ฉินเซียว เมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย
ข้อมูลเบื้องต้น
ข้อมูลแรก (โปรดอ่าน)
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเรื่องราวและตัวละคร รวมทั้งเหตุการณ์ในนิยายเป็นเรื่องที่สมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น หากมีความผิดพลาดประการใดผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ.โอกาสนี้ด้วย ขอขอบพระคุณค่ะ
ด้วยรัก
เฟยเทียน
ทักทาย
เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์สมมุติ ชื่อและตัวละครในเรื่องเป็นสิ่งที่ผู้เขียนสมมุติขึ้นมาดังนั้นโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงนะเจ้าคะ
หากชอบก็รบกวนกดติดตามและเป็นกดหัวใจเพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะเจ้าคะขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะด้วยรัก
เฟยเทียน
บทนำ
ฉินเซียวผู้ซึ่งเป็นตัวประกอบในนิยายเรื่องที่รักยอดดวงใจ นางได้ตกตายลงจากความเจ็บป่วยไร้คนในครอบครัวของสามีสนใจทำให้ได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนนานอยู่นับพันปี
ก่อนที่วิญญาณของเธอจะได้รับความรู้มาจากยุคอนาคตจากการติดตามเด็กหญิงผู้หนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนด้วยความสงสัย
ตั้งแต่เด็กคนนี้เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลจนเด็กคนนี้เรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยและแต่งงาน
จนกระทั่งในวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาทำให้วิญญาณของนางถูกดูดกลืนและได้มาพบกับท่านเทพแห่งดวงชะตา
ด้วยความสงสารที่ท่านเทพมีต่อหญิงผู้นี้จากการตรวจสอบบันทึกในเรื่องราวของนางว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาจากปลายปากกาของผู้ที่เรียกตนว่านักเขียน
ดังนั้นเทพแห่งดวงชะตาจึงใจดีให้หญิงสาวร่างผอมคนนี้ได้ดูชะตาตั้งแต่แรกเกิดของตนผ่านกระจกแปดเหลี่ยมหรือโป๊ยข่วย
ก็เลยทำให้หญิงสาวผู้นี้ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วที่ครอบครัวไม่ดีต่อตนเองนั้นเป็นเพราะนางเป็นลูกสาวตัวปลอมของครอบครัวปัจจุบันก่อนแต่งงานและที่ช็อคมากกว่านั้นก็คือเธอเป็นเพียงตัวประกอบในนิยาย
ที่ปรากฎออกมาเพื่อเป็นตัวละครให้ผู้อื่นเห็นใจในความรักของพระนางในเรื่องเนื่องจากนางเป็นผู้ไปพรากวาสนาของนางเอกของเรื่องกับตัวเอกชายที่เป็นตัวละครสำคัญทำให้ผู้คนต่างเรียกขานเธอว่าแม่สาวชาเขียว
“ในเมื่อเจ้าเห็นดวงชะตาของตนแล้วคิดอยากกลับไปหรือไม่” เทพแห่งชะตาถามกับหญิงสาวร่างผอม ใบหน้าตอบ ผมแห้งเหมือนคนขาดสารอาหารด้วยความเห็นใจ
“อยากเจ้าค่ะ ข้าขอโอกาสได้หรือไม่ ข้าอยากจะกลับไปอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงแม้ว่าจะลำบากเพียงใดก็ตามส่วนตัวเอกพวกนั้นเมื่อได้กลับไป ข้าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีกเป็นอันขาด” ฉินเซียวกล่าวกับเทพชะตาอย่างหมายมาดเมื่อได้รับรู้เรื่องราวของครอบครัวอันแท้จริงว่าตอนนี้มีสภาพอย่างไรและทุกคนนั้นยังไม่ลืมลูกสาว/น้องสาวตัวน้อยผู้น่าสงสารโดยเฉพาะผู้เป็นแม่
“ได้ ข้าจะส่งเจ้ากลับไปพร้อมกับคำอวยพรขอให้เจ้าโชคดี จงใช้ชีวิตใหม่ให้คุ้มนะ ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องราวภายในหนังสือเล่มนี้หมดแล้วจงกลับไปลิขิตชีวิตของตัวเองใหม่ซะ” หลังจากสิ้นเสียงของเทพเจ้าแห่งดวงชะตา
ร่างวิญญาณของหญิงสาวอายุยี่สิบก็ลอยละลิ่วเหมือนว่าวที่ขาดออกจากเชือก ต่อจากนี้เรื่องราวของสาวชาเขียวผู้นี้จะเป็นเช่นไรเรามาร่วมลุ้นไปกับนางพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ.
ลืมตาตื่นในส้วม
‘ทำไมข้าได้กลิ่นตุ ๆ มันช่างเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์เอาเสียเลย นี่ท่านเทพแห่งดวงชะตาส่งข้ากลับมาตอนไหนคงจะไม่ใช่ตอน…. หรอกใช่ไหม ’ เด็กหญิงร่างผอมใบหน้าเหลืองอย่างคนขาดสารอาหาร
ที่กำลังหลับตาบ่นพึมพัมในใจก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาของตนแต่แล้วหล่อนก็ต้องหลับตาลงไปใหม่เพื่อพยายามมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอีกครั้ง
‘ประตูที่ทำจากไม้เริ่มผุพังมีไม้ขัดเอาไว้ด้านใน กำแพงดินเป็นผนังกั้นห้องแคบทั้งสี่ด้าน ใช่แน่ ๆ นี่มันตอนที่เธอเคยเป็นลมในห้องปลดทุกข์ตอนมีอายุได้แปดหนาวนี่นา
ท่านเทพใยท่านใจร้ายนักส่งข้ากลับมาเข้าร่างอีกครั้งท่านกลับส่งมาในส้วมนี่นะ เหม็นก็เหม็นท่านแน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้อยากให้ข้าตายอีกรอบ’ อดีตวิญญาณสาวร้องคร่ำครวญในใจ
เด็กสาวคนนี้มีรูปร่างผอมแขนขาเรียวเล็กผิวหยาบกร้าน เนื่องจากถูกใช้ให้ทำงานหนักมาตลอดได้กินอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ในระหว่างที่ร่างวิญญาณสาวกำลังคิดทบทวนความทรงจำเดิมของตนอยู่นั้นด้านนอกก็ได้มีเสียงอันดังปานฟ้าถล่มดังเข้ามาในโสตประสาทของตน
“แกจะอู้งานหรือยังไง ป่านนี้ยังไม่ออกมาอีกเข้าสวมแค่นี้นานเป็นชาติ” เสียงก่นด่าด้วยถ้อยคำผรุสวาทต่าง ๆ
เท่าที่คนด่าจะคิดขึ้นมาได้ดังอยู่ด้านนอกพร้อมกับเสียงตบประตูที่ไม่กลัวว่ามันจะพังติดมือคนตบด้วยความไม่พอใจ
“ท่านแม่หรือว่ามันจะตายไปแล้ว” เสียงเล็กของเด็กหญิงวัยเดียวกับคนที่อยู่ในห้องปลดทุกข์ถามแม่ของตนด้วยความหวาดหวั่น
“ตายอะไรกันนังเด็กหัวแข็งแบบนั้นมันไม่ตายง่าย ๆ หรอก” เสียงหญิงคนเป็นแม่พูดกับลูกสาวอย่างกลบเกลื่อนทั้งที่ภายในใจเริ่มมีความกลัวเกาะกุมเข้ามา
ฉินเซียวที่ฟังอยู่ก็แน่ใจได้ว่าคนพูดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นยายแม่จอมเห็นแก่ตัวของตน กับน้องสาวจอมเสแสร้งที่มักทำตัวอ่อนแอ บอบบาง
“ข้ากำลังจะออกไปเจ้าคะ” คนในส้วมตะโกนออกมาอย่างอ่อนระโหยโรยแรง พร้อมกับที่เธอพยามยามหาที่ยึดตัวเองขึ้นด้วยมือหนึ่งข้าง ส่วนอีกข้างก็จับขอบเกงเกงของตนแน่นเพื่อไม่ให้หลุดไปกองที่ส้วมหลุมด้านล่างด้วยความทุลักทุเล
จากหญิงสาววัยยี่สิบกว่าตอนตายได้กลับกลายมาเป็นเด็กหญิงตัวน้อยวัยแปดหนาวอีกครั้งทำให้เธอค่อนข้างยังไม่คุ้นชินอยู่บ้างแต่ในเมื่อได้รับโอกาสมาแล้วก็จงอยู่ไป
แม้ตอนนี้นางจะมีอายุแปดปีก็ตามแต่ด้วยสภาวะแห่งความอดยากทำให้เด็กหญิงคนนี้ดูเหมือนเด็กอายุห้าหกหนาวไม่มีผิด
ท่อนแขนเรียวเล็กที่หากบีบแรง ๆ ก็อาจจะหัก ขาของเธอเป็นเหมือนตะเกียบแห้ง ๆ หากยืนไม่ดีก็อาจจะล้มพับได้ตลอดเวลา
ผิวดำคล้ำจากการทำงานหนักทุกรูปแบบหน้าตามอมแมม ผมเผาดูกระเซอะกระเซิงแม้จะถักเปียคู่ก็ยังดูไม่เรียบร้อย
เมื่อเด็กหญิงลุกยืนได้มั่นคงดีหล่อนก็จัดการผูกเชือกกางเกงของตนให้แน่นแล้วลองดึง เมื่อมั่นใจว่ามันไม่หลุดแน่ ๆ เด็กน้อยจึงได้ดึงไม้ขัดประตูห้องส้วมออก
ทันทีที่ประตูไม้บานเก่าเปิดออกแสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็สาดเข้ามาทำให้เด็กหญิงต้องหลับตาลงเพื่อปรับสภาพของดวงตาอีกครั้ง
“กว่าเจ้าจะออกมาได้ช่างทำให้ผู้คนเสียเวลาโดยแท้ไปเลยรีบไปตัดหญ้ามาเลี้ยงหมูได้แล้วก่อนที่คนอื่นจะแย่งเก็บไปจนหมดข้าไม่อยากเลี้ยงตัวขี้เกียจหรอกนะ หากวันนี้หมูไม่ได้กินข้าวแกก็ไม่ต้องกินเหมือนกัน” หม่านซิงผู้เป็นแม่แผดเสียงดังใส่หน้าลูกสาวคนรองด้วยความไม่พอใจ
“ท่านแม่ ข้าไม่สบายอยู่นะแล้วก็ยังถ่ายไม่หยุดด้วย” เด็กหญิงร่างผอมท้วงแม้จะรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ก็ตาม
“แกไม่ต้องมาสำออยไปทำงานเดี๋ยวนี้ เอาไว้ตายเมื่อไหร่ข้าถึงจะเชื่อ” หญิงอายุยี่สิบเจ็ดแต่ดูภายนอกเหมือนหญิงที่ดูมีอายุมากกล่าวอย่างประชดประชัน
ฉินเซียวจึงได้แต่จำใจหยิบตะกร้าสานใบใหญ่ที่เกือบจะใบเท่ากับตัวเองขึ้นสะพายหลังโดยในตะกร้าใบนั้นได้มีมีดทื่อสนิมเกรอะไว้สำหรับตัดหญ้าอยู่หนึ่งเล่ม
เด็กหญิงตัวน้อยค่อย ๆ ก้าวเท้าของตนเดินออกจากบ้านดินหลังย่อมที่มีสามห้องนอนไปทางด้านหลังเพื่อที่จะเดินขึ้นเขา
ฤดูนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนเด็กหญิงที่เดินมาได้สักพักเริ่มมีเหงื่อออกจึงทำได้เพียงแค่ยกชายเสื้อเก่าที่ปะแล้วปะอีกจนแทบไม่มีที่จะให้ปะได้อีกเช็ดใบหน้าของตนอย่างลวก ๆ
‘หิวชะมัด น้ำก็ไม่มีดื่มข้าในอดีตทำไมถึงได้โง่งมจังนะที่คิดว่าหากทำดีแล้วท่านแม่จะรักพี่น้องจะเห็นใจที่ไหนได้สิ่งที่ทำกลับกลายเป็นไอ นั่นเป็นเพียงเพราะข้าไม่ใช่ลูกที่แท้จริงถึงว่าทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่เห็นค่าแต่ถ้าข้าไม่ตายก็ไม่รู้ความจริงนี่สินะที่เขาเรียกกันว่าได้อย่างเสียอย่างเอาเถอะมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว
เอาไว้ค่อยไปตามหาบิดามารดาที่เขาคิดว่าบุตรสาวของตนได้ตายไปตั้งแต่แรกคลอดก็แล้วกัน” วิญญาณหญิงสาวที่อยู่ในร่างเด็กหญิงคิดไปด้วยในระหว่างเดิน
ยามนี้แสงแดดยังคงแผดเผาเด็กหญิงตัวน้อยได้สาวเท้าสั้นของตนให้เร็วขึ้นเพื่อหวังจะให้ไปให้ถึงธารน้ำด้านหน้า
ยามก้าวเดินฉินเซียวก็คิดหาวิธีหลบหนีออกจากบ้านที่เป็นดั่งขุมนรกไปด้วยการคิดนะมันง่ายหากทว่าการกระทำซิมันเป็นเรื่องยาก การเดินทางไปไหนก็จำเป็นต้องใช้เงินแล้วตัวข้ายามนี้จะไปหาเงินได้จากที่ใดกันเด็กหญิงยิ่งคิดยิ่งมีใบหน้าเศร้าหมอง
และในที่สุดเด็กหญิงก็ได้ถึงเวลานั่งพักจากความพยายามของตนเด็กตัวน้อยได้นั่งอยู่หลังโขดหินริมลำธารที่เจ้าตัวได้ใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเดินมาถึงสถานที่แห่งนี้
ฉินเซียวนั่งมองน้ำใสในลำธารที่มีปลาแหวกว่ายอยู่ในนั้นท้องของเจ้าตัวก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความหิวก่อนที่เธอจะคิดว่าหากได้ปลาตัวใหญ่สักตัวก็คงจะคลายความหิวลงได้
เนื่องจากหลังการทำงานช่วงเช้าเสร็จเธอได้รับเพียงน้ำข้าวใส ๆ ถ้วยเดียวเพียงเท่านั้นและยังมาท้องเสียจนหมดเรี่ยวแรงเป็นลมอยู่ในห้องส้วมอีก จนกระทั่งจิตวิญญาณที่ตกตายจากอนาคตได้กลับมาเข้าร่าง
หลังจากนั้นก็ต้องใช้พลังงานที่มีอยู่อันแสนน้อยนิดเดินขึ้นเขา กว่าจะถึงธารน้ำแห่งนี้ด้วยความยากลำบากอีก อนิจจาการเกิดใหม่ครั้งนี้มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
แต่เด็กคนนี้ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นกำลังจะได้รับผลตอบแทนในไม่ช้า ในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังใช้ใบไม้ทำเป็นกรวยเพื่อตักน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อหวังแก้กระหาย
จู่ ๆ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นฉินเซียวมองไปยังกึ่งกลางลำธารที่กำลังเกิดการหมุนวนก่อนที่จะมีปลาตัวใหญ่เท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่กระโดดลอยจากน้ำขึ้นมาบนฝั่งหนึ่งตัวมันนอนดิ้นกวัดแกว่งตัวไปมาสักพักจากนั้นก็แน่นิ่งไป
ฉินเซียวตัวน้อยที่กำลังจะเอาน้ำเข้าปากก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นจนเผลอปล่อยกรวยใบไม้ในมือตกลงพื้นทำให้น้ำที่ตักมาได้หวนคืนสู่ธรรมชาติตามเดิม
‘นี่มันอะไรกัน จะเป็นไปได้ยังไงที่จู่ ๆ ปลามันจะกระโดดขึ้นมาเอง หรือว่าในน้ำจะมีพิษแต่ก็ไม่น่าใช่ถ้ามีพิษจริงป่านนี้คนในหมู่บ้านก็น่าจะเจ็บป่วยกันหมดแล้ว
และเท่าที่ข้าจำได้ไม่เคยมีเรื่องพิษในน้ำนี่ แล้วมันกระโดดขึ้นมาได้ยังไงหรือว่าปลามันหนาว ไม่ใช่ละยิ่งคิดยิ่งเลอะเทอะเดินไปดูดีกว่า’ เด็กหญิงวัยแปดปี แม้จะมีร่างวิญญาณข้างในเป็นหญิงอายุยี่สิบปีพูดเองเออเองก่อนที่เธอจะสืบเท้าน้อย ๆ ของตนเดินไปยังปลาผู้เคราะห์ร้ายตัวนั้น
เมื่อเดินไปถึงปลาใหญ่ตัวนั้นหล่อนก็นั่งยอง พิจารณามองปลาที่แน่นิ่งด้วยความสงสัยก่อนจะลองเอานิ้วผอมเล็กของตัวเองจิ้มลงไปกึ่งกลางของตัวปลาแล้วค่อย ๆ ไล่ตามลำตัวของปลาระคนไปด้วยความงุนงงแปลกใจ
‘อืมมันน่าจะกินได้แหละใช่ไหม เนื้อมันแน่นอยู่นะดูน่าอร่อย เอาล่ะขอบคุณนะเจ้าปลาน้อยที่กระโดดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารให้ข้ากิน’ เด็กน้อยคิดก่อนที่จะช้อนปลามาใส่ในมือน้อยทั้งสองข้างด้วยความระมัดระวัง
และเมื่อเดินมาถึงหลังโขดหินที่เจ้าตัวได้วางตระกร้าที่มีมีดสนิมเกรอะเอาไว้ก็จัดการวางปลาตัวนั้นลง ก่อนที่เธอจะเดินไปหาไม้แหลมเพื่อที่จะนำมาเสียบปลาใหญ่ตัวนี้
และเมื่อเจ้าตัวเล็กหาไม้มาได้เด็กหญิงก็เดินย้อนมาทางปลาผู้เคระห์ร้ายอีกครั้งก่อนที่เธอจะใช้ไม้ในมือแทงเข้าไปในปากของตัวปลาทะลุจนถึงหาง
‘ถ้ามีเกลือนะเยี่ยมเลย แต่ก็… โอ้ย! เจ็บ ๆ นี่มันอะไรอ่ะดูคุ้น ๆ แหะ’ เจ้าตัวเล็กคิดขึ้นอีกครั้งเมื่อได้หยิบสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บหัวขึ้นมาดูมันเป็นถุงเกลือที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของเด็กหญิงนั่นเอง
“เฮ้ย! เกลือ” ฉินเซียวร้องตกใจก่อนที่จะปล่อยสิ่งที่อยู่ในมือหล่นลงพื้น พร้อมกับที่ตัวเธอได้นั่งจ้ำเบ้าลงกับพื้นด้วยความตื่นกลัวเนื่องจากเธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร
เด็กน้อยที่ก้นกระแทกพื้นได้ถัดตัวเองถอยหลังจากปลาและเกลือไปหลายช่วงตัวปากคอสั่นมองของสองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าด้วยความหวาดผวา ใบหน้าที่เหลืองอยู่นั่นยิ่งดูซีดเซียวลงไปอีก
รอบ ๆ ตัวของเด็กหญิงในตอนนี้ได้มีลมพัดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาทำให้กิ่งไม้เกิดการเสียดสีเป็นเสียงให้เจ้าตัวเล็กได้ยินดังแกร๊กกราก
ฉินเซียวพอได้สัมผัสลมเย็นที่พัดมาโอบไล้อย่างแผ่วเบาก็ทำให้จิตใจของตนได้ผ่อนคลายลงแม้ว่าบรรยากาศรอบด้านจะไร้ซึ่งสรรพเสียงใดก็ตาม
เธอจึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาของทั้งสองสิ่งอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามันเป็นเพียงเกลือกับปลาสดธรรมดาเด็กหญิงจึงได้แต่เกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ
อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่อันห่างไกลจากโลกมนุษย์ เทพแห่งดวงชะตากำลังหาของบางอย่างที่ไม่รู้ว่าได้ทำหายไปตอนไหนจนตำหนักของตนแทบจะดูไม่ได้ด้วยความระเกะระกะของสิ่งของมากมายที่กองอยู่รวมกัน
“มันหายไปไหนกัน ข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็นำมันมาส่องดวงชะตาของแม่หนูคนนั้นนี่นา คงไม่ใช่ว่า…แย่แล้ว!” เทพแห่งดวงชะตาบ่นพึมพัมก่อนร้องออกมาเสียงหลงไปถึงหน้าตำหนัก
“เจ้าเฒ่าแกเป็นอะไรไป ตะโกนซะเหมือนหมูถูกเชือดเกิดอะไรขึ้นอ้าวมีโจรผู้ร้ายมาปล้นตำหนักเจ้าเหรอ” เสียงนี้เป็นของเฒ่าจันทราที่มักจะมาเยี่ยมคู่หูของตนอยู่เสมอ
“คราวนี้ฉันตายแน่เจ้าแก่เรื่องนี้ยิ่งกว่ามีโจรปล้นตำหนักข้าเสียอีก” เจ้าของสถานที่โอด
“หมายความว่ายังไง” ผู้มาใหม่ถามพร้อมกางหูรอฟัง
“ข้าทำโป๊ยข่วยหายยังไงล่ะ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเรียกก็ไม่ตอบข้าว่าเจ้านั่นคงจะได้ไปผูกวิญญาณกับมนุษย์คนหนึ่งเข้าแล้ว” คนพูดกล่าวพร้อมสีหน้าแสดงความกลัดกลุ้ม
“นะ..นี่เรื่องใหญ่จริง ๆ นะเจ้านั่นมันซนจะตายเจ้าก็รู้หากไปอยู่กับคนไม่ดีหายนะได้บังเกิดแน่” เฒ่าจันทราเริ่มนั่งไม่ติดบ้างแล้วหากเจ้านั่นเกิดไปป่วนด้ายแดงของใครเข้าเรื่องยุ่งก็ต้องเข้ามาหาตนเช่นเดียวกัน
“เด็กคนนั้นนางเป็นคนดีอยู่หรอกแต่สิ่งที่ข้าเป็นห่วงก็เพราะนางจะตามเล่ห์เหลี่ยมเจ้านั่นไม่ทันต่างหากเล่า เอาเถอะอีกแค่ไม่กี่วันบนนี้เจ้านั่นก็คงจะกลับมา ตอนนี้สิ่งที่ข้าทำได้ก็คงจะต้องเอาใจช่วยแม่หนูคนนั้นแค่นั่นแหละ” เทพแห่งดวงชะตากล่าวอย่างปลดปลง
โดยที่ท่านยังไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยที่ตนกำลังเป็นห่วงกำลังลิ้มรสปลาย่างเกลืออย่างเอร็ดอร่อยเนื่องจากได้คลายความกลัวลงไปแล้วจากท้องที่ร้องครวญครางอยู่ก็ได้ถูกเติมเต็มจนอิ่ม
ฝากเอ็นดูน้องและโป๊ยข่วยด้วยนะเจ้าคะ