ่งหงว่า “เด็กคนนี้มีวาสนากับข้า”
จักรพรรดิจิ่งหงตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด “การที่เฉวียนหนี่ว์๑มีวาสนากับท่านเซียนนับเป็นบุญของเฉวียนหนี่ว์แล้ว มิสู้ให้นางปรนนิบัติข้างกายท่านเซียนและทำประโยชน์แก่ท่านเถิด”
มีหรือที่วั่งทงจะดูไม่ออกว่าจักรพรรดิแดนมนุษย์ผู้นี้ไม่ได้ดูดำดูดีเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ทว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่อยากใส่ใจ เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้มิได้มีบุญวาสนาเป็นพระโอรสธิดาของฝ่าบาท การที่ข้าพานางไปย่อมเป็นการสมควรกว่า”
จักรพรรดิจิ่งหงประดักประเดิดอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ จะไปมีบุญวาสนามีโอรสธิดาสายโลหิตของราชวงศ์ก่อนได้อย่างไรแม้เขาปรารถนาจะเชื่อมสายสัมพันธ์กับท่านเซียน แต่เวลานี้เมื่อถูกท่านเซียนเปิดโปงเรื่องของเขาอย่างไร้น้ำใจจนใบหน้าเห่อร้อนแล้ว สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงใส่ใจแผ่นดินของตนเท่านั้น หาไม่แล้วคงต้องขายหน้ามากกว่านี้ ดังนั้นจักรพรรดิจิ่งหงจึงเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “ท่านเซียนกล่าวได้ถูกต้อง”
บรรดาพระโอรสธิดาและพระนัดดาที่เพิ่งกลั่นแกล้งคงโหวเมื่อครู่พากันหลบอยู่ด้านหลังนางข้าหลวง มิกล้าให้ท่านเซียนเห็นตน และมิกล้าให้คงโหวเห็นพวกเขา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอลาก่อน” วั่งทงพูดจบก็ขึ้นไปเหยียบเมฆมงคลและเหาะจากไปทันที จักรพรรดิจิ่งหงเห็นดังนั้นก็ค้อมกายคารวะอย่างเต็มพิธีการโดยไม่พักคิด “น้อมส่งท่านเซียน”
คงโหวที่ฟุบอยู่ในอ้อมแขนของท่านเซียนลอบมองลงไปเบื้องล่าง เห็นจักรพรรดิผู้สูงส่งทำตัวลีบและแสดงอาการนอบน้อม ไม่เหลือท่าให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องมองหรอก นับจากนี้ต่อไปจงตัดขาดจากแดนธุลี สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าอีก” วั่งทงลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเรือนผมนุ่ม ๆของเด็กหญิงทำให้มวยคู่ที่ค่อนข้างเอียงของนางหลุดออก
คงโหวกระซิบ ใบหน้าแดงเรื่อ “ตามปกติแล้ว ข้ากินจุมากนะเจ้าคะ”
วั่งทงหัวเราะ “เจ้ากลัวว่าข้าจะเลี้ยงดูเจ้าไม่ได้หรือ”
“ข้า…ข้ากลัวท่านจะอุ้มข้าจนเหนื่อยมากกว่าเจ้าค่ะ”
วั่งทงก้มหน้าลงมองนัยน์ตาฉ่ำชื้นของเด็กหญิง “ผู้บำเพ็ญเพียรไหนเลยจะไม่ได้เรื่องถึงเพียงนั้น”
คงโหวลอบมองท่านเซียนแล้วรู้สึกว่าเขาดูคุ้นตานัก นางคิดอยู่เป็นนานก็ยังนึกเรื่องของท่านเซียนไม่ออก หรือนางแค่ฝันไป
“ท่านเซียนเจ้าขา ท่านได้ยินคำวิงวอนของข้าเลยตั้งใจมารับข้า ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
วั่งทงก้มหน้าลงสบตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความใฝ่ฝันของเด็กหญิง
“อืม” วั่งทงพยักหน้า รู้สึกหงุดหงิด
อาจเพราะนัยน์ตาของเด็กคนนี้งดงามเกินไปจนทำให้ตาเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานานหลายร้อยปีอย่างเขามิอาจหักใจทำให้นางต้องผิดหวัง โชคดีที่เขาไม่ใช่นักบวช การพูดปดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบไม่เจ็บไม่คันนี้จึงนับเป็นเจตนาดีอย่างหนึ่ง
คำโกหกที่เกิดจากเจตนาดีของผู้บำเพ็ญเพียรจะถือเป็นการมุสาได้อย่างไร
๑ คำเรียกสตรีที่ยังเยาว์วัยและไม่รู้ประสีประสาอย่างให้เกียรติ
บทที่ ๓
ภายในห้องหนังสือ จักรพรรดิจิ่งหงกับขุนนางใหญ่คนสนิทเริ่มร่างพงศาวดาร “ท่านเซียนมาเยือน”
“สวรรค์ซาบซึ้งในคุณธรรมอันประเสริฐของจักรพรรดิจึงประทานพรให้แผ่นดินมีแต่ความสงบสุขสถาพร จักรพรรดิมีพระบัญชาให้องค์หญิงผิงหนิงรับใช้ท่านเซียน…”
ทันใดนั้นลมหอบใหญ่พัดอู้ หน้าต่างกระแทกเสียงดังปึงปัง ทำให้เสนาบดีที่เตรียมบันทึกคำสรรเสริญจักรพรรดิและลิดรอนคุณงามความดีขององค์หญิงผิงหนิงลงในพงศาวดารถึงกับไหล่สั่น และต้องจับเคราของตนที่ถูกลมพัดจนปลิวกระจัดกระจายเอาไว้ ก่อนแก้คำเสียใหม่ “ท่านเซียนเล็งเห็นถึงใบหน้าอันใสบริสุทธิ์และวาสนาความเป็นเซียนขององค์หญิงผิงหนิงจึงประสงค์จะสนับสนุนองค์หญิงผิงหนิงให้เป็นเซียน องค์หญิงผิงหนิงมีสิริโฉมดุจดรุณีหยกทองเฉกเช่นเดียวกับจักรพรรดิและหวงโฮ่ว เป็นที่สนิทเสน่หาของจักรพรรดิและหวงโฮ่วยิ่ง มาวันนี้ ผลบุญกุศลหนุนนำ จักรพรรดิสุดแสนปราโมทย์จึงมีพระบัญชาให้สร้างอารามเซียนหญิงผิงหนิงเพื่ออำนวยพรแก่องค์หญิงผิงหนิงและอวยพรไพร่ฟ้าประชาราษฎร์…”
ลมหยุดพัดในบัดดล นอกจากหน้าต่างที่ถูกลมกระแทกให้เปิดออกแล้วก็ไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือ
บรรดาขุนนางที่อยู่ในห้องลอบถอนหายใจ จักรพรรดิจิ่งหงกระแอมเสียงแห้ง “สั่งการลงไป ให้กรมช่างซ่อมแซมสุสานของอดีตจักรพรรดิ ถือเสียว่าเราช่วยองค์หญิงผิงหนิง นับรวมสายโลหิตของพวกเขาเป็นพระประยูรญาติของเรา”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว”
จักรพรรดิจิ่งหงยิ้มน้อย ๆ แต่แอบลอบถอนหายใจอยู่ในอก พระองค์จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อกลัวว่าถ้าทำอะไรไม่เหมาะสมแล้ว สวรรค์จะลงทัณฑ์จนเดือดร้อนไปถึงพระภูมิเมืองของแผ่นดิน ช่างเถิด ๆ ลูกผู้ชายต้องยืดได้หดได้จักรพรรดิที่คิดแต่จะรักษาหน้าเอาไว้อย่างเดียวย่อมไม่ใช่ประมุขที่ดี
ถึงอย่างไรอีกพันปีต่อจากนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าพระองค์กับองค์หญิงผิงหนิงไม่ได้เป็นพ่อลูกกัน ขอเพียงให้คนพูดกันมาก ๆ และเพิ่มเติมตัวอักษรลงในพงศาวดารอีกสักหน่อยย่อมมีคนเชื่อเยอะแล้ว
คงโหวในยามนี้ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าจักรพรรดิจิ่งหงที่เคยวางตัวสูงส่งให้นางต้องเกรงขามพยายามขบคิดจนหัวแทบแตกเพื่อนับญาติกับนางให้จงได้ เด็กหญิงฟุบอยู่บนไหล่ของวั่งทงอย่างว่าง่าย และลอบมองลงไปเบื้องล่าง น่าเสียดายที่ด้านล่างมีแต่สีดำทะมึน ไม่มีสิ่งใดให้ดู
ทันใดนั้นเด็กหญิงพลันเห็นประตูบานใหญ่สีเงินเปิดกว้างอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หรือนั่นจะเป็นประตูตำหนักเซียน
วั่งทงก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้วกระชับเสื้อคลุมบนตัวนางให้แน่นขึ้น “ผ่านประตูนี้ไปจะเป็นแดนพ้นโศก๑ของพวกเรา”
ครั้นผ่านประตูบานใหญ่สีเงินเข้าไป คงโหวรู้สึกตัวเบาหวิว เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประตูสีเงินบานใหญ่บานนั้นก็หายวับไป เคียวจันทร์แขวนลอยอยู่บนนภา ดวงดาราเปล่งแสงเจิดจรัส สายลมยามค่ำพัดผ่านผิวแก้มของนางนำพาความเย็นระรื่นมาให้แต่ไม่ถึงกับหนาว
สิ่งที่ทำให้นางตื่นตะลึงมากที่สุดคือรถม้าที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า บนรถม้าแขวนโคมแดง เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งไพเราะเสนาะหูเป็นที่สุด คงโหวจึงมองมันนานหน่อย ทว่ารถม้ากลับวิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็วทำให้นางได้แต่มองทางซ้ายด้วยความผิดหวังอยู่บ้าง กลางอากาศยังมีคนอีกหลายคน แต่ละคนเหยียบกระบี่บ้าง เหยียบอาวุธหน้าตาประหลาดบ้าง มีแม้แต่เหยียบ…บุ้งกี๋และจอบ
บุรุษวัยกลางคนที่เหยียบบุ้งกี๋สังเกตเห็นสายตาของคงโหวจึงยิ้มและเข้ามาหา “สหายพาเด็กน้อยไปเที่ยวแดนมนุษย์มาละสิ ปีนี้เป็นปีหมื่นดาราสิ้นจันทราที่หายากยิ่งชนิดพันปีจะมีสักครั้ง จะซื้อขนมกลับไปให้หนูน้อยกินสักหน่อยหรือไม่” จบคำ เขาหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา ในนั้นมีขนมอยู่เต็มน่าประหลาดที่ขนมพวกนี้ต่างมีรัศมีเปล่งประกาย ดูคล้ายดวงดาวบนฟากฟ้า
วั่งทงก้มมองคงโหวที่มีสีหน้าสนอกสนใจยิ่ง เขาลังเลเล็กน้อย “ราคาเท่าไร”
“หินวิเศษสามก้อนต่อหนึ่งกล่อง สองกล่องใช้หินวิเศษเพียงห้าก้อนเท่านั้น”
วั่งทงจ้องขนมในมือของชายวัยกลางคนอยู่นานแล้วส่ายหน้า “ไม่ละ”พูดจบ เขาก็อุ้มคงโหวเหาะจากไปโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของชายวัยกลางคนคอยจนมองไม่เห็นชายวัยกลางคนคนนั้นแล้ว วั่งทงจึงร่อนลงสู่พื้นและคลายแขนที่โอบรัดร่างของคงโหว เปลี่ยนมาจูงมือนางแทน “อาหารข้างนอกไม่สะอาดเวลานี้เจ้ายังไม่ได้ฝึกวิชาเซียน กินแล้วไม่ดีต่อร่างกาย”
“เจ้าค่ะ” คงโหวพยักหน้าแรง ๆ เชื่อคำพูดของท่านเซียนอย่างไม่มีข้อกังขานางยกศีรษะขึ้นมองตรงไปข้างหน้า พบว่าด้านหน้ามีประตูเมืองสูงใหญ่บานหนึ่งเหนือประตูสลักอักษรว่า “ยงเฉิง” ตัวอักษรสองตัวเปล่งแสงเจิดจ้าท่ามกลางความมืดยามราตรี
สิ่งที่ทำให้คงโหวตื่นตกใจที่สุดไม่ใช่ตัวอักษรสองตัว หากเป็นถนนที่มีแสงไฟสว่างพร่างพราวหลังประตูเมือง รถม้าและเรือที่เหาะเหินอยู่กลางอากาศซ้ำยังมีคนนั่งอยู่ด้วย
“ท่านเซียน ที่นี่…คือที่ที่ท่านเซียนอาศัยอยู่หรือเจ้าคะ” คงโหวปากอ้าตาค้าง นางแหงนหน้าขึ้นมองคนงามแต่งกายหรูหราที่เหาะอยู่เหนือศีรษะตนแล้วนึกวาดหวังว่าสักวันนางจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนท่านเซียนเหล่านี้
การเหาะคือความฝันของเด็กส่วนใหญ่ คงโหวก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“ที่นี่ไม่มีเซียน ที่นี่คือเมืองยงเฉิงในแดนพ้นโศก” วั่งทงจูงมือคงโหวเดินผ่านประตูเมืองสูงใหญ่ ทำให้นางเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้อย่างสมบูรณ์
ผู้คนที่สัญจรไปมากับแสงไฟสว่างไสวทำให้ที่นี่เป็นเหมือนนครหลวงที่รุ่งเรืองที่สุด ทว่ารถม้าและเรือที่ลอยว่อนอยู่กลางอากาศทำให้คงโหวตระหนักได้ว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง
“ที่นี่มีมนุษย์สามัญที่เป็นแค่คนธรรมดา มิอาจบำเพ็ญเพียร และมีคนที่มีความพิเศษที่สามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นเจินเหริน๒ได้”วั่งทงไม่เคยเลี้ยงเด็กเล็ก เขาจึงไม่รู้ว่าสมควรพูดคุยกับเด็กเล็กอย่างไร พอเห็นคงโหวมีท่าทีสนอกสนใจ เขาก็บอกตามตรง
“ที่นี่คือแดนบำเพ็ญในตำนาน ข้าไม่ใช่เซียนที่พวกเจ้าเรียก แต่เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาที่กำลังบำเพ็ญเพียร” วั่งทงนึกได้ว่าคงโหววาดฝันให้เซียนมารับนาง และเฝ้ามองตนด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธาแล้วให้ใจอ่อน “ข้าติดค้างเจ้าเรื่องเหตุปัจจัย ดังนั้นหากเจ้ามีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเพียร ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์”
“บำเพ็ญเพียรแล้ว ข้าจะได้เป็นเซียนใช่หรือไม่เจ้าคะ” นัยน์ตาทั้งสองข้างของคงโหวเปล่งประกายอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
ไม่หรอก ตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา แดนพ้นโศกไม่เคยมีใครที่สำเร็จเป็นเซียน!
“แน่นอน” วั่งทงนั่งยองและลูบศีรษะของเด็กน้อย “ขอเพียงเจ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียรและมีจิตใจแน่วแน่ ย่อมมีโอกาสสำเร็จ”
เขาไม่ได้โกหกเด็กน้อย แต่นี่เป็นการให้กำลังใจด้วยความเมตตาของผู้ใหญ่
สำหรับคงโหวผู้ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงแดนบำเพ็ญ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนน่าสนใจไปหมด
วั่งทงจูงมือคงโหวเดินช้ามาก ทำให้คงโหวเห็นดอกไม้ที่ขยับได้เองโดยไร้ลม เห็นสัตว์ที่พูดภาษามนุษย์ รวมไปถึงนกแก้วที่พ่นน้ำได้
เดินไปได้ครึ่งทาง วั่งทงเห็นคงโหวมองกระต่ายตัวอ้วนอยู่นาน เขาจึงบอกว่า “กระต่ายธรรมดาอย่างนี้ไม่เหมาะจะเป็นสัตว์เลี้ยง หากเจ้าไม่คิดอยากเป็นอวี้โซ่ว๓ทางที่ดีอย่าเลี้ยงสัตว์จะดีกว่า เพราะมันจะทำให้จิตว่อกแว่กง่าย”
คงโหวดึงสายตากลับมาแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่อยากเลี้ยงสัตว์เจ้าค่ะ”
นางเลียมุมปาก เนื่องจากกระต่ายตัวนี้แลดูอ้วนพียิ่งนัก นางจึงคิดว่าน่าจะเอามาย่างอร่อย ปีที่แล้วมีพระสนมตำหนักหลังนางหนึ่งโกรธจัดเลยโยนกระต่ายตัวหนึ่งลงพื้นจนตาย คงโหวอยากเก็บมาย่างกิน ไหนเลยจะรู้ว่าพวกนางกำนัลและขันทีกลับลงมือเร็วกว่า ทำให้คงโหวไม่มีโอกาสแม้แต่จะแตะขนกระต่ายสักเส้น
“เป็นเด็กดีจริง ๆ” วั่งทงตบศีรษะของคงโหวด้วยความปลอดโปร่งใจดูไปแล้วว่าที่ศิษย์ของเขาไม่ค่อยน่าเป็นห่วงนัก เรื่องคุณสมบัติยังไม่สำคัญเท่ากับความว่านอนสอนง่าย
การปรากฏตัวของคงโหวทำให้วั่งทงเริ่มมองสิ่งมีชีวิตประเภทเด็กในแง่มุมใหม่
ครั้นเดินไปได้สองสามก้าว เขากลับพบว่าคงโหวยังคงจ้องกระต่ายตัวนั้นไม่เลิก เขาว้าวุ่นใจครู่หนึ่งก่อนลูบศีรษะของนาง “หากเจ้าเห็นอะไรที่ชอบใจจริง ๆก็ซื้อได้”
ว่าที่ศิษย์ของเขาอายุยังน้อย การตามใจนางเป็นบางครั้งคงไม่เป็นไรเพราะถึงอย่างไรกระต่ายก็กินแค่หญ้า ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าอาหาร
คงโหวได้แต่ส่ายหน้า “ไม่ซื้อเจ้าค่ะ”
“เด็กอย่างเจ้าเนี่ยนะ” วั่งทงนั่งยอง มองคงโหวอย่างจริงจัง
“เด็กเล็กย่อมมีสิทธิ์เอาแต่ใจตนเอง คอยให้เจ้าโตเมื่อไร อาจารย์จะไม่ตามใจเจ้าแล้ว” เขาคลำตามตัวแล้วหยิบหินวิเศษออกมาสองก้อน วางลงบนมือของคงโหว “ไปเถิด”
คงโหวกำหินสีเขียวมรกตอบอุ่นไว้ในมือพลางสั่นศีรษะ และเป็นฝ่ายจูงมือวั่งทง “ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากเลี้ยงกระต่ายเจ้าค่ะ”
“หรือจะเลี้ยงลูกสุนัข” วั่งทงมองลูกสุนัขที่อยู่ในกรงด้านข้าง “สุนัขตัวนี้ดูดีกว่ากระต่าย” ถึงค่าอาหารของสุนัขจะแพงกว่า แต่ถ้าศิษย์น้อยชอบ เขาก็ทน ๆ เอาหน่อยเถิด
คงโหวยังคงส่ายหน้า นางวางหินวิเศษใส่มือวั่งทง และชี้นิ้วไปที่ป้ายร้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “ท่านอาจารย์ พวกเราซื้อนี่ดีกว่าเจ้าค่ะ”
วั่งทงหันหน้าไปดู ด้านนั้นเป็นแผงขายเนื้อย่าง บนป้ายเขียนว่า “เนื้อกระต่ายย่างหนึ่งตัวราคายี่สิบเหรียญหยก” ราคานี้เท่ากับหนึ่งในห้าของราคากระต่ายที่ยังมีชีวิต
เมื่อนั้นวั่งทงถึงเพิ่งเข้าใจว่าที่แท้สาเหตุที่ศิษย์ตัวน้อยเอาแต่มองกระต่ายไม่ใช่ว่านางอยากเลี้ยงสัตว์ แต่อยากกินเนื้อต่างหาก เขาจึงยัดหินวิเศษก้อนหนึ่งใส่มือของคงโหวแล้วโบกมือให้อย่างอารมณ์ดี “ไปซื้อสิ”
ไม่นานคงโหวก็ถือกระต่ายย่างกลับมาสองตัว และเนื่องจากนางเป็นเด็กน่ารักและปากหวาน คนขายเลยแถมปีกไก่ย่างให้นางไม้หนึ่ง
“ท่านอาจารย์ นี่เจ้าค่ะ” คงโหวส่งกระต่ายตัวอ้วนกับปีกไก่ให้วั่งทงพร้อมยิ้มกว้างจนตายิบหยี พอวั่งทงรับกระต่ายย่างไปแล้ว นางก็ส่งเหรียญหยกหกสิบเหรียญที่คนขายทอนมาให้เขา
“อร่อยจริงเจ้าค่ะ” คงโหวที่เริ่มหิวแล้วกินเนื้อกระต่ายคำใหญ่ นางสูดจมูกและมองปีกไก่ในมือของวั่งทง “คนขายเป็นคนดีจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“อืม” วั่งทงยิ้ม เขาไม่ได้บอกคงโหวว่าในบรรดาเหรียญหยกที่คนขายทอนให้นั้นมีเหรียญปลอมอยู่สองเหรียญ วั่งทงเก็บเหรียญหยกใส่กระเป๋าแล้วใช้แขนเสื้อบังขณะก้มหน้ากินเนื้อกระต่าย
ในปีหมื่นดาราสิ้นจันทราที่พันปีจะมีสักครั้ง คงโหวที่เพิ่งมาถึงแดนบำเพ็ญได้กินเนื้อกระต่ายหนึ่งตัวเต็ม ๆ นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแสนงามด้วยความสุขใจ แดนบำเพ็ญนี้ช่างดีเหลือเกิน
“อันนี้ให้เจ้า” วั่งทงส่งปีกไก่ให้คงโหว “อาจารย์ไม่ชอบกินอันนี้”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ” คงโหวอ้าปากกว้างและกินปีกไก่ที่วั่งทงส่งให้ ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มสดใส
รอยยิ้มนี้ทำให้วั่งทงคิดในใจว่าอย่าว่าแต่เด็กน่ารักแสนดีอย่างนี้จะอยากกินปีกไก่เลย ต่อให้นางอยากกินปีกนกยูงหรือปีกหงสา เขาก็จะดั้นด้นไปหามาให้นาง
ปัญหาข้อเดียวคือต่อให้เขาพยายามมากเพียงใด…ก็คงไม่มีทางสำเร็จ
ตูม
เสียงระเบิดกึกก้องดังมาจากท้องฟ้ากะทันหัน คงโหวสะดุ้งเฮือก
วั่งทงไม่สนใจว่ามือเปื้อนน้ำมัน เขายื่นมือออกไปรั้งร่างของคงโหวมากอดไว้ “ศิษย์คนดี ไม่ต้องกลัว นี่เป็นพลุฉลองวันสิ้นปี”
ขณะนั้นวั่งทงไม่สนใจแล้วว่าคงโหวจะมีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเพียรหรือไม่ เขาตกลงใจเรียกนางเป็นศิษย์เรียบร้อยแล้ว
คงโหวเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวงดงามเกลื่อนนภา ดวงดารากระจายอยู่เหนือเวหาสก่อนแปรสภาพเป็นฝนดาวตก ร่วงหล่นลงมา เด็กหญิงยื่นมือออกไปรับแล้วพบว่าประกายแสงเหล่านั้นเป็นแค่รัศมีว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดที่จับต้องได้
ผู้คนมากมายบนถนนต่างไชโยโห่ร้องอย่างคึกคักสนุกสนาน
ดาวพราวแสงอยู่นาน คงโหวเฝ้ามองมันพักใหญ่ เนื่องจากนับตั้งแต่นางโตมา เด็กหญิงยังไม่เคยเห็นภาพงดงามถึงเพียงนี้มาก่อน เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดบนฟ้าจึงมีคำสามคำว่า “หอวารี” ฉายวาบออกมาตลอดเวลา
“ภาพดาวงาม ๆ ปีนี้ หอวารีเป็นผู้ออกเงิน ไม่เสียทีที่เป็นร้านยาที่มีชื่อเสียง มือเติบจริง ๆ”
คำพูดของคนข้างตัวทำให้คงโหวเข้าใจทันทีว่าที่แท้ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์สามัญที่ให้ความสำคัญกับการสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
ยามที่ศิษย์ของวั่งทงได้รับข่าวแล้วเดินทางมารับเขา เห็นท่านอาจารย์ผู้มีเส้นผมขาวโพลน แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่งยองอยู่ที่มุมถนนกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพลางกินเนื้อกระต่ายจนมือมันย่อง แล้วก็พูดอะไรไม่ออก
เพราะภาพที่เห็นทำให้คนเป็นศิษย์กังวลใจยิ่งว่า หรือท่านอาจารย์จะไม่ผ่านด่านเคราะห์แห่งจิต ทำให้มิอาจก้าวผ่านขั้นเปลี่ยนรูป๔เลยปล่อยตัวเหลวไหลอย่างนี้
๑ หรือเรียกอีกอย่างว่าแดนบำเพ็ญ สันนิษฐานว่าหมายถึง แดนสุขาวดีตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายาน ไม่ใช่ดินแดนแห่งนิพพาน แต่เป็นดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุสู่นิพพาน
๒ คำเรียกผู้บำเพ็ญเพียรอย่างยกย่อง
๓ หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแล ฝึกฝนสัตว์
๔ ระดับฌานขั้น ๔ เป็นขั้นก่อนการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง สามารถแปลงกายได้ แสดงฤทธิ์ได้มีเวทและพลังอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาก