สองพี่น้องแซ่ผิงผู้เก่งกาจ [อ่านฟรีก่อนติดเหรียญมีอีบุ๊ค ]
ข้อมูลเบื้องต้น
คำเตือนก่อนอ่านนิยาย
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น เนื้อเรื่องเหตุการณ์ บุคคลล้วนไม่อยู่จริง และไม่อิงประวัติศาสตร์ใด ๆ
ไรต์ชอบดูการ์ตูนเรื่อง โอเน่จังกับจุนอิจิโร่ จึงเป็นที่มาของสองพี่สองที่ใช้ชีิวิตลำพังช่วงหนึ่ง ก่อนจะอยู่กันพร้อมหน้าในภายหลัง
เรื่องนี้มีความแฟนตาซีเล็กน้อย อยากให้พระเอกมีผู้ช่วยเป็นสัตว์เทพในตำนานของจีน จึงสร้างตัวละครขึ้นมาที่มีสัตว์พูดได้
เนื้อเรื่องไม่มีความสมเหตุสมผลใด ๆ เป็นอารมณ์ของนักเขียนล้วน ๆ การเดินเรื่องและภาษาแนวทะลุมิติมีภาษาปัจจุบันบ้าง ใครชอบนักเขียนภาษาสวย ๆ ไม่ใช่นิยายเรื่องนี้แน่นอนค่ะ กรุณกดออกหานิยายที่ถูกจริตนะคะ
เตือนอีกครั้ง….นิยายเรื่องนี้อิงนักเขียนเป็นหลักค่ะ ขอบคุณค่ะ
หากใครไม่ชื่นชอบแนวนี้รบกวน “กดออก" นะคะ
ไรต์ไม่ชอบความดราม่า กรุณางดดราม่าทุกกรณี
แนะนำเรื่อง
ภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยากทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจที่เวลารับปริญญาแล้วจะได้เรียกชื่อนำหน้าว่า ว่าที่ร้อยนำหน้าชื่อแล้วใส่ชุดขาวรับปริญญา นั่นคือความใฝ่ฝันในวัยเด็กของเขา จึงดั้นด้นไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารในชั้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว
ขณะที่กลางคืนเขากำลังเดินป่าอยู่นั้นเกิดพลัดหลงไปชนต้นไม้จนสลบไป และตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้ตัวว่าตนเองอยู่ในร่างเด็กชาย 10 ขวบที่นอนหนาวกอดน้องสาวอยู่ในห้องเก็บฟืนของบ้านเดิมบิดา
เนื่องจากบิดาเป็นลูกชายคนรองที่พ่อไม่รักไม่พอ ทั้งยังชิงชัง ถูกเปรียบเทียบกับท่านลุงใหญ่เป็นประจำ ต้องไปรับจ้างต่างเมืองกับท่านแม่ เพื่อหาเงินมาจุนเจือเพื่อให้ตนมีที่ซุกหัวนอน โดยฝากผิงหยางและผิงเหยาให้ท่านปู่ท่านย่าดูแล แต่ทว่ากลับให้กินอยู่ราวกับหมูในคอกที่เลี้ยงไว้ขายไม่พอ และคิดจะขายตนและน้องสาว จนเด็กชายชวนน้องสาวหนีไปตามหาบิดาและมารดา โดยไปตั้งหลักที่หมู่บ้านโม๋หลัว ซึ่งเป็นบ้านเดิมของมารดา และเป็นบ้านท่านยายที่เสียชีวิตไปแล้ว
เรื่องนี้อัพต่อจากเรื่องข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายที่เลี้ยงบุตรสาวเพียงลำพัง
ข้อมูลนิยายเริ่มต้น
จุดเกิดเหตุ….
1. บ้านเดิมบิดาอยู่เมืองหลวง
2. บ้านเดิมมารดาอยู่ หมู่บ้านโม๋หลัวชายแดนอำเภอชุน เมืองตงเป่ย
ตงเป่ยเป็นเมืองใหญ่ ประกอบด้วยอำเภอ
1. ซีเป่ย
2. เหอหลัว
3. ชิง
4. ชุน
การเดินทางจากเมืองหลวงมาตงเป่ย กินเวลา 2 วันโดยรถม้า หากเกวียนวัว 5 วัน
ค่าเงิน…
ค่าเงิน มี 3 สกุลเงิน
อีแปะ , ตำลึงเงิน, ตำลึงทอง
1,000 อีแปะ = 1 ตำลึงเงิน
10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
ราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยประมาณ
ราคาสินค้าและค่าแรง
ข้าว 1 จินราคา 50 อีแปะ (1จิน= 500กรัม)
ซาลาเปาลูกละ 5 อีแปะ
เนื้อหมูจินละ 40 อีแปะ
ถ้าราคาซื้อในเมืองหลวงจะคูณ 3 เท่า
ค่าแรงในเมืองหลวง วันละ 80 อีแปะ
ค่าแรงต่างเมือง วันละ 50 อีแปะ
หน่วยเวลา ชั่วยาม (时辰:shíchén)
1 ชั่วยาม เทียบเท่ากับ 2 ชั่วโมงตามเวลาสากล ในหนึ่งวันมีทั้งหมด 12 ชั่วยาม โดยเรียกแต่ละชั่วยามตามชื่อปีนักษัตรดังนี้
ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น (寅:yín) คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 - 10.59 น.
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 - 12.59 น.
ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 - 14.59 น.
ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 - 16.59 น.
ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 - 18.59 น.
ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 - 20.59 น.
ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 - 22.59 น.
เค่อ (刻:kè)
1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาทีโดยประมาณตามเวลาสากล ในหนึ่งวันมีทั้งหมด 100 เค่อ ในแต่ละชั่วยามมีทั้งหมด 8 เค่อ เมื่อหมดวันน้ำจะลดถึงก้นถัง รอเติมน้ำจนเต็มเพื่อนับเวลาในวันถัดไปค่ะ
หน่วยวัดจีนโบราณ
ลี้ (里) = 150 จั้ง (丈) = 500 เมตร (米)
2 ลี้ (里) = 1 กิโลเมตร (公里) หรือ 1000 เมตร (米)
1 จั้ง (丈) = 10 ฉื่อ (尺)
1 ฉื่อ (尺) = 10 ชุ่น (寸)
1 ชุ่น (寸) = 10 เฟิน (分)
1 เฟิน (分) = 10 หลี (厘)
หากวัดความยาวแบบเป็น ‘เมตร’ จะได้ ดังนี้
1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
1 ฉื่อ ประมาณ 3.33 เดซิเมตร (หนึ่งเดซิเมตร เท่ากับ สิบเซนติเมตร)
1 ชุ่น ประมาณ 3.33 เซนติเมตร
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันที่ 17 สิงหาคม 66 จะเริ่มทยอยอัพนะ
อยากเขียนให้ได้เยอะอีกสักหน่อย กลัวเขียนไปอัพไปแล้วจะไม่ทันใจนักอ่าน
กราบของพระคุณที่ติดตาม
นิยายยาวเช่นเคยไม่แน่ใจว่ากี่ตอน แต่อยากเขียนไปเรื่อย ๆ
บทที่ 1 พี่ใหญ่ข้าหนาว
บทที่ 1 พี่ใหญ่ข้าหนาว
“พี่ใหญ่…ข้าหนาว” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างใบหูของภูผา ทำให้ชายหนุ่มขยับเปิดเปลือกตาขึ้นกระพริบตาไปมาพร้อมปรับแสงในความมืด ที่อากาศหนาวเย็นกว่าตอนก่อนที่เขาเดินป่าในตอนหัวค่ำ ที่เป็นหน้าฝนมียุงชุกชุมค่อนข้างมาก จนเขาต้องแต่งตัวมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อเขาขยับพลิกตัวที่นอนตะแคงให้นอนหงาย ความปวดหนึบที่ศีรษะก็เกิดขึ้น เขาปวดหัวแทบระเบิดพร้อมกับความทรงจำของใครไม่รู้ผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด
‘นะ…นี่มัน…’ เสียงแหบเครือเปล่งออกมา เมื่อเขาปวดร้าวไปยันกระบอกตา ลามไปยังศีรษะด้านหลังจนแทบใกล้จะระเบิดเต็มที เขาจะร้องก็ร้องไม่ออกได้แต่หลับตาปล่อยให้ภาพต่าง ๆ ลอยเข้ามาในความทรงจำให้จบ จนเวลาผ่านไป 1 เค่อ เหมือนอาการจะดีขึ้นเล็กน้อย คงเหลือเพียงอาการปวดที่ศีรษะกับอาการตัวร้อนยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย
‘เขาไม่สบายงั้นเหรอ?’
ความทรงจำก่อนตื่นคือเดินป่าในวิชาฝึกความกล้า กับการแบกกระเป๋าเป้ทหาร ที่มีอุปกรณ์ดำรงชีพในป่าของจริง ที่ครูฝึกให้ภูผาฝึก และเขาก็ตั้งใจเป็นอย่างดี แต่เขาดันเหยียบกิ่งไม้แห้งจนลื่นล้มหัวฟาดกับกิ่งไม้ใหญ่ และจำอะไรไม่ได้อีก จนมารู้สึกตัวเอาก็ตอนตัวเองนอนอยู่ในความมืด ที่แขนขารู้สึกจะหดเล็กราวกับเด็ก 10 ขวบไม่พอ ยังเหมือนขาดสารอาหารอีกต่างหาก เหมือนเติบโตไม่สมวัย
แล้วเสียงเย็นยะเยือกของเด็กผู้หญิงก็เรียกเขาอีกครั้งแต่ไม่ใช่ภูผา “พี่ใหญ่เสี่ยวเหยาหนาวแล้วก็หิวด้วย”
แค่คำพูดว่าเสี่ยวเหยาความทรงจำในร่างของเด็กคนนี้ก็ตีเข้าหัว ราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดตีแสกเข้าหน้า ได้แต่คิดว่านี่อาจจะเป็นเพียงความฝันของเขาก็ได้
‘ไม่…ไม่จริง…ข้าคือภูผา…เหตุใดมาอยู่ในร่างเด็กที่มีนามว่าผิงหยาง แล้วมีน้องสาวตัวเล็กที่น่าสงสารเช่นนี้เล่า’
มือเล็ก ๆ กวาดมองหากระเป๋าตัวเองคาดว่าอาจจะยังตกอยู่แถวนี้ ในนั้นมีอุปกรณ์ยังชีพในป่าที่สามารถอยู่ได้แรมสัปดาห์ เพราะการฝึกครั้งนี้เป็นการฝึกจริงจังเหมือนทหาร ดังนั้นของที่อยู่ในกระเป๋าล้วนเป็นของที่ทหารใช้กันจริง ๆ
เขาจำได้ว่าในนั้นมียา มีน้ำและอาหารและยังมีไฟฉายด้วย เขาพยายามหอบเอาสังขารที่น่าจะกำลังป่วยของเด็กชายลุกขึ้น แล้วหาไฟฉายออกมาเปิดแล้วหรี่ไฟ ให้พอเพียงมองเห็นความสว่าง
เมื่อฉายไฟไปทั่ว ๆ เขาก็รับรู้ได้แล้วว่าไม่ผิดแน่ เขาย้อนอดีตมาเหมือนกับนิยายแนวทะลุมิติในเว็บนิยายดัง มีทั้งนักเขียนคนไทยและงานเขียนแปลจากต่างประเทศ
“ข้าฝันไปหรือเปล่า” เขายังถามตัวเองอีกรอบ แต่เมื่อเห็นแววตาน่าสงสารของเด็กสาวที่ใบหน้ามอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำ และบ่นหิวและหนาวเขาจึงหยิบเอาขนมปังขึ้นมาฉีกถุงออกข้างในมันเป็นไส้ลูกเกดสีดำ ให้นางกินแล้วก็เอากระติกน้ำสีทหารที่ยังมีน้ำอยู่เต็ม เห็นขนาดมันไม่ใหญ่มากก็จริงแต่เก็บน้ำได้เยอะเชียว
เขาควานหายาพารา ยาลดไข้ ยาแก้ไอ แกะแล้วกระดกเข้าปาก ตามด้วยน้ำและก็หยิบขนมปังที่ในกระเป๋าตัวเองออกมาอีก แต่เหมือนของกินยิ่งล้วงกลับยิ่งมีเพื่อ เขาจำได้ว่ามีขนมปังสามห่อ แต่เมื่อล้วงไปอีกทำไมยังมีสามห่อเช่นเดิมล่ะ
‘อย่าบอกนะว่าเจ้ากระเป๋านี่ทะลุมิติมาในโลกคู่ขนานนี้เพื่อช่วยเหลือเขา…’ บ้าบอเกินไปแล้ว
ขณะที่ชีวิตกำลังสิ้นหวังอยู่นั้น กลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อดูเหมือนว่าความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในความทรงจำจะมีทางช่วยเหลือเขา ต้องสะพายกระเป๋านี้ติดตัวไม่ยอมให้ห่างกายทีเดียว
เขาจำได้ว่าเพื่อนที่เป็นคุณชายแสนร่ำรวยให้เสื้อขนเป็ดใส่กระเป๋าเขามาด้วย เพราะบอกว่ากระเป๋าเขากว้างและยัดของได้เยอะ ทั้งที่ประเทศไทยร้อนตลอดชาติ คิดได้ยังไงเอาเสื้อขนเป็ดมา แต่เมื่อซักถามได้ความว่าแม่ของมันกลัวลูกชายจะหนาวกลางคืน
เขาอยากจะมองบน แต่เพราะแบรนดังแล้วเสื้อเหมือนไม่หนาแต่โคตร อุ่นจึงดึงมันออกมาให้น้องสาวในโลกคู่ขนาดของเขาได้สวมใส่
“ท่านพี่นี่อันใดเจ้าค่ะ” ผิงเหยาที่เคี้ยวอะไรไม่รู้ รู้แต่อร่อยเข้าท้องอย่างมูมมาม จนไม่ได้ถามพี่ชายว่าพี่ชายเอามาจากที่ใด นางอายุ 5 หนาวเชื่อฟังพี่ชายตามที่ท่านพ่อท่านแม่สั่งไว้ และเมื่อพี่ชายบอกว่าอะไรก็เชื่อไปหมด
“นี่เป็นเสื้อที่พี่ได้มาจากพ่อค้าเร่ พี่ไปรับจ้างช่วยเขาแบกสินค้าลงเรือ” เหตุผลนี้น่าจะสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ที่จะบอกน้องสาวของเขา หากขืนบอกว่าเขาไม่ใช่พี่ชาย เป็นวิญญาณที่มาสิงร่าง พอดีน้องสาวร้องไห้ไม่กล้าเข้าใกล้เขา
เมื่อเห็นน้องสาวไม่พูดอะไรทั้งยังยิ้มและกินขนมปังต่อไป เขาก็ดีใจแล้วนั่งคิดว่าก่อนที่จะตื่นเด็กชายผู้นี้โดนท่านปูและท่านย่าใจร้าย สั่งให้ไปทำงานรับจ้างนอกบ้านเอาเงินมาเลี้ยงดูน้องสาว แล้วโกหกว่าท่านพ่อกับท่านแม่ยังไม่ส่งมาให้ แต่เขาแอบได้ยินหลายวันก่อนว่าท่านแม่ส่งเงินมาให้หลายตำลึงทอง แต่ท่านปู่กับท่านย่าเอาไปซื้อเสื้อผ้าและอาหารให้ท่านลุงใหญ่ และญาติผู้พี่จนหมด
เมื่อเขาเถียงขึ้นมาก็โดนทุบตีไม่พอยังให้อดอาหาร และให้ตากฝนทั้งคืนไม่ให้เข้าเรือน ส่วนน้องสาวก็ขังไว้ในห้องเก็บฝืนที่เป็นที่นอนของเขาสองพี่น้องหลังจากท่านพ่อและท่านแม่ออกไปทำงานหาเงิน โดยมีเพียงฟางปูนอน ไร้ผ้าห่มให้อุ่นกาย
ขณะที่เขาตากฝนทั้งคืนจนไม่สบาย ยังบังคับให้เขาไปใช้แรงงานแลกค่าแรง 40 อีแปะ เพราะเป็นแรงงานเด็กจึงถูกกดเหลือครึ่งหนึ่ง ส่วนผู้ใหญ่ในเมืองหลวงนั้นได้ 80 อีแปะ และเมื่อรับค่าแรงท่านย่าก็มารีดไถไปจนหมด เขาเก็บเงินส่วนเกินที่ได้เป็นรางวัล ท่านย่ารู้เข้าตีเขาเกือบตาย และให้อดข้าวอีกต่างหาก
ชีวิตทุกวันในจวนสกุลผิงไม่ต่างอันใดจากขอทาน มีท่านย่าใจร้าย ท่านปู่อำมหิต และเขาเป็นลมระหว่างทำงานโดนหามกลับมาบ้าน ยังจับเขาโยนมาในกองฟางในห้องเก็บฟืนชื้น ๆ เพราะฝนเพิ่งตกไป เขาและน้องสาวนอนกอดกันทุกวันคลายความหนาว นั่นทำให้เด็กชายถึงกับหลั่งน้ำตาให้ชะตาชีวิตสองพี่น้องแซ่ผิงผู้นี้
เมื่อคิดจนได้ความแล้ว เขาก็เริ่มต้นคิดหาทางออกกับเรื่องนี้ เขากินยาแล้วนั่งรู้สึกดีขึ้นเพราะเหงื่อเริ่มออก เห็นทีต้องเดินไปมารอบ ๆ จวนสักหน่อย จะได้ไล่พิษไข้พร้อมกับเอากระบอกน้ำขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ เมื่อจะดื่มน้ำ มันก็กลับมีเต็มเหมือนเดิม แล้วอาหารอื่น ๆ ก็เหมือนกันหรือเปล่านะ เขาเริ่มคิด
แต่ช่างเถอะปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อได้มามีชีวิตอีกครั้งในโลกอดีต เขาก็อยากทำให้สองผู้เฒ่าตระกูลผิงได้จดจำอะไรไว้สักหน่อย
เขาเดินสำรวจบ้านตระกูลผิงที่ฐานะปานกลาง แต่ถ้าเทียบกันในต่างเมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวงก็เข้าขั้นคนมีฐานะ ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร ทั้งยังมีความสามารถส่งท่านลุงใหญ่เล่าเรียนในสำนักศึกษาขึ้นชื่อในเมืองหลวง เพื่อสอบจอหงวนอีกด้วย
แต่กลับปฏิบัติกับท่านพ่อของเขา ‘ผิงเหลียงจิน’ ราวกับไม่ใช่บุตรชายแท้ ๆ ทั้งที่บิดาของเขายังรู้คิดรู้อ่าน สมองปราดเปรื่องกว่าท่านลุงใหญ่ แต่กลับสนับสนุนคนเบาปัญญาให้เล่าเรียน หากเป็นในยุคที่เขาจากมากก็ไม่ต่างอันใดกับขายนาส่งควายเรียนกระมัง
ได้แต่คิดแล้วก็สมเพชในวาสนาของท่านปู่ท่านย่า ที่อายุท่านลุงจนป่านนี้ท่านลุงใหญ่ก็ยังสอบไม่ผ่านสักที นึกอยากร่ำรวยแล้วส่งท่านพ่อเข้าศึกษาจะได้เป็นขุนนางแข่งกับท่านลุงใหญ่เสียจริง
แต่คิดอีกทีหากท่านพ่อร่ำรวยขึ้นสองผู้เฒ่าที่ทำเลวกับลูกชายคนรองก็เรียกร้องให้กตัญญู เช่นนั้นก็ไม่ดีกว่า ตอนนี้หาทางออกไปจากบ้านหลังนี้แบบให้จดจำจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวสักหน่อยดีกว่า
ประเดิมบทแรกรันทดหน่อย
คล้ายชีวิตนักเขียนที่แสนรันทด
ฝากกดเป็นกำลังในให้ด้วยนะคะ
บทที่ 2 สหายม้าของท่านพ่อ
บทที่ 2 สหายม้าของท่านพ่อ
ผิงหยางเดินสำรวจจวนผิงในความมืดด้วยเสียงอันเบาราวตีนแมว จนมาถึงคอกม้าด้านหลังแล้วก็เขาก็เดินเข้าไปดูม้าในคอกว่ามีทั้งหมดกี่ตัว
“มีม้า 5 ตัวเชียว” เขาอุทานขึ้นไม่น่าเชื่อว่าจะมีม้าใหม่ น่าจะเป็นช่วงที่ท่านพ่อกับท่านแม่ส่งเงินมาหลายตำลึงทอง ท่านลุงใหญ่ที่ชื่นชอบม้าจึงขอเงินท่านย่าไปซื้อมาเป็นแน่
‘ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลี้ยงม้าอย่างดีเลี้ยงคนราวกับหมูในคอก’
ฮรี้Zzzz ฟืด ฟืด… “นายน้อยขอรับ…นายน้อย”
เย้ยยยย!!!
ผิงหยางตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินว่าม้าพูดได้
“จะ…เจ้า…เจ้าพูดได้” เสียงตะกุกตะกักเอ่ยออกมา พร้อมกับใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าไก่ต้มตอนตรุษจีนเสียอีก
“นายน้อยได้ยินข้าแล้ว…ในที่สุด…” เจ้าม้าที่บิดาเจ้าหนูน้อยเป็นเจ้าของถึงกับปล่อยโฮออกมา เขาเป็นม้าศึกที่ถูกปลดระวางจะถูกเข้าโรงเชือด แต่ผิงเหลียงจินช่วยเขาออกมา เขาเป็นม้าก็จริงแต่ถูกใช้แรงงานหนัก ทั้งสองผู้เฒ่าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ยังคิดจะขายเขาไม่พอ ยังจะขายเด็กน้อยทั้งสอง เพราะเขาได้เทียมรถม้าพาตาแก่ยายแก่นั่นไปตลาด ได้ยินสิ่งที่สองสามีภรรยาผู้เห็นแก่ตัวสนทนากัน ใจอยากวิ่งให้ตกคูน้ำให้สองผู้เฒ่าตายไปซะ
เลวผิดผู้คน!
“เจ้า…เจ้าชะ…ชื่อ…จงเช่อใช่หรือไม่” เขาเริ่มไม่แน่ใจและรู้สึกสับสนแล้วว่า ความจำกับความสามารถพิเศษของเขามันตีกัน หรือเขาไม่สบายจนเลอะเลือนได้ยินม้าพูดได้
“ใช่แล้วขอรับนายน้อย เป็นจงเช่อเอง ท่านพ่อของท่านตั้ง ตอนนี้รีบหนีเถอะนายน้อย สองสามีภรรยาชั่วนั่นจะขายข้าไม่พอ ยังจะขายท่านให้โรงทาส ขายน้องสาวให้หอนางโลมเลี้ยงเป็นสตรีรับแขกในหอนางโลมในวันหน้า…เร็วเข้าเถอะ ข้าจะพาพวกท่านหนี ข้าวิ่งฝ่าความมืดได้สบาย ดวงตาข้าพิเศษกว่าม้าตัวใด” จงเช่อพยายามจะดึงเชือกให้หลุดอยู่ค่อนคืน ในที่สุดก็มีความหวังแล้ว เมื่อนายน้อยเดินออกมาพบเขา
“ที่เจ้าพูดมาจริงหรือไม่”
“จริงขอรับนายน้อย” จงเช่อม้าหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ ว่าที่ได้ยินมาไม่ผิดแน่
“เช่นนั้นข้าจะไปเอาเงินของท่านพ่อที่ส่งมาก่อน แล้วจะเผาเรือนให้มอดเชียว” หากเป็นวิญญาณเดิมของเจ้าของร่างไม่ทำเรื่องอกตัญญูเช่นนี้ แต่เขาคือภูผามาจากโลกอนาคตในอีกหลายพันปีข้างหน้า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกตัญญูให้กับคนชั่ว
“ในเรือนเหลือไม่มากขอรับ ข้ารู้ว่านางเก็บไว้ที่ใด” จงเช่อรับรู้เรื่องราวความลับของยายแก่เผยอิงซวง กับตาแก่ผิงหม่าคงอย่างดี
“เช่นนั้นเจ้าถามเหล่าม้าทั้งสี่ตัว อยากเป็นอิสระหรือไม่ ข้าจะปล่อยให้พวกมันเป็นอิสระด้วย” ในเมื่อจะต้องหนีก็เอาของมีค่าไปให้หมด แล้วก็จัดการเผาบ้านหลังนี้เสีย
“พวกสี่ตัวนี่ต้องการเป็นอิสระนายน้อย” จงเช่อบอกนายน้อย
รอยยิ้มชั่วร้ายของภูผาในร่างผิงหยางผุดขึ้น แล้วเด็กวัย 10 ขวบก็เปิดประตูม้าทุกตัว แล้วบอกให้จงเช่อบอกพวกมันว่าอย่าเพิ่งหนีรอให้เขาขุดสมบัติตาแก่ยายแก่สองคนนี้สำเร็จก่อน
“ทางนี้ในน้อย”
“เจ้ายืนรอข้าตรงนี้ ข้าจะไปพาน้องสาวมาก่อน” เขาบอกจงเช่อแล้วรีบวิ่งกลับไปยังห้องเก็บฟืนทันที
“น้องเล็ก เราต้องรีบหนีแล้ว” ผิงหยางบอกกับน้องสาวที่เพิ่งกินอิ่มและกำลังเก็บกระบอกน้ำสนามของเขาเข้ากระเป๋า
“หนี…หนีหรือเจ้าคะ” ผิงเหยาทำสีหน้าตกใจอุทานออกมาเสียงดัง
ชู่ว์!!!
“เบาหน่อยเดี๋ยวคนในบ้านตื่น” ผิงหยางยังไม่อยากให้ใครตื่นมาก่อนที่เขาจะเผาบ้านชั่ว ๆ นี้ทิ้งเสียให้แทบสิ้นเนื้อประดาตัวไปเลย และจะได้จดจำเขาให้ขึ้นใจ
“เจ้าค่ะ ข้าเงียบแล้ว” ผิงเหยาเอามือปิดปาก แล้วพยักหน้าในความมืด แต่เห็นเงาของพี่ชายราง ๆ
“พี่ไปเอาเสียมก่อน” เด็กชายหยิบของใส่กระเป๋าให้หมด แล้วเข้าไปเอามีดและเสียมใส่กระเป๋าไปด้วย มีดที่เขามีสำหรับพกพา ถ้าต้องใช้ตัดฟืนก็ต้องใหญ่หน่อย
“ท่านพี่จะไปที่ใดกันเจ้าคะ” ผิงเหยาอยากรอท่านแม่ที่บ้าน กลัวว่าท่านแม่กับท่านพ่อมาแล้วจะไม่พบ
“เราจะไปตามหาท่านพ่อกับท่านแม่กัน จงเช่อจะพาไป” เด็กชายกล่าวเสียงกระซิบแล้วเมื่อถึงที่จงเช่อเฝ้าไว้ เป็นที่ใต้ต้นไม้มีไหเกลือฝังอยู่ ในนั้นเต็มไปด้วยเงินตำลึงราวสัก 50 ตำลึงทองได้ แต่เขาแค่กะประมาณคร่าว ๆ แล้วก็จับมันใส่กระเป๋าเดินป่าของตัวเอง ตอนแรกคิดว่ามันจะหนัก แต่ทว่าเมื่อใส่ ๆ ไปแล้วกลับไม่หนักอย่างที่คิด
“นายน้อยใส่หินลงไปให้เต็ม จงเช่อใช้กีบขุดมาแล้ว” จงเช่อรู้งานทั้งอยากแก้เผ็ดสตรีชั่วช้าผู้นั้น จึงจัดการใช้เท้าตัวเองขุดเอาหินใกล้ ๆ ต้นไม้ออกมากองไว้
“ได้รอสักประเดี๋ยว” ผิงหยางจัดการนำหินใส่ลงไปแทนแล้วจัดการฝังกลบให้หมด เท่านี้สองผู้เฒ่าชั่วนั่นก็มีแค่เงินอีแปะที่ยึดจากที่เขาใช้แรงงานมาตั้งแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ไปทำงาน คิดว่าหากรวม ๆ กันแล้วคงจะสักไม่เกิน 5 ตำลึงเงินหรอกกระมัง เพราะไม่ยอมหยิบเอาเงินท่านพ่อท่านแม่ไปใช้ เอาแต่เงินที่เขาหามาได้ใช้อย่างสุขสบาย
“จงเช่อ…มีไต้จุดไฟอยู่ที่ใดบ้าง”
“ตรงคอกม้ามีขอรับนายน้อย” ผิงหยางไม่รอช้าวิ่งไปที่คอกม้าขณะตัวเองยังสะพายกระเป๋าใบใหญ่แต่มันกลับเบาแสนเบา ช่างดีจริง ๆ
เขาควานหาที่จุดไฟจนจุดใต้มาห้าอัน แล้วก็ต้องอาศัยจงเช่อช่วย
“จงเช่ออันแรกแตะมันเข้าไปที่ห้องเก็บฟื้น อันที่สองหน้าจวนห้องโถง อันที่สามห้องครัว อันที่สี่ห้องลุงใหญ่ อันที่ห้าเจ้าเล็งให้แม่นยำห้องสองคนนั้น” ผิงหยางกระซิบกับจงเช่อเบา ๆ ไม่ให้น้องสาวได้ยินแล้วก็จัดการเปิดประตูด้านหลังให้ม้าแต่ละตัวออกไปรอด้านนอก พร้อมกับน้องสาว
“เอาล่ะจงเช่อ…จัดการเลย”
ลูกไฟค่อย ๆ ลอยตกไปตามที่นายน้อยสั่งการ ทีละอันทีละอันและเมื่ออันสุดท้ายเข้าเป้า ผิงหยางก็ไม่ลืมเผาคอกม้าเสีย
ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ! ฟุบ…วาบ!
จากไฟดวงน้อย ๆ ค่อย ๆ ไหม้ไปทีละนิดทีละนิด จนเริ่มมีควันขึ้นเมื่อแน่ใจแล้ว เขาจึงพาจงเช่อออกมาแล้วให้จงเช่อไปยืนตรงต้นไม้ที่ตัดไว้แล้วให้น้องสาวปีนไปขึ้นม้า และเขาเองก็ปีนขึ้นไปด้วยกัน
เสียงกุบกับ กุบกับ กุบกับ วิ่งฝ่าความมืดไปโดยมีม้าห้าตัว กับสองเด็กหญิงชายโดยที่เจ้าม้าทุกตัวไม่มีตัวใดร้องปลุกคนให้ตื่นขึ้นแม้แต่น้อย
“จับแน่น ๆ เสี่ยวเหยา” ผิงหยางใช้สองมือจับบังเหียนแน่น อานม้าเจ้าจงเช่อก็เลือกที่บุนุ่นทำให้เด็กน้อยทั้งสองนั้นนั่งนิ่มก้น
“เจ้าค่ะท่านพี่” ผิงเหยาจับบังเหียนแน่น แม้ลมจะพัดเข้าหน้าจนแสบตาแต่เด็กน้อยก็อดทนเอาไว้และหลับตาแน่น นางเชื่อมั่นว่าพี่ใหญ่จะปกป้องนางได้และจะไปเจอท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยกัน
แค่ก แค่ก แค่ก…
คนบ้านผิงที่หลับสบายในผ้าห่มหนาอย่างอบอุ่น โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกย่าง จนเมื่อเผยอิงซวงตื่นขึ้นเพราะหายใจไม่ออก พร้อมกับควันลอยคลุ้ง
“ฮะ…ไฟ…ไหม้…ไฟไหม้…ตาแก่ตื่นเร็วเข้าช่วยกันดับไฟ” เสียงหวีดร้องเผยอิงซวงทำให้บ้านผิงแตกตื่น เรือนบ่าวที่อยู่อีกฝากไม่โดนไฟไหม้จึงหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงนายก็ตื่นขึ้นคว้าเอาถังน้ำได้ก็ช่วยกันดับไฟ
“ดับไฟในบ้านก่อน เรือนครัวกับโรงเก็บฟืนช่างมัน” ตอนนี้นางต้องรักษาบ้านหลักไว้ก่อน ส่วนเจ้าสองพี่น้องนั่นหากตายในกองเพลิงก็ช่าง ไร้ประโยชน์สิ้นดี ขายก็คงได้แค่เศษตำลึงเงิน
“ยายแก่เด็กนั่นลูกเจ้ารองนะ”
“เด็กขอทานนั่นตาย ๆ ไปซะ อ่อนแอเหลือเกิน” คำพูดไร้ความเมตตาของเผยอิงซวงทำให้ผิงหม่าคงหุบปาก…
ไม่ดราม่าเรื่องอตัญญูนะเจ้าคะ
เลวเกินทนให้กตัญญูยังไงไหว