โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สองพี่น้องแซ่ผิงผู้เก่งกาจ [อ่านฟรีก่อนติดเหรียญมีอีบุ๊ค ]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 ก.ย 2566 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2566 เวลา 05.53 น. • หวางลี่อิง
ภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก เข้าฝึกนักศึกษาวิชาทหาร แล้วเป็นลมสลบตื่นมาอีกครั้งในร่างเด็กชายวัย 10 ขวบเพื่อเลี้ยงน้องสาวที่โดนรังแกจากบ้านบิดา

ข้อมูลเบื้องต้น

คำเตือนก่อนอ่านนิยาย

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น เนื้อเรื่องเหตุการณ์ บุคคลล้วนไม่อยู่จริง และไม่อิงประวัติศาสตร์ใด ๆ

ไรต์ชอบดูการ์ตูนเรื่อง โอเน่จังกับจุนอิจิโร่ จึงเป็นที่มาของสองพี่สองที่ใช้ชีิวิตลำพังช่วงหนึ่ง ก่อนจะอยู่กันพร้อมหน้าในภายหลัง

เรื่องนี้มีความแฟนตาซีเล็กน้อย อยากให้พระเอกมีผู้ช่วยเป็นสัตว์เทพในตำนานของจีน จึงสร้างตัวละครขึ้นมาที่มีสัตว์พูดได้

เนื้อเรื่องไม่มีความสมเหตุสมผลใด ๆ เป็นอารมณ์ของนักเขียนล้วน ๆ การเดินเรื่องและภาษาแนวทะลุมิติมีภาษาปัจจุบันบ้าง ใครชอบนักเขียนภาษาสวย ๆ ไม่ใช่นิยายเรื่องนี้แน่นอนค่ะ กรุณกดออกหานิยายที่ถูกจริตนะคะ

เตือนอีกครั้ง….นิยายเรื่องนี้อิงนักเขียนเป็นหลักค่ะ ขอบคุณค่ะ

หากใครไม่ชื่นชอบแนวนี้รบกวน “กดออก" นะคะ

ไรต์ไม่ชอบความดราม่า กรุณางดดราม่าทุกกรณี

แนะนำเรื่อง

ภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยากทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจที่เวลารับปริญญาแล้วจะได้เรียกชื่อนำหน้าว่า ว่าที่ร้อยนำหน้าชื่อแล้วใส่ชุดขาวรับปริญญา นั่นคือความใฝ่ฝันในวัยเด็กของเขา จึงดั้นด้นไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารในชั้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว

ขณะที่กลางคืนเขากำลังเดินป่าอยู่นั้นเกิดพลัดหลงไปชนต้นไม้จนสลบไป และตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้ตัวว่าตนเองอยู่ในร่างเด็กชาย 10 ขวบที่นอนหนาวกอดน้องสาวอยู่ในห้องเก็บฟืนของบ้านเดิมบิดา

เนื่องจากบิดาเป็นลูกชายคนรองที่พ่อไม่รักไม่พอ ทั้งยังชิงชัง ถูกเปรียบเทียบกับท่านลุงใหญ่เป็นประจำ ต้องไปรับจ้างต่างเมืองกับท่านแม่ เพื่อหาเงินมาจุนเจือเพื่อให้ตนมีที่ซุกหัวนอน โดยฝากผิงหยางและผิงเหยาให้ท่านปู่ท่านย่าดูแล แต่ทว่ากลับให้กินอยู่ราวกับหมูในคอกที่เลี้ยงไว้ขายไม่พอ และคิดจะขายตนและน้องสาว จนเด็กชายชวนน้องสาวหนีไปตามหาบิดาและมารดา โดยไปตั้งหลักที่หมู่บ้านโม๋หลัว ซึ่งเป็นบ้านเดิมของมารดา และเป็นบ้านท่านยายที่เสียชีวิตไปแล้ว

เรื่องนี้อัพต่อจากเรื่องข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายที่เลี้ยงบุตรสาวเพียงลำพัง

ภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก เข้าฝึกนักศึกษาวิชาทหาร แล้วเป็นลมสลบตื่นมาอีกครั้งในร่างเด็กชายวัย 10 ขวบเพื่อเลี้ยงน้องสาวที่โดนรังแกจากบ้านบิดา

ข้อมูลนิยายเริ่มต้น

จุดเกิดเหตุ….

1. บ้านเดิมบิดาอยู่เมืองหลวง

2. บ้านเดิมมารดาอยู่ หมู่บ้านโม๋หลัวชายแดนอำเภอชุน เมืองตงเป่ย

ตงเป่ยเป็นเมืองใหญ่ ประกอบด้วยอำเภอ

1. ซีเป่ย

2. เหอหลัว

3. ชิง

4. ชุน

การเดินทางจากเมืองหลวงมาตงเป่ย กินเวลา 2 วันโดยรถม้า หากเกวียนวัว 5 วัน

ค่าเงิน…

ค่าเงิน มี 3 สกุลเงิน

อีแปะ , ตำลึงเงิน, ตำลึงทอง

1,000 อีแปะ = 1 ตำลึงเงิน

10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง

ราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยประมาณ

ราคาสินค้าและค่าแรง

ข้าว 1 จินราคา 50 อีแปะ (1จิน= 500กรัม)

ซาลาเปาลูกละ 5 อีแปะ

เนื้อหมูจินละ 40 อีแปะ

ถ้าราคาซื้อในเมืองหลวงจะคูณ 3 เท่า

ค่าแรงในเมืองหลวง วันละ 80 อีแปะ

ค่าแรงต่างเมือง วันละ 50 อีแปะ

หน่วยเวลา ชั่วยาม (时辰:shíchén)

1 ชั่วยาม เทียบเท่ากับ 2 ชั่วโมงตามเวลาสากล ในหนึ่งวันมีทั้งหมด 12 ชั่วยาม โดยเรียกแต่ละชั่วยามตามชื่อปีนักษัตรดังนี้

ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 - 24.59 น.

ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 - 02.59 น.

ยามอิ๋น (寅:yín) คือ 03.00 - 04.59 น.

ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 - 06.59 น.

ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 - 08.59 น.

ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 - 10.59 น.

ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 - 12.59 น.

ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 - 14.59 น.

ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 - 16.59 น.

ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 - 18.59 น.

ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 - 20.59 น.

ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 - 22.59 น.

เค่อ (刻:kè)

1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาทีโดยประมาณตามเวลาสากล ในหนึ่งวันมีทั้งหมด 100 เค่อ ในแต่ละชั่วยามมีทั้งหมด 8 เค่อ เมื่อหมดวันน้ำจะลดถึงก้นถัง รอเติมน้ำจนเต็มเพื่อนับเวลาในวันถัดไปค่ะ

หน่วยวัดจีนโบราณ

ลี้ (里) = 150 จั้ง (丈) = 500 เมตร (米)

2 ลี้ (里) = 1 กิโลเมตร (公里) หรือ 1000 เมตร (米)

1 จั้ง (丈) = 10 ฉื่อ (尺)

1 ฉื่อ (尺) = 10 ชุ่น (寸)

1 ชุ่น (寸) = 10 เฟิน (分)

1 เฟิน (分) = 10 หลี (厘)

หากวัดความยาวแบบเป็น ‘เมตร’ จะได้ ดังนี้

1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร

1 ฉื่อ ประมาณ 3.33 เดซิเมตร (หนึ่งเดซิเมตร เท่ากับ สิบเซนติเมตร)

1 ชุ่น ประมาณ 3.33 เซนติเมตร

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันที่ 17 สิงหาคม 66 จะเริ่มทยอยอัพนะ

อยากเขียนให้ได้เยอะอีกสักหน่อย กลัวเขียนไปอัพไปแล้วจะไม่ทันใจนักอ่าน

กราบของพระคุณที่ติดตาม

นิยายยาวเช่นเคยไม่แน่ใจว่ากี่ตอน แต่อยากเขียนไปเรื่อย ๆ

บทที่ 1 พี่ใหญ่ข้าหนาว

บทที่ 1 พี่ใหญ่ข้าหนาว

“พี่ใหญ่…ข้าหนาว” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างใบหูของภูผา ทำให้ชายหนุ่มขยับเปิดเปลือกตาขึ้นกระพริบตาไปมาพร้อมปรับแสงในความมืด ที่อากาศหนาวเย็นกว่าตอนก่อนที่เขาเดินป่าในตอนหัวค่ำ ที่เป็นหน้าฝนมียุงชุกชุมค่อนข้างมาก จนเขาต้องแต่งตัวมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า

เมื่อเขาขยับพลิกตัวที่นอนตะแคงให้นอนหงาย ความปวดหนึบที่ศีรษะก็เกิดขึ้น เขาปวดหัวแทบระเบิดพร้อมกับความทรงจำของใครไม่รู้ผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด

‘นะ…นี่มัน…’ เสียงแหบเครือเปล่งออกมา เมื่อเขาปวดร้าวไปยันกระบอกตา ลามไปยังศีรษะด้านหลังจนแทบใกล้จะระเบิดเต็มที เขาจะร้องก็ร้องไม่ออกได้แต่หลับตาปล่อยให้ภาพต่าง ๆ ลอยเข้ามาในความทรงจำให้จบ จนเวลาผ่านไป 1 เค่อ เหมือนอาการจะดีขึ้นเล็กน้อย คงเหลือเพียงอาการปวดที่ศีรษะกับอาการตัวร้อนยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

‘เขาไม่สบายงั้นเหรอ?’

ความทรงจำก่อนตื่นคือเดินป่าในวิชาฝึกความกล้า กับการแบกกระเป๋าเป้ทหาร ที่มีอุปกรณ์ดำรงชีพในป่าของจริง ที่ครูฝึกให้ภูผาฝึก และเขาก็ตั้งใจเป็นอย่างดี แต่เขาดันเหยียบกิ่งไม้แห้งจนลื่นล้มหัวฟาดกับกิ่งไม้ใหญ่ และจำอะไรไม่ได้อีก จนมารู้สึกตัวเอาก็ตอนตัวเองนอนอยู่ในความมืด ที่แขนขารู้สึกจะหดเล็กราวกับเด็ก 10 ขวบไม่พอ ยังเหมือนขาดสารอาหารอีกต่างหาก เหมือนเติบโตไม่สมวัย

แล้วเสียงเย็นยะเยือกของเด็กผู้หญิงก็เรียกเขาอีกครั้งแต่ไม่ใช่ภูผา “พี่ใหญ่เสี่ยวเหยาหนาวแล้วก็หิวด้วย”

แค่คำพูดว่าเสี่ยวเหยาความทรงจำในร่างของเด็กคนนี้ก็ตีเข้าหัว ราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดตีแสกเข้าหน้า ได้แต่คิดว่านี่อาจจะเป็นเพียงความฝันของเขาก็ได้

‘ไม่…ไม่จริง…ข้าคือภูผา…เหตุใดมาอยู่ในร่างเด็กที่มีนามว่าผิงหยาง แล้วมีน้องสาวตัวเล็กที่น่าสงสารเช่นนี้เล่า’

มือเล็ก ๆ กวาดมองหากระเป๋าตัวเองคาดว่าอาจจะยังตกอยู่แถวนี้ ในนั้นมีอุปกรณ์ยังชีพในป่าที่สามารถอยู่ได้แรมสัปดาห์ เพราะการฝึกครั้งนี้เป็นการฝึกจริงจังเหมือนทหาร ดังนั้นของที่อยู่ในกระเป๋าล้วนเป็นของที่ทหารใช้กันจริง ๆ

เขาจำได้ว่าในนั้นมียา มีน้ำและอาหารและยังมีไฟฉายด้วย เขาพยายามหอบเอาสังขารที่น่าจะกำลังป่วยของเด็กชายลุกขึ้น แล้วหาไฟฉายออกมาเปิดแล้วหรี่ไฟ ให้พอเพียงมองเห็นความสว่าง

เมื่อฉายไฟไปทั่ว ๆ เขาก็รับรู้ได้แล้วว่าไม่ผิดแน่ เขาย้อนอดีตมาเหมือนกับนิยายแนวทะลุมิติในเว็บนิยายดัง มีทั้งนักเขียนคนไทยและงานเขียนแปลจากต่างประเทศ

“ข้าฝันไปหรือเปล่า” เขายังถามตัวเองอีกรอบ แต่เมื่อเห็นแววตาน่าสงสารของเด็กสาวที่ใบหน้ามอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำ และบ่นหิวและหนาวเขาจึงหยิบเอาขนมปังขึ้นมาฉีกถุงออกข้างในมันเป็นไส้ลูกเกดสีดำ ให้นางกินแล้วก็เอากระติกน้ำสีทหารที่ยังมีน้ำอยู่เต็ม เห็นขนาดมันไม่ใหญ่มากก็จริงแต่เก็บน้ำได้เยอะเชียว

เขาควานหายาพารา ยาลดไข้ ยาแก้ไอ แกะแล้วกระดกเข้าปาก ตามด้วยน้ำและก็หยิบขนมปังที่ในกระเป๋าตัวเองออกมาอีก แต่เหมือนของกินยิ่งล้วงกลับยิ่งมีเพื่อ เขาจำได้ว่ามีขนมปังสามห่อ แต่เมื่อล้วงไปอีกทำไมยังมีสามห่อเช่นเดิมล่ะ

‘อย่าบอกนะว่าเจ้ากระเป๋านี่ทะลุมิติมาในโลกคู่ขนานนี้เพื่อช่วยเหลือเขา…’ บ้าบอเกินไปแล้ว

ขณะที่ชีวิตกำลังสิ้นหวังอยู่นั้น กลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อดูเหมือนว่าความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในความทรงจำจะมีทางช่วยเหลือเขา ต้องสะพายกระเป๋านี้ติดตัวไม่ยอมให้ห่างกายทีเดียว

เขาจำได้ว่าเพื่อนที่เป็นคุณชายแสนร่ำรวยให้เสื้อขนเป็ดใส่กระเป๋าเขามาด้วย เพราะบอกว่ากระเป๋าเขากว้างและยัดของได้เยอะ ทั้งที่ประเทศไทยร้อนตลอดชาติ คิดได้ยังไงเอาเสื้อขนเป็ดมา แต่เมื่อซักถามได้ความว่าแม่ของมันกลัวลูกชายจะหนาวกลางคืน

เขาอยากจะมองบน แต่เพราะแบรนดังแล้วเสื้อเหมือนไม่หนาแต่โคตร อุ่นจึงดึงมันออกมาให้น้องสาวในโลกคู่ขนาดของเขาได้สวมใส่

“ท่านพี่นี่อันใดเจ้าค่ะ” ผิงเหยาที่เคี้ยวอะไรไม่รู้ รู้แต่อร่อยเข้าท้องอย่างมูมมาม จนไม่ได้ถามพี่ชายว่าพี่ชายเอามาจากที่ใด นางอายุ 5 หนาวเชื่อฟังพี่ชายตามที่ท่านพ่อท่านแม่สั่งไว้ และเมื่อพี่ชายบอกว่าอะไรก็เชื่อไปหมด

“นี่เป็นเสื้อที่พี่ได้มาจากพ่อค้าเร่ พี่ไปรับจ้างช่วยเขาแบกสินค้าลงเรือ” เหตุผลนี้น่าจะสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ที่จะบอกน้องสาวของเขา หากขืนบอกว่าเขาไม่ใช่พี่ชาย เป็นวิญญาณที่มาสิงร่าง พอดีน้องสาวร้องไห้ไม่กล้าเข้าใกล้เขา

เมื่อเห็นน้องสาวไม่พูดอะไรทั้งยังยิ้มและกินขนมปังต่อไป เขาก็ดีใจแล้วนั่งคิดว่าก่อนที่จะตื่นเด็กชายผู้นี้โดนท่านปูและท่านย่าใจร้าย สั่งให้ไปทำงานรับจ้างนอกบ้านเอาเงินมาเลี้ยงดูน้องสาว แล้วโกหกว่าท่านพ่อกับท่านแม่ยังไม่ส่งมาให้ แต่เขาแอบได้ยินหลายวันก่อนว่าท่านแม่ส่งเงินมาให้หลายตำลึงทอง แต่ท่านปู่กับท่านย่าเอาไปซื้อเสื้อผ้าและอาหารให้ท่านลุงใหญ่ และญาติผู้พี่จนหมด

เมื่อเขาเถียงขึ้นมาก็โดนทุบตีไม่พอยังให้อดอาหาร และให้ตากฝนทั้งคืนไม่ให้เข้าเรือน ส่วนน้องสาวก็ขังไว้ในห้องเก็บฝืนที่เป็นที่นอนของเขาสองพี่น้องหลังจากท่านพ่อและท่านแม่ออกไปทำงานหาเงิน โดยมีเพียงฟางปูนอน ไร้ผ้าห่มให้อุ่นกาย

ขณะที่เขาตากฝนทั้งคืนจนไม่สบาย ยังบังคับให้เขาไปใช้แรงงานแลกค่าแรง 40 อีแปะ เพราะเป็นแรงงานเด็กจึงถูกกดเหลือครึ่งหนึ่ง ส่วนผู้ใหญ่ในเมืองหลวงนั้นได้ 80 อีแปะ และเมื่อรับค่าแรงท่านย่าก็มารีดไถไปจนหมด เขาเก็บเงินส่วนเกินที่ได้เป็นรางวัล ท่านย่ารู้เข้าตีเขาเกือบตาย และให้อดข้าวอีกต่างหาก

ชีวิตทุกวันในจวนสกุลผิงไม่ต่างอันใดจากขอทาน มีท่านย่าใจร้าย ท่านปู่อำมหิต และเขาเป็นลมระหว่างทำงานโดนหามกลับมาบ้าน ยังจับเขาโยนมาในกองฟางในห้องเก็บฟืนชื้น ๆ เพราะฝนเพิ่งตกไป เขาและน้องสาวนอนกอดกันทุกวันคลายความหนาว นั่นทำให้เด็กชายถึงกับหลั่งน้ำตาให้ชะตาชีวิตสองพี่น้องแซ่ผิงผู้นี้

เมื่อคิดจนได้ความแล้ว เขาก็เริ่มต้นคิดหาทางออกกับเรื่องนี้ เขากินยาแล้วนั่งรู้สึกดีขึ้นเพราะเหงื่อเริ่มออก เห็นทีต้องเดินไปมารอบ ๆ จวนสักหน่อย จะได้ไล่พิษไข้พร้อมกับเอากระบอกน้ำขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ เมื่อจะดื่มน้ำ มันก็กลับมีเต็มเหมือนเดิม แล้วอาหารอื่น ๆ ก็เหมือนกันหรือเปล่านะ เขาเริ่มคิด

แต่ช่างเถอะปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อได้มามีชีวิตอีกครั้งในโลกอดีต เขาก็อยากทำให้สองผู้เฒ่าตระกูลผิงได้จดจำอะไรไว้สักหน่อย

เขาเดินสำรวจบ้านตระกูลผิงที่ฐานะปานกลาง แต่ถ้าเทียบกันในต่างเมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวงก็เข้าขั้นคนมีฐานะ ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร ทั้งยังมีความสามารถส่งท่านลุงใหญ่เล่าเรียนในสำนักศึกษาขึ้นชื่อในเมืองหลวง เพื่อสอบจอหงวนอีกด้วย

แต่กลับปฏิบัติกับท่านพ่อของเขา ‘ผิงเหลียงจิน’ ราวกับไม่ใช่บุตรชายแท้ ๆ ทั้งที่บิดาของเขายังรู้คิดรู้อ่าน สมองปราดเปรื่องกว่าท่านลุงใหญ่ แต่กลับสนับสนุนคนเบาปัญญาให้เล่าเรียน หากเป็นในยุคที่เขาจากมากก็ไม่ต่างอันใดกับขายนาส่งควายเรียนกระมัง

ได้แต่คิดแล้วก็สมเพชในวาสนาของท่านปู่ท่านย่า ที่อายุท่านลุงจนป่านนี้ท่านลุงใหญ่ก็ยังสอบไม่ผ่านสักที นึกอยากร่ำรวยแล้วส่งท่านพ่อเข้าศึกษาจะได้เป็นขุนนางแข่งกับท่านลุงใหญ่เสียจริง

แต่คิดอีกทีหากท่านพ่อร่ำรวยขึ้นสองผู้เฒ่าที่ทำเลวกับลูกชายคนรองก็เรียกร้องให้กตัญญู เช่นนั้นก็ไม่ดีกว่า ตอนนี้หาทางออกไปจากบ้านหลังนี้แบบให้จดจำจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวสักหน่อยดีกว่า

ประเดิมบทแรกรันทดหน่อย

คล้ายชีวิตนักเขียนที่แสนรันทด

ฝากกดเป็นกำลังในให้ด้วยนะคะ

บทที่ 2 สหายม้าของท่านพ่อ

บทที่ 2 สหายม้าของท่านพ่อ

ผิงหยางเดินสำรวจจวนผิงในความมืดด้วยเสียงอันเบาราวตีนแมว จนมาถึงคอกม้าด้านหลังแล้วก็เขาก็เดินเข้าไปดูม้าในคอกว่ามีทั้งหมดกี่ตัว

“มีม้า 5 ตัวเชียว” เขาอุทานขึ้นไม่น่าเชื่อว่าจะมีม้าใหม่ น่าจะเป็นช่วงที่ท่านพ่อกับท่านแม่ส่งเงินมาหลายตำลึงทอง ท่านลุงใหญ่ที่ชื่นชอบม้าจึงขอเงินท่านย่าไปซื้อมาเป็นแน่

‘ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลี้ยงม้าอย่างดีเลี้ยงคนราวกับหมูในคอก’

ฮรี้Zzzz ฟืด ฟืด… “นายน้อยขอรับ…นายน้อย”

เย้ยยยย!!!

ผิงหยางตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินว่าม้าพูดได้

“จะ…เจ้า…เจ้าพูดได้” เสียงตะกุกตะกักเอ่ยออกมา พร้อมกับใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าไก่ต้มตอนตรุษจีนเสียอีก

“นายน้อยได้ยินข้าแล้ว…ในที่สุด…” เจ้าม้าที่บิดาเจ้าหนูน้อยเป็นเจ้าของถึงกับปล่อยโฮออกมา เขาเป็นม้าศึกที่ถูกปลดระวางจะถูกเข้าโรงเชือด แต่ผิงเหลียงจินช่วยเขาออกมา เขาเป็นม้าก็จริงแต่ถูกใช้แรงงานหนัก ทั้งสองผู้เฒ่าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ยังคิดจะขายเขาไม่พอ ยังจะขายเด็กน้อยทั้งสอง เพราะเขาได้เทียมรถม้าพาตาแก่ยายแก่นั่นไปตลาด ได้ยินสิ่งที่สองสามีภรรยาผู้เห็นแก่ตัวสนทนากัน ใจอยากวิ่งให้ตกคูน้ำให้สองผู้เฒ่าตายไปซะ

เลวผิดผู้คน!

“เจ้า…เจ้าชะ…ชื่อ…จงเช่อใช่หรือไม่” เขาเริ่มไม่แน่ใจและรู้สึกสับสนแล้วว่า ความจำกับความสามารถพิเศษของเขามันตีกัน หรือเขาไม่สบายจนเลอะเลือนได้ยินม้าพูดได้

“ใช่แล้วขอรับนายน้อย เป็นจงเช่อเอง ท่านพ่อของท่านตั้ง ตอนนี้รีบหนีเถอะนายน้อย สองสามีภรรยาชั่วนั่นจะขายข้าไม่พอ ยังจะขายท่านให้โรงทาส ขายน้องสาวให้หอนางโลมเลี้ยงเป็นสตรีรับแขกในหอนางโลมในวันหน้า…เร็วเข้าเถอะ ข้าจะพาพวกท่านหนี ข้าวิ่งฝ่าความมืดได้สบาย ดวงตาข้าพิเศษกว่าม้าตัวใด” จงเช่อพยายามจะดึงเชือกให้หลุดอยู่ค่อนคืน ในที่สุดก็มีความหวังแล้ว เมื่อนายน้อยเดินออกมาพบเขา

“ที่เจ้าพูดมาจริงหรือไม่”

“จริงขอรับนายน้อย” จงเช่อม้าหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ ว่าที่ได้ยินมาไม่ผิดแน่

“เช่นนั้นข้าจะไปเอาเงินของท่านพ่อที่ส่งมาก่อน แล้วจะเผาเรือนให้มอดเชียว” หากเป็นวิญญาณเดิมของเจ้าของร่างไม่ทำเรื่องอกตัญญูเช่นนี้ แต่เขาคือภูผามาจากโลกอนาคตในอีกหลายพันปีข้างหน้า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกตัญญูให้กับคนชั่ว

“ในเรือนเหลือไม่มากขอรับ ข้ารู้ว่านางเก็บไว้ที่ใด” จงเช่อรับรู้เรื่องราวความลับของยายแก่เผยอิงซวง กับตาแก่ผิงหม่าคงอย่างดี

“เช่นนั้นเจ้าถามเหล่าม้าทั้งสี่ตัว อยากเป็นอิสระหรือไม่ ข้าจะปล่อยให้พวกมันเป็นอิสระด้วย” ในเมื่อจะต้องหนีก็เอาของมีค่าไปให้หมด แล้วก็จัดการเผาบ้านหลังนี้เสีย

“พวกสี่ตัวนี่ต้องการเป็นอิสระนายน้อย” จงเช่อบอกนายน้อย

รอยยิ้มชั่วร้ายของภูผาในร่างผิงหยางผุดขึ้น แล้วเด็กวัย 10 ขวบก็เปิดประตูม้าทุกตัว แล้วบอกให้จงเช่อบอกพวกมันว่าอย่าเพิ่งหนีรอให้เขาขุดสมบัติตาแก่ยายแก่สองคนนี้สำเร็จก่อน

“ทางนี้ในน้อย”

“เจ้ายืนรอข้าตรงนี้ ข้าจะไปพาน้องสาวมาก่อน” เขาบอกจงเช่อแล้วรีบวิ่งกลับไปยังห้องเก็บฟืนทันที

“น้องเล็ก เราต้องรีบหนีแล้ว” ผิงหยางบอกกับน้องสาวที่เพิ่งกินอิ่มและกำลังเก็บกระบอกน้ำสนามของเขาเข้ากระเป๋า

“หนี…หนีหรือเจ้าคะ” ผิงเหยาทำสีหน้าตกใจอุทานออกมาเสียงดัง

ชู่ว์!!!

“เบาหน่อยเดี๋ยวคนในบ้านตื่น” ผิงหยางยังไม่อยากให้ใครตื่นมาก่อนที่เขาจะเผาบ้านชั่ว ๆ นี้ทิ้งเสียให้แทบสิ้นเนื้อประดาตัวไปเลย และจะได้จดจำเขาให้ขึ้นใจ

“เจ้าค่ะ ข้าเงียบแล้ว” ผิงเหยาเอามือปิดปาก แล้วพยักหน้าในความมืด แต่เห็นเงาของพี่ชายราง ๆ

“พี่ไปเอาเสียมก่อน” เด็กชายหยิบของใส่กระเป๋าให้หมด แล้วเข้าไปเอามีดและเสียมใส่กระเป๋าไปด้วย มีดที่เขามีสำหรับพกพา ถ้าต้องใช้ตัดฟืนก็ต้องใหญ่หน่อย

“ท่านพี่จะไปที่ใดกันเจ้าคะ” ผิงเหยาอยากรอท่านแม่ที่บ้าน กลัวว่าท่านแม่กับท่านพ่อมาแล้วจะไม่พบ

“เราจะไปตามหาท่านพ่อกับท่านแม่กัน จงเช่อจะพาไป” เด็กชายกล่าวเสียงกระซิบแล้วเมื่อถึงที่จงเช่อเฝ้าไว้ เป็นที่ใต้ต้นไม้มีไหเกลือฝังอยู่ ในนั้นเต็มไปด้วยเงินตำลึงราวสัก 50 ตำลึงทองได้ แต่เขาแค่กะประมาณคร่าว ๆ แล้วก็จับมันใส่กระเป๋าเดินป่าของตัวเอง ตอนแรกคิดว่ามันจะหนัก แต่ทว่าเมื่อใส่ ๆ ไปแล้วกลับไม่หนักอย่างที่คิด

“นายน้อยใส่หินลงไปให้เต็ม จงเช่อใช้กีบขุดมาแล้ว” จงเช่อรู้งานทั้งอยากแก้เผ็ดสตรีชั่วช้าผู้นั้น จึงจัดการใช้เท้าตัวเองขุดเอาหินใกล้ ๆ ต้นไม้ออกมากองไว้

“ได้รอสักประเดี๋ยว” ผิงหยางจัดการนำหินใส่ลงไปแทนแล้วจัดการฝังกลบให้หมด เท่านี้สองผู้เฒ่าชั่วนั่นก็มีแค่เงินอีแปะที่ยึดจากที่เขาใช้แรงงานมาตั้งแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ไปทำงาน คิดว่าหากรวม ๆ กันแล้วคงจะสักไม่เกิน 5 ตำลึงเงินหรอกกระมัง เพราะไม่ยอมหยิบเอาเงินท่านพ่อท่านแม่ไปใช้ เอาแต่เงินที่เขาหามาได้ใช้อย่างสุขสบาย

“จงเช่อ…มีไต้จุดไฟอยู่ที่ใดบ้าง”

“ตรงคอกม้ามีขอรับนายน้อย” ผิงหยางไม่รอช้าวิ่งไปที่คอกม้าขณะตัวเองยังสะพายกระเป๋าใบใหญ่แต่มันกลับเบาแสนเบา ช่างดีจริง ๆ

เขาควานหาที่จุดไฟจนจุดใต้มาห้าอัน แล้วก็ต้องอาศัยจงเช่อช่วย

“จงเช่ออันแรกแตะมันเข้าไปที่ห้องเก็บฟื้น อันที่สองหน้าจวนห้องโถง อันที่สามห้องครัว อันที่สี่ห้องลุงใหญ่ อันที่ห้าเจ้าเล็งให้แม่นยำห้องสองคนนั้น” ผิงหยางกระซิบกับจงเช่อเบา ๆ ไม่ให้น้องสาวได้ยินแล้วก็จัดการเปิดประตูด้านหลังให้ม้าแต่ละตัวออกไปรอด้านนอก พร้อมกับน้องสาว

“เอาล่ะจงเช่อ…จัดการเลย”

ลูกไฟค่อย ๆ ลอยตกไปตามที่นายน้อยสั่งการ ทีละอันทีละอันและเมื่ออันสุดท้ายเข้าเป้า ผิงหยางก็ไม่ลืมเผาคอกม้าเสีย

ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ!

จากไฟดวงน้อย ๆ ค่อย ๆ ไหม้ไปทีละนิดทีละนิด จนเริ่มมีควันขึ้นเมื่อแน่ใจแล้ว เขาจึงพาจงเช่อออกมาแล้วให้จงเช่อไปยืนตรงต้นไม้ที่ตัดไว้แล้วให้น้องสาวปีนไปขึ้นม้า และเขาเองก็ปีนขึ้นไปด้วยกัน

เสียงกุบกับ กุบกับ กุบกับ วิ่งฝ่าความมืดไปโดยมีม้าห้าตัว กับสองเด็กหญิงชายโดยที่เจ้าม้าทุกตัวไม่มีตัวใดร้องปลุกคนให้ตื่นขึ้นแม้แต่น้อย

“จับแน่น ๆ เสี่ยวเหยา” ผิงหยางใช้สองมือจับบังเหียนแน่น อานม้าเจ้าจงเช่อก็เลือกที่บุนุ่นทำให้เด็กน้อยทั้งสองนั้นนั่งนิ่มก้น

“เจ้าค่ะท่านพี่” ผิงเหยาจับบังเหียนแน่น แม้ลมจะพัดเข้าหน้าจนแสบตาแต่เด็กน้อยก็อดทนเอาไว้และหลับตาแน่น นางเชื่อมั่นว่าพี่ใหญ่จะปกป้องนางได้และจะไปเจอท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยกัน

แค่ก แค่ก แค่ก…

คนบ้านผิงที่หลับสบายในผ้าห่มหนาอย่างอบอุ่น โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกย่าง จนเมื่อเผยอิงซวงตื่นขึ้นเพราะหายใจไม่ออก พร้อมกับควันลอยคลุ้ง

“ฮะ…ไฟ…ไหม้…ไฟไหม้…ตาแก่ตื่นเร็วเข้าช่วยกันดับไฟ” เสียงหวีดร้องเผยอิงซวงทำให้บ้านผิงแตกตื่น เรือนบ่าวที่อยู่อีกฝากไม่โดนไฟไหม้จึงหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงนายก็ตื่นขึ้นคว้าเอาถังน้ำได้ก็ช่วยกันดับไฟ

“ดับไฟในบ้านก่อน เรือนครัวกับโรงเก็บฟืนช่างมัน” ตอนนี้นางต้องรักษาบ้านหลักไว้ก่อน ส่วนเจ้าสองพี่น้องนั่นหากตายในกองเพลิงก็ช่าง ไร้ประโยชน์สิ้นดี ขายก็คงได้แค่เศษตำลึงเงิน

“ยายแก่เด็กนั่นลูกเจ้ารองนะ”

“เด็กขอทานนั่นตาย ๆ ไปซะ อ่อนแอเหลือเกิน” คำพูดไร้ความเมตตาของเผยอิงซวงทำให้ผิงหม่าคงหุบปาก…

ไม่ดราม่าเรื่องอตัญญูนะเจ้าคะ

เลวเกินทนให้กตัญญูยังไงไหว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...