เกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Transn IOL Technology Co., Ltd
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Company Limited
ประพันธ์โดย : 司马锐儿
แปลและเรียบเรียงโดย : กนต์สินี ดลพัฒนวัฒน์
พิสูจน์อักษร :สุกัญญา กล้าหาญ
บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง
ผู้สืบทอดทางการแพทย์ข้ามมิติมาเป็นสาวชาวนาในสมัยโบราณตัวเล็กๆ
นางมีพี่ชายที่เป็นง่อย และน้องชายที่ป่วย มารดาที่ไม่กล้าสู้คน บิดาที่หายหน้า
ครอบครัวก็ยากจน แม้แต่ไข่ใบเดียวก็คือของล้ำค่า
ทว่า… โชคดีที่นางมีช่องว่างแห่งทวยเทพและมันสมองที่เหนือกว่าผู้ใด
ชาตินี้นางจะร่ำรวยจนทำให้พวกท่านแม่นับเงินจนมือเป็นตะคริวเอง!
"ขอเพียงแค่เจ้าอยากได้ ข้าก็จะช่วยเจ้าหามาให้ได้ทั้งสิ้น”
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
บทที่ 1 เกิดใหม่
เกล็ดเหมันต์สีเงินโปรยปรายจากฟากฟ้าแตะสัมผัสลงบนฝ่ามือ เพียงชั่วครู่ก็ละลายหายไป หลิงมู่เอ๋อร์ทอดมองแนวเทือกเขาที่ไกลออกไปอันปกคลุมด้วยสีเงินของหิมะ สามารถมองเห็นกิ่งก้านต้นไม้บางส่วนได้อย่างรางเลือน ทว่าหลังจากนั้นในไม่นาน แม้แต่สีของมันก็ยังถูกปกคลุมไว้จนมิด เหลือไว้แต่เพียงสีขาวโพลน หิมะรอบนี้ตกมาตลอดทั้งเดือนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
หลิงมู่เอ๋อร์ห่อร่างกายด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะนัยน์ตาอันลุ่มลึกเต็มไปด้วยความสับสน
สองวันแล้ว ในที่สุดก็สามารถยอมรับความจริงได้ นางจากผู้สืบทอดทางการแพทย์แผนโบราณในยุคปัจจุบันกลายมาเป็นสาวชาวนาในสมัยโบราณ ครอบครัวนี้ยากจนข้นแค้น มีพ่อแม่และพี่ชายขาพิการ มีน้องชายไม่ชอบพูดอีกหนึ่งคน เหมันตฤดูอันแสบเหน็บหนาว ที่บ้านไม่มีอาหารเหลืออยู่ ครอบครัวของพวกเขาหิวมาสามสี่วันแล้ว
ควรจะพูดว่า ในครอบครัวที่ยากจนนี้ เจ้าของร่างเดิมไม่เคยได้อิ่มท้อง คราวนี้พวกเขาขาดเสบียงอาหารมาสามสี่วันแล้วอย่างแท้จริง
สามปีที่แล้ว พี่ชายหลิงจื่อเซวียนหกล้มจนขาได้รับบาดเจ็บขณะตามไปทำงานกับท่านพ่อ ท่านพ่อท่านแม่เจ็บปวดใจยิ่ง คิดหาวิธีรักษาเขาอย่างเต็มที่ ทว่าในตอนนั้นยังไม่ได้แยกบ้าน ยังอาศัยอยู่กับท่านลุงใหญ่ ท่านลุงสอง ท่านอาเล็กและท่านปู่ท่านย่า เงินที่แต่ก่อนหามาได้ล้วนอยู่ในมือของท่านปู่ท่านย่า ท่านปู่กับท่านย่าไม่อยากใช้เงินรักษาขาของพี่ใหญ่ จึงจัดการให้พวกเขาแยกบ้านออกไปทันที
หลังจากที่แยกบ้าน ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ได้รับสิ่งของอะไรมากมาย ท่านพ่อท่านแม่เป็นคนซื่อสัตย์ ได้รับส่วนแบ่งเป็นที่นาระดับกลางสองหมู่และที่นาระดับต่ำสองหมู่ พวกเขาทำการบุกเบิกพื้นที่รกร้างหนึ่งผืนปลูกพืชผักด้วยตัวเอง ย้ายไปอาศัยอยู่เรือนสภาพทรุดโทรมที่เชิงเขา ท่านพ่อเข้าไปทำงานในเมือง แต่ละเดือนหาเงินได้สองร้อยกว่าอีแปะ เงินสองร้อยกว่าอีแปะนี้เป็นเงินที่ใช้จุนเจือทั้งครอบครัว ทว่าเนื่องจากครึ่งเดือนก่อนหิมะตกลงมาอย่างหนักไม่หยุดหย่อน ถนนหนทางบนภูเขาถล่มลงมา ท่านพ่อไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ ทั้งครอบครัวของพวกเขาจึงไม่มีอาหารกิน สภาพอากาศเช่นนี้ แม้แต่ในภูเขาก็ล้วนไม่มีอาหารเหลือ พวกเขานอกจากจะต้องอดทนหิวแล้วยังจะสามารถทำอันใดได้อีก?
“มู่เอ๋อร์…”น้ำเสียงอ่อนแรงดังขึ้นจากด้านนอก
หลิงมู่เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมอง เห็นแต่สตรีหนึ่งนางที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางๆ เดินมาจากระยะไกล สตรีนางนั้นสวมใส่เสื้อผ้าฤดูร้อนทั้งยังมีรูชำรุดหลายจุด นางเดินอยู่บนพื้นหิมะด้วยเท้าเปล่าทั้งสองข้าง เท้าสองข้างที่เดินอยู่บนหิมะนั้น เย็นจนบวมขึ้นมา ขณะนี้หิมะยังคงตกหนักอยู่ นางทั้งไม่มีสิ่งใดมากำบัง ออกจากบ้านไปหนึ่งรอบท่ามกลางลมหิมะแรง เส้นผมของนางเปียกชุ่ม ริมฝีปากหนาวเย็นจนกลายเป็นสีเขียว
นี่คือมารดาเจ้าของร่างนี้นามว่า หยางซื่อ
หยางซื่ออายุสามสิบกว่าปี ถ้าหากเป็นยุคปัจจุบัน นางอยู่ในวัยเจริญพันธุ์พอดี แต่ในเวลานี้เส้นผมของหยางซื่อขาวราวกับสีดอกเลา ใบหน้าซีดเซียว สีหน้าไม่เพียงแต่เหลืองซีดเท่านั้น กลับมีริ้วรอยอีกมากมาย นี่คือหญิงอายุสามสิบกว่าปีที่ใดกัน? นางคล้ายกับหญิงวัยกลางคนอายุสี่สิบห้าสิบโดยแท้จริง
หยางซื่อหิวมาหลายวันแล้ว นางเดินโคลงเคลงไปมา กอปรกับอากาศที่หนาวเหน็บ นางเดินออกจากบ้านด้วยสภาพที่เสื้อผ้าเนื้อบางเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าร่างกายอ่อนแอ อาจจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
หลิงมู่เอ๋อร์วิ่งออกไป พยุงร่างของมารดาที่กำลังจะล้มลง หญิงสาวมองนางอย่างกลัดกลุ้ม “ท่านเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ?”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปเหยียบในหิมะ รองเท้าฟางใต้ฝ่าเท้าพลันเปียกชุ่ม กระแสความหนาวเย็นยะเยือกจากฝ่าเท้าแล่นเข้าสู่ร่างกาย ทันใดนั้นนางก็หนาวจนตัวสั่น เมื่อครู่นางหลบตัวอยู่ภายในห้อง รู้สึกหนาวจนคิดอันใดไม่ออก ตอนนี้นางเพิ่งจะเข้าใจว่า เมื่อเทียบกับหยางซื่อ นางถือว่าโชคดีมากแล้วที่สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องได้ หยางซื่อนั้นเพื่อลูกลูกของตนเอง นางไปขอร้องบ้านเรือนทั่วทุกแห่งหน คนในหมู่บ้านพบเห็นนางล้วนต่างปิดประตูใส่ วันนี้ไม่รู้ว่าจะได้อะไรหรือไม่ ถ้าหากไม่มี หญิงสาวก็จะบอกนางว่าไม่ต้องออกไปอีกแล้ว ในตอนนี้นางคือหลิงมู่เอ๋อร์ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวนี้ นางจะคิดหาวิธีจัดการให้เอง
หยางซื่อแย้มยิ้มอย่างขมขื่นให้กับหลิงมู่เอ๋อร์ นางคลายฝ่ามือ ไข่ไก่อุ่นๆ หนึ่งใบนอนอยู่บนนั้น
“มู่เอ๋อร์ ในนี้มีไข่ไก่อยู่หนึ่งใบ เป็นป้าสะใภ้ของเจ้าแอบให้ข้ามา เจ้ารีบเอาไปทำน้ำแกงไข่เถิด เจ้ากับพี่ชายและน้องชายแบ่งกันทานคนละนิด วันนี้ก็จะไม่หิวแล้ว” หยางซื่อกล่าวเสียงอ่อนระโหยโรยแรง ร่างของนางพลันล้มลงหงายหลัง ดวงตาปิดสนิท แขนร่วงลงสู่พื้นทันที เห็นไข่ไก่อันล้ำค่านั้นกำลังจะตกลงไปในพื้นหิมะ
หญิงสาวรีบร้อนรับแขนของนางเอาไว้ คว้าไข่ใบนั้นที่ได้มาอย่างยากเย็น เมื่อไข่ตกลงอยู่ในมือของนาง ความรู้สึกภายในใจพลันรู้สึกหนักอึ้งเป็นพิเศษ
หลิงมู่เอ๋อร์ทอดมองสตรีอ่อนแอผู้นี้ มีความรู้สึกเจ็บที่หน้าอก แสบจมูกเป็นอย่างยิ่ง นางไม่รู้ว่านี่เป็นความรู้สึกที่เจ้าของร่างเดิมหลงเหลือเอาไว้หรือไม่ หรือเป็นความรู้สึกของตัวนางเอง
เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กที่โง่เขลา เมื่อคราวก่อนที่บ้านมีอาหารเหลืออยู่ไม่มากนัก นางแบ่งอาหารส่วนนั้นของตนเองมอบให้กับน้องชายของนางกิน นางจึงทั้งหิวทั้งหนาวจนสิ้นใจในที่สุด ทว่าทั้งหมดนี้ ครอบครัวของนางล้วนไม่ทราบ สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ยิ่งกว่านั้นคือหลังจากนางตายไปแล้ว ได้มีวิญญาณจากอีกโลกหนึ่งเข้าครอบครองร่างนี้แทน
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ หรือเป็นเพราะว่าพวกเขามีชื่อที่เหมือนกัน?
ในโลกก่อน นางเป็นทายาทของตระกูลแพทย์แผนโบราณ เมื่ออายุได้ห้าปี ในพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้า นางถูกแหวนวิเศษประจำตระกูลยอมรับเป็นเจ้าของ ดังนั้นนางจึงถูกผู้อาวุโสของตระกูลรับไปอบรมเลี้ยงดูอย่างลับๆ ครั้นเมื่อกลับถึงบ้านอีกครั้ง นางก็เป็นเด็กหญิงอายุสิบห้าปีแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ของนางให้กำเนิดลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวอีกหนึ่งคน ปฏิบัติต่อพวกเขาเปรียบเสมือนไข่มุกเสมือนหยก แต่สำหรับนาง ในสายตาของพวกเขากลับมีความเคารพนบนอบ มีความเกรงกลัว ทว่าหาได้มีความรักความผูกพันไม่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางก็ไม่เคยกลับบ้านอีกเลย
ในโลกนี้ นางรู้สึกว่าได้รับความรักในฐานะหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง
ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง หิวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ ไม่ง่ายเลยกว่าจะแบกหยางซื่อกลับเข้ามาในห้องได้
หยางซื่อเปียกโชกไปทั้งร่าง จำต้องถอดเสื้อผ้าของนางออกทั้งหมดอย่างช่วยไม่ได้ แล้วห่อนางไว้ในผ้าห่ม แท้จริงแล้วผ้าห่มเหล่านั้นเป็นผ้าห่มที่ทำขึ้นมาจากเสื้อผ้าเก่าที่ขาดจนสวมใส่อีกต่อไปไม่ได้
เส้นผมของนางก็เปียกชื้นด้วยเช่นกัน ถ้าปล่อยให้นอนเช่นนี้ต่อไป จะต้องป่วยเป็นแน่ หลิงมู่เอ๋อร์หาผ้าเช็ดตัวขาดๆ หนึ่งผืนม้วนผมให้นางไว้ แม้ว่าทำเช่นนั้น ร่างกายทุกส่วนของนางก็ยังเย็นราวกับน้ำแข็งไม่ได้ช่วยให้อบอุ่นขึ้นมาเลยสักนิด
ไข่ใบนั้นยังคงวางไว้อยู่บนโต๊ะ ในห้องข้างๆ มีเด็กชายหนึ่งคนนอนซมด้วยพิษไข้ นั่นก็คือน้องชายของเจ้าของร่างนี้ เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุสิบปี เนื่องจากบนใบหน้ามีรอยปานติดอยู่ จึงมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นานวันผันผ่าน ถึงได้แปรเปลี่ยนเป็นเด็กที่เป็นโรคปิดกั้นตนเอง นางเป็นห่วงหยางซื่อ แต่เด็กคนนั้นนางก็ไม่สามารถวางใจได้เช่นกัน ดังนั้น ควรจัดการกับไข่ใบนี้เสียก่อน ให้เด็กนั่นกินแล้วค่อยกลับมาดูแลหยางซื่อ!
หลิงมู่เอ๋อร์เดินผ่านไป หยิบไข่ไก่ใบนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง นางรู้ซึ้งว่าสิ่งที่นางถืออยู่ในมือไม่ใช่เพียงไข่ไก่ หากเป็นชีวิตของคนทั้งครอบครัว
ปังปัง! เสียงเคาะประตูดังจากด้านนอก คนผู้นั้นกระทำการอย่างบุ่มบ่าม ทั้งเคาะทั้งถีบ ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น "เปิดประตู! ให้นังผู้หญิงน่าตายผู้นั้นออกมา"
เรือนทรุดโทรมหลังนี้เหมือนจะพังลงได้ทุกเมื่อ ที่สามารถทนมาได้จนถึงตอนนี้ถือว่าสวรรค์มีเมตตามากแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเคาะประตูอยู่ด้านนอก แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด คนเช่นนี้ล้วนทำให้ผู้คนเกลียดชัง
นางถือไข่ไก่อยู่ กำลังคิดจะออกไปดู คนผู้นั้นก็ถีบประตูเปิดเข้ามา เสียงดังตึง ประตูพลันล้มลงมาทันที
ตอนนี้ในบ้านมีเพียงนาง หยางซื่อ และน้องชายที่ยังไม่ตื่น หลิงจื่ออวี้
พี่ชายของนางหลิงจื่อเซวียนเห็นว่าคนในครอบครัวไม่อาจรับมือกับภัยหนาวได้ เดินกะเผลกไปที่หมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อดูว่าจะขอยืมข้าวสารจากสหายที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในวันวานได้หรือไม่ สหายคนสนิทของเขาคนนั้นแต่งเป็นลูกเขยเข้าบ้านเจ้าสาว เล่ากันว่าคนในครอบครัวนั้นค่อนข้างร่ำรวย ไปคราวนี้ หายไปประมาณสองสามชั่วยามได้แล้วยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหายืมข้าวสารไม่ได้หรือว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นระหว่างทางหรือไม่ นางหวังว่ามันคงจะเป็นอย่างแรก ถ้าหากว่าเป็นอย่างหลัง จิตใจของหยางซื่อคงจะหมดอาลัยตายอยากแล้ว
หลิงมู่เอ๋อร์เกรงว่าเสียงที่ดังขึ้นนี้จะรบกวนจนปลุกหยางซื่อที่อ่อนล้าทั้งยังมีหลิงจื่ออวี้ที่ป่วยหนัก นางขมวดคิ้วแล้วเดินออกไปขวางสตรีนางนั้นที่กำลังจะพุ่งเข้ามาทางประตู
สตรีนางนั้นสวมใส่เสื้อผ้าหนาชั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เสื้อที่ทำจากผ้าฝ้าย แต่ก็เป็นเสื้อผ้าที่ประกอบขึ้นด้วยเสื้อผ้าหลายชั้น เมื่อเทียบกับหยางซื่อแล้ว สีหน้าของคนผู้นี้ดีกว่ามาก และดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
นางมีดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่หนึ่ง มองแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความดุร้าย ถึงแม้ว่าอายุไม่น้อยแล้ว แต่มองแล้วย่อมรู้ว่าได้รับการบำรุงที่ดีกว่าหยางซื่อมาก
คนผู้นี้คือท่านย่าของนาง มีอายุห้าสิบแปดปีแล้ว แต่หวังซื่อยังดูอายุน้อยกว่าหยางซื่อที่อายุสามสิบหกปีเสียอีก
“นังหญิงชั่วไร้ยางอาย แม่ของเจ้าคนนั้นไปไหนเสียแล้ว? ” ตั้งแต่หวังซื่อเปิดปากก็ก่นด่าต่อหน้าหลิงมู่เอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง “อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าทำเรื่องงามหน้าอันใด แม่เจ้ากล้าขโมยไข่ของข้าไป อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ไก่หยุดออกไข่ไปนานแล้ว ไข่เหล่านั้นเป็นของเมื่อก่อนที่ออกทิ้งไว้ มีทั้งหมดสิบสองใบ แม่ของเจ้าขโมยไปหนึ่ง คิดว่ายายแก่อย่างข้าจะหลอกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ในเวลานี้ไข่อยู่ในมือของหลิงมู่เอ๋อร์
หลิงมู่เอ๋อร์กุมไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แม่ของข้าไม่มีทางขโมยไข่ ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีไข่อยู่ในมือ แต่ก็ไม่ได้ขโมย ท่านพูดจบแล้วใช่หรือไม่ หากจบแล้วก็เชิญออกไปเสียเถิด ท่านเสียงดังเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ดวงตาของหวังซื่อฉายแววประหลาดใจ นางได้สติกลับมาหยิบไม้กวาดด้านข้างแกว่งไปทางหลิงมู่เอ๋อร์ ทุบตีไปพลางตะโกนไปพลาง “เจ้าคนเลวทรามต่ำช้าคนนี้ เป็นเพียงของชดเชย [1] กล้าดีอย่างไรมาเถียงกับย่าของเจ้าเช่นนี้ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ของชดเชยเช่นเจ้า จะอีกกี่ชาติก็ไม่มีอันจะกิน ริอาจหาญมาขโมยของของข้าไป สิ่งของของข้าเป็นสิ่งที่คนชั้นต่ำเช่นพวกเจ้าจะสามารถกินได้หรือ? แม่เจ้าเป็นคนไม่เจียมตัว เจ้ามันก็เลวทรามต่ำช้า คนต่ำช้าย่อมให้กำเนิดแต่สิ่งของต่ำช้า”
ร่างกายหลิงมู่เอ๋อร์อ่อนแอเกินไป คิดอยากที่จะเคลื่อนหลบก็ยากแล้ว ด้วยความสามารถก่อนหน้านี้ของนาง สตรีเช่นนี้มาหนึ่งคน ตีหนึ่งคน มาหนึ่งคู่ ตีหนึ่งคู่ แต่ว่าร่างกายนี้ทั้งหิวและหนาวเกินไป หนาวจนตัวจะแข็งในไม่ช้า
ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แรงโต้ตอบก็ไม่มี เดิมทีร่างกายนั้นหนักอึ้งอยู่แล้วยังถูกทุบตีจนได้แผลทั่วร่าง หวังซื่อคล้ายกับคนเสียสติจะทุบตีนางให้ตายเพื่อไข่หนึ่งใบ
หลิงมู่เอ๋อร์ถูกทุบตีอยู่หลายครั้ง ร่างกายของนางเจ็บจนทนไม่ไหว นางหรี่ตาลง เหยียดขาไปขัดขาของหวังซื่อ
เท้าหวังซื่อสะดุดซวนเซ ร่างอ้วนท้วนของนางทรุดลง เสียงดังโครม กระทั่งพื้นดินยังสั่นสะเทือน
ในห้องไม่มีหิมะ ครั้งนี้เป็นการหกล้มจริงเจ็บจริง จมูกของหวังซื่อกระแทกกับพื้นขรุขระ ครู่เดียวเลือดก็ไหลไปทั่ว พื้นดินต่างเต็มไปด้วยคราบเลือดราวกับดอกเหมยก็มิปาน ถึงอย่างไรนางก็อายุมากแล้ว การล้มในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เบา ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตอบสนองกลับมาได้ นางรู้สึกว่าเจ็บจมูกเป็นอย่างยิ่ง เอื้อมมือออกไปสัมผัส เห็นเลือดสีแดงฉานเต็มมือ สักพักจึงร้องเสียงดังทันที “กรี๊ด เลือด… "
หลิงมู่เอ๋อร์ลูบแขนของนาง หวังซื่อลงมืออย่างโหดเหี้ยมเกินไป เดิมทีร่างของนางซูบผอมไม่มีเนื้อหนัง เมื่อถูกตีในการต่อสู้ครั้งนี้ ล้วนเจ็บไปถึงกระดูก
หวังซื่อค่อยๆ ลุกขึ้น ใช้นิ้วเปื้อนเลือดชี้ไปที่หลิงมู่เอ๋อร์ กล่าวอย่างบันดาลโทสะ "เจ้าของชดเชย วันนี้ข้าจะต้องตีเจ้าให้ตายให้ได้"
“ท่านกำลังทำอันใด?” ทันทีที่หลิงจื่อเซวียนกลับมา เห็นน้องสาวแสนอ่อนแอของเขาถูกท่านย่าที่โหดร้ายชี้จมูกพร้อมก่นด่า เขาก็รีบวิ่งเหยาะๆ ด้วยขาที่พิการผิดรูปเข้ามา แย่งไม้กวาดจากหวังซื่อที่กำลังบ้าคลั่ง โยนมันลงบนพื้นอย่างรุนแรง “ท่านย่า หากน้องสาวทำอันใดผิดไป ข้าจะขอโทษแทนนางเอง นางอายุยังน้อย ไม่รู้ความ ท่านย่าอย่าถือสาหาความกับนางเลยขอรับ”
เมื่อหวังซื่อเห็นหลิงจื่อเซวียน ในใจบังเกิดความรู้สึกกลัวบางส่วน อย่าเห็นว่าหลิงจื่อเซวียนเป็นเพียงคนขาเป๋คนหนึ่ง ในสมัยนั้นเขาเป็นนายพรานฝีมือดี แม้ว่าตอนนี้ขาจะเป๋ไปแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นบุรุษวัยหนุ่มแน่น ด้านพละกำลังก็ยังแข็งแกร่งกว่าสตรีอยู่มาก ทว่า นางเป็นท่านย่าของเขา เขาก็คงไม่กล้าทำอันใด
“จือเซวียน วันนี้ย่ามาที่นี่เพื่อขอไข่คืนเพียงเท่านั้น ขอเพียงแค่พวกเจ้าคืนไข่ให้กับข้า ข้าก็จะไม่เอาเรื่องกับนังเด็กสารเลวคนนี้” หวังซื่อถลึงตาใส่หลิงมู่เอ๋อร์อย่างเดือดดาล
“มู่เอ๋อร์ ให้นาง” หลิงจื่อเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แม้ว่าครอบครัวของเราจะอดตายกันหมด ก็จะไม่ยอมกินของส่งเดช ของบางอย่างเมื่อกินเข้าไป หากไม่ใช่ของที่ดี อดตายดีกว่าต้องทุกข์ทรมานใจ”
ด้วยนิสัยของหลิงมู่เอ๋อร์ นางย่อมไม่หวงแหนไข่นี้อย่างแน่นอน ทว่าไข่นี้เป็นไข่ที่หยางซื่อนำกลับมาด้วยความยากลำบากและบอกว่าเป็นป้าสะใภ้ใหญ่ที่ให้มา เหตุใดถึงได้กลายเป็นของของหญิงชราผู้นี้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้?
ทว่าหลิงจื่อเซวียนพูดถูก เพื่อไข่เพียงหนึ่งใบ ต้องถูกท่านย่าดูถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้ ไข่แบบนี้ถึงแม้ว่าจะกินเข้าไปในท้อง ก็เกรงว่าอาหารคงจะไม่ย่อย
“ท่านจงถือมันให้ดี อย่าได้หกล้มเป็นอันขาด มิเช่นนั้นการเดินฝ่าหิมะตกหนักมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อไข่หนึ่งใบ เกรงจะเป็นการสูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุนะเจ้าคะ” หลิงมู่เอ๋อร์ยัดไข่ใส่ในมือของหญิงชรา แล้วพูดอย่างเย็นชา
เชิงอรรถ
[1] ของชดเชย หมายถึง คำที่ใช้ดูถูกผู้หญิงในสมัยอดีตเนื่องจากครอบครัวของฝ่ายหญิงต้องเตรียมมอบสินเดิมเจ้าสาวเมื่อออกเรือน
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
บทที่ 2 ตกแตก
หวังซื่อได้ไข่มาย่อมรู้สึกลำพองใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าที่หลิงมู่เอ๋อร์อกตัญญูต่อนาง ทั้งเป็นต้นเหตุของอาการบาดเจ็บที่จมูก บัญชีแค้นนี้ยากปล่อยผ่านไปได้ นางกวาดสายตาไปรอบบริเวณ ครอบครัวยากจนไม่มีผักแม้แต่ใบเดียว ในใจพลันรู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาทันใด นางกล่าวด้วยเสียงฮึดฮัด "พวกไร้ประโยชน์ แม้แต่ไข่สักใบยังไม่มีปัญญาจะกิน พวกเจ้าสมควรอดตาย"
หวังซื่อหยิบไข่และสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไปทางประตู นางเดินไปพลางก่นด่าไปพลาง "สตรีหน้าเหม็นผู้นั้นสมควรฆ่าให้ตายด้วยดาบพันเล่ม กล้าที่จะขโมยไข่ของข้ามาเป็นของตนเอง กลับไปจะต้องจัดการนาง"
หลิงมู่เอ๋อร์ทอดมองแผ่นหลังของหวังซื่อที่เดินจากไป นางล้วนไม่พึงใจต่อผลลัพธ์ในครั้งนี้ ตัดสินใจสะกดรอยตามอยู่ด้านหลังด้วยความระมัดระวังสูงสุด สังเกตหยางซื่อจนนางเดินออกจากลานบ้าน หลิงมู่เอ๋อร์หยิบก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้นขึ้นมา เล็งไปที่ขาของหวังซื่อพลันซัดออกไปแม้จะมีเรี่ยวแรงเหลือน้อยนิด
โครม! หวังซื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นขา ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้น
สิ่งของที่ในมือลื่นไถล เสียงดังโป๊ะหนึ่งเสียง ไข่ไก่ใบนั้นแตกละเอียดเละ หวังซื่อเงยศีรษะขึ้นอย่างช้าๆ ยามเห็นไข่ใบนั้นแตกไปกลางทางเช่นนี้ จึงตะโกนอย่างโกรธเคืองทันที “อา! สมควรตายนัก ข้าเดินฝ่าหิมะที่ตกหนักมานานถึงขนาดนั้น ก็เพื่อไข่ใบนี้ กล้าทำของของข้าแตกหรือ”
นางหยัดกายขึ้น หันขวับไปทางหลิงมู่เอ๋อร์อย่างเดือดดาล ชำเลืองตามองนาง ตั้งท่าจะโวยวายอีกครั้ง หลิงมู่เอ๋อร์จ้องนางกลับด้วยสายตาเย็นเยียบ หวังซื่อเกิดความรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาในใจสงบปากลงในฉับพลัน
“ท่านย่า ข้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ เดินทางจะต้องระวังเป็นอย่างมาก ข้างนอกตอนนี้ลื่นนัก! ท่านไม่ทันระวัง หกล้มบนพื้นย่อมเป็นเรื่องเล็ก แต่ไข่ที่ท่านมาเพื่อทวงกลับไปอย่างยากลำบากแตกแล้วนี่สิเป็นเรื่องใหญ่ ดูเอาเถิด! ข้ากล่าวถูกใช่หรือไม่? ดังนั้น คนเราทำสิ่งใด ฟ้าดินรู้เห็น สวรรค์มีตา ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะลงโทษพวกคนชั่วเหล่านั้น” หลิงมู่เอ๋อร์ยิ้มเหยียดอย่างดูแคลน
“นังเด็กสารเลว อย่าได้ใจให้มากนัก ไข่ตกแล้วก็ตกไป ต่อให้ตกแตกก็ไม่ให้คนชั้นต่ำเช่นเจ้ากิน” หวังซื่อพูดไปพลาง หมอบลงกับพื้นไปพลาง กอบเอาไข่พร้อมทั้งหิมะกินมันลงไป
หลิงมู่เอ๋อร์มองหวังซื่ออย่างเย็นเยียบ เห็นนางกินไข่จนหมดด้วยความลำพองใจแล้วเดินจากไปอย่างวางก้าม
หลิงจื่อเซวียนตบที่ไหล่ของนาง กล่าวอย่างสำนึกผิด “พี่ชายไร้ประโยชน์ หากไม่ใช่เพราะพี่ชายคอยเป็นภาระพวกเจ้า ก็คงจะไม่ถึงขนาดไม่มีอันจะกินเช่นนี้”
หลิงมู่เอ๋อร์เห็นว่าเขากลับมามือเปล่า ย่อมรู้ผลแล้ว ไม่ว่าจะสภาพสังคมใดต่างก็เป็นเช่นนี้ เพิ่มลวดลายบนผ้าไหม [1] เป็นเรื่องง่าย ส่งถ่านให้กลางหิมะ [2] เป็นเรื่องยาก
“ไม่ใช่ความผิดท่านเจ้าค่ะ” หลิงมู่เอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา “ตัวของท่านเปียกไปทั้งตัว รีบทำให้เสื้อผ้าแห้งโดยเร็วเข้าเถิด ข้าจะดูแลท่านแม่และน้องชาย น้องชายยังเป็นไข้อยู่ ท่านแม่ก็เหนื่อยล้าจนล้มไป"
หยางซื่อล้มไปครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นได้อีกหรือไม่ นางล้มลงไป เหนื่อยล้าเป็นเรื่องหนึ่ง สำคัญที่สุดคือทั้งหิวและทั้งหนาว นางต้องรีบไปหาอาหารให้พวกเขากินเพื่อประทังชีวิต
หลิงจื่อเซวียนตระหนักว่าเขาไม่สามารถป่วยได้อีก แม้ว่าเขาจะพิการ แต่เขาคือบุรุษที่คอยเลี้ยงดูครอบครัวนี้ เขาลูบผมของหลิงมู่เอ๋อร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตกลง"
หลิงมู่เอ๋อร์ไปสังเกตอาการของหลิงจื่ออวี้ ไข้ของหลิงจื่ออวี้ไม่ลดลง ยังนับว่าโชคดีที่เป็นไข้ต่ำๆ ครอบครัวนี้ไม่มีเงินสักอีแปะเดียวที่จะเชิญหมอให้เขา นางซึ่งเป็นแพทย์ถึงต้องหาทางช่วยเหลือเขาด้วยตนเอง
หลิงจื่อเซวียนกลับมาแล้ว ในบ้านมีคนคอยดูแล นางเกิดความคิดที่จะออกไปข้างนอกหาดูว่ามีอะไรที่สามารถกินได้บ้าง ด้านข้างคือภูเขาใหญ่หนึ่งลูก ในวันที่หิมะตกหนัก สัตว์เหล่านั้นก็จำศีลเช่นกัน ถ้าหากว่านางโชคดี บังเอิญพบสัตว์ตัวน้อยที่หิวโหย ไม่แน่อาจจะช่วยให้ครอบครัวนี้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ขณะเดียวกันก็มองหาสมุนไพรที่สามารถรักษาหลิงจื่ออวี้ได้ด้วย
หลิงมู่เอ๋อร์มองลึกเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กที่สภาพใกล้พังเต็มที ความทรงจำแล่นผ่านทับซ้อนกับทัศนียภาพเบื้องหน้า ในหัวของนางปรากฏภาพที่หยางซื่อพูดก่อนจะหมดสติ
ไม่เคยมีใครดีกับนางเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่เด็กจนโต ผู้อาวุโสต่างเข้มงวด เพียงเพื่อฝึกฝนนางให้เป็นผู้สืบทอด ในสายตาของท่านพ่อท่านแม่ ตั้งแต่นางอายุได้ห้าปีนั้นก็ได้ "ตาย" ไปแล้ว สิ่งที่หยางซื่อรักใคร่ที่สุดคือลูกของตนเอง คือหลิงมู่เอ๋อร์ที่โง่เขลาผู้นั้น หากหญิงสาวรับรู้ถึงความรักที่มารดามีต่อลูกของนาง เพื่อสิ่งนี้ นางจะต้องทำให้หยางซื่อตื่นขึ้นมาให้จงได้
เมื่อหลิงจื่อเซวียนออกมาจากการตากผ้า ในบ้านก็ไม่เห็นเงาของร่างหลิงมู่เอ๋อร์แล้ว ในใจเกิดเป็นความกังวล กล่าวกับตนเอง “เจ้าเด็กคนนี้ไปไหนเสียแล้ว หรือว่าจะไปหาซิ่วเอ๋อร์แล้ว?”
ประตูถูกหวังซื่อทุบเสียหาย ลมหนาวพัดเข้ามา บ้านที่ชำรุดทรุดโทรมยิ่งไม่สามารถบังลมหิมะได้ หลิงจื่อเซวียนห่อตัวด้วยเสื้อผ้าชิ้นบาง ยกประตูขึ้น คิดหาวิธีซ่อมมันให้เรียบร้อย
ในเวลานี้ หลิงมู่เอ๋อร์ปีนขึ้นภูเขาท่ามกลางลมหิมะ นางหิวมาหลายวันแล้ว ร่างกายทั้งอ่อนแอลงอีก ทั้งลมและหิมะที่กำลังตกล้วนเป็นอุปสรรคใหญ่ นางเดินไม่กี่ก้าวฝีเท้าจำต้องหยุดชะงักงันลง ท่ามกลางลมหนาว เรือนกายของนางพลันสั่นสะท้าน
สีเงินส่องประกายเข้าสู่ดวงตา เหมันตฤดู เช่นนี้ คิดอยากหาของกินก็ยากเย็นแสนเข็ญ นางต้องขุดหิมะเหล่านั้นออกถึงจะมองเห็นสีเขียวเพียงเล็กน้อย
เมื่อก่อนทางตระกูลให้นางใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญชนอยู่ในภูเขาเป็นเวลาครึ่งปี นางล่วงรู้ทุกอย่างที่อยู่บนภูเขา เพียงแต่ฤดูกาลนั้นเป็นช่วงคิมหันต์หาได้ใช่ฤดูเหมันต์ไม่ เหมันตฤดูนี้ ผนวกกับการแต่งกายยามนี้ มันเป็นเรื่องยากสำหรับนางจริงๆ
“นี่เป็นกับดักของผู้ใด?” หลิงมู่เอ๋อร์เจอกับดักหนึ่งหลุม และกับดักหลุมนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ขอเพียงแค่มีสัตว์อยู่ก็จะตกลงไปในนั้นอย่างแน่นอน
นางหันมองไปรอบๆ พินิจดูทุกสิ่งอย่างละเอียดที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้คน นางไม่พบร่องรอยใดๆ กล่าวได้ว่า กับดักหลุมนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในวันนี้ เช่นนั้น ยังมีผู้ใดที่ต้องออกหาอาหารบนเขาเช่นนางอีก?
หลิงมู่เอ๋อร์เดินมาไกลลิบ ระหว่างเดินทางนางก็พบกับดักอยู่หลายหลุม มีคนชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ดักซุ่มอยู่ในที่ที่สัตว์ชอบออกมาเป็นประจำ แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา แม้ว่าภูเขาจะเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน มองไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง แต่จากประสบการณ์ของนางเอง นางพบเห็ดป่าไม่น้อย ทั้งยังพบสมุนไพรที่จะใช้รักษาหลิงจื่ออวี้ด้วย
ตอนออกมานางไม่ได้ถือสิ่งใดติดตัวมาด้วย ตอนนี้มีเพียงเถาวัลย์หนึ่งเส้นที่หาได้จากแถวนี้ นางนำของทุกอย่างที่นางหามาได้อย่างยากลำบากมัดรวมกัน แล้วจึงถือมันกลับบ้าน เดินได้ไม่กี่ก้าว ถึงเห็นกระต่ายหนึ่งตัวกระโดดผ่านมาทางนี้หัวใจที่ประดุจถูกแช่แข็งจนเย็นยะเยือกจากความหนาวพลันเต้นไม่เป็นระส่ำขึ้นมา สับเท้ารีบตามกระต่ายตัวนั้นไปในทันที เมื่อกระต่ายเห็นนาง มันวิ่งหนีไปอย่างตกใจกลัว หลิงมู่เอ๋อร์หมดเรี่ยวแรงไปนานแล้ว ไม่รู้เพราะว่าตื่นเต้นเกินไปที่ได้เจอกระต่ายหรือไม่ นางจึงสามารถรีดเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่มีไล่ตามกระต่ายต่อไปโดยไม่หยุดพัก นางครุ่นคิดอย่างมีความหวัง ขอเพียงแค่จับมันได้ ชีวิตของคนในครอบครัวก็จะรอด ถ้าหากไม่มีอาหารกินอีก คนในครอบครัวมีแต่ต้องอดตายอยู่ที่บ้าน
นางกระโจนออกไปเข้าโผกอดกระต่ายไว้แนบแน่น ในเวลานี้ หิมะใต้ร่างของหญิงสาวถล่มลงไปเบื้องล่าง ร่างของนางตกลงไปพร้อมกับกระต่ายในอ้อมแขนของนาง โครม! หลิงมู่เอ๋อร์หล่นไปในกับดักหลุมหนึ่ง
ในหลุมกับดักมีท่อนไม้ไผ่แหลมอยู่บางส่วน แขนของนางเสียดสีกับท่อนไม้ไผ่จนถลอกเป็นแผล โชคดีตอนที่นางตกลงไปเมื่อสักครู่ นางถีบไปที่กำแพงหลุมหนึ่งทีด้วยความตื่นตระหนก ทำให้ตนเองตกลงไปที่มุมของหลุมกับดัก ตรงมุมมีท่อนไม้ไผ่อยู่เพียงเล็กน้อย บริเวณตรงกลางมีท่อนไม้ไผ่อยู่มากสุด ถ้าหากนางตกลงไปตรงกลางโดยตรง เกรงว่าหากไม่ตายก็คงจะโดนเสียบจนกลายเป็นตะแกรงก็มิปาน
กระต่ายหลุดจากมือของนาง นางรีบคว้าหูมันไว้ไม่ยอมปล่อย กระต่ายตัวนี้ผอมมาก เกรงว่าจะหิวมานานแล้ว ทว่านี่เป็นอาหารของครอบครัวพวกเขา จะไม่ยอมปล่อยมันไปเด็ดขาด
นางแหงนศีรษะขึ้นมองไปด้านบน กับดักสูงเป็นอย่างมาก คนที่ทำกับดักก็คงจะมีรูปร่างที่สูงเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะปีนขึ้นไปได้อย่างไร? ทว่าร่างกายนี้เตี้ยนัก ความสูงเพียงแค่หนึ่งร้อยหกสิบหมี่เท่านั้น
ปีนขึ้นไปไม่ได้
ลมหิมะไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ถ้าหากนางติดอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน เป็นเวลาสองชั่วยามยังออกไปไม่ได้ก็คงจบสิ้นแล้ว หนาวเหน็บ หิวโหย ทั้งยังจมกองหิมะอีก หรือว่าการทะลุมิติจะจบลงแล้ว?
ฟุบ! ฟุบ! มีคนเดินมาทางนี้
หลิงมู่เอ๋อร์ได้ยินเสียง จึงตะโกนเสียงดัง “มีผู้ใดอยู่หรือไม่?”
เสียงฝีเท้าหยุดลง แล้วเร่งจังหวะขึ้น
มีใบหน้าหนึ่งยื่นเข้ามา พินิจมองไปที่หลิงมู่เอ๋อร์ในหลุม ดวงตาที่เย็นชาคู่หนึ่งฉายแววประหลาดใจอยู่ชั่วขณะ
หลิงมู่เอ๋อร์ประสานสายตาเข้ากับบุรุษผมเผ้ารุงรังผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นมีลักษณะใบหน้าประดุจคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน นัยน์ตาดูเย็นชาและดุร้าย เขาเม้มริมฝีปากแน่น ขมวดคิ้วมองนาง
ในสายตาของบุรุษผู้นั้นที่อยู่ตรงข้าม นั่นก็คือซั่งกวนเซ่าเฉิน สตรีตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับกระต่ายตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของนาง
ร่างกายที่ผอมบางนั้นสวมเสื้อผ้าเนื้อเบา ฤดูกาลที่เหน็บหนาว ถ้าหากไม่ถูกบีบบังคับจนไร้หนทาง เกรงว่าคงไม่กล้าที่จะออกจากบ้านไปทั้งอย่างนี้ นางกอดกระต่ายตัวน้อยหดตัวอยู่ในมุมแล้วตัวสั่นไม่หยุด ริมฝีปากมีสีเขียว บนใบหน้าอันเหลืองซีดฉายแววไม่ยอมอ่อนข้อและดื้อรั้นไว้
“นี่คือกับดักหลุมที่ท่านขุดใช่หรือไม่?” หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวพลางมองบุรุษผู้ไม่ยอมพูดผู้นั้น “ท่านดึงข้าขึ้นไปได้หรือไม่?”
ซั่งกวนเซ่าเฉินได้สติคืนกลับมา เขายื่นฝ่ามือใหญ่ดำกร้านไปทางหลิงมู่เอ๋อร์
หลิงมู่เอ๋อร์จับมือของเขา สัมผัสได้ว่าเขาใช้กำลังดึงนางขึ้นไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง กระต่ายในอ้อมแขนของนางดิ้น และหลุดจากมือของนาง นางตื่นตระหนก มองไปที่กระต่ายตัวนั้น
ซั่งกวนเซ่าเฉินเห็นว่านางต้องการลงไปจับกระต่าย จึงกล่าวกับนาง “เจ้าขึ้นมาก่อน ข้าจะจับมันให้”
หลิงมู่เอ๋อร์เชื่อฟังเขา ปีนขึ้นมาแต่โดยดี ทันทีที่นางถึงพื้น เอ่ยกับบุรุษผู้นั้นว่า "ขอบคุณเจ้าค่ะ"
ซั่งกวนเซ่าเฉินมองไปที่เสื้อผ้าบางเบาของนาง แล้วขมวดคิ้วขึ้นมา ฝ่ามือของนางที่โผล่ออกมาด้านนอกนั้นเย็นยะเยือกจนน่าตกใจ เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วสตรีผู้นี้อาจจะตายได้
เขาลงไปที่ก้นพื้นกับดักอย่างคล่องแคล่ว คว้ากระต่ายแล้วพลิกตัวกลับขึ้นมา
หลิงมู่เอ๋อร์เห็นการเคลื่อนไหวของเขาอย่างชัดเจน ในใจเกิดความประหลาดใจอย่างเงียบๆ นางอดไม่ได้ที่จะสงสัย หรือว่าคนในสมัยโบราณล้วนแต่เป็นยอดวรยุทธ์กัน? ดูจากลักษณะของเขาแล้ว เหมือนเขาเชี่ยวชาญวิธีการต่อสู้
เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบของชายผู้นั้นก็บางมากเช่นกัน แต่เมื่อสักครู่ตอนที่สองมือของทั้งสองคนประสานกัน ฝ่ามือของเขาอบอุ่นอย่างมาก ในขณะนั้น นางยังอาวรณ์ในความอบอุ่นนั้น แท้ที่จริงแล้วนางเพียงหนาวเกินไป
หลิงมู่เอ๋อร์เป่าปาก ถูมือเดินไปมาอยู่ที่เดิม
ซั่งกวนเซ่าเฉินคว้าหูของกระต่าย นำกระต่ายยื่นให้กับสตรีที่ดูอ้างว้างยิ่งกว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นในสายลมผู้นั้น สตรีผู้นี้ผมเผ้าสยายดูไม่เรียบร้อย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง รองเท้าฟางที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าก็พังอย่างถึงที่สุด ตอนนี้กำลังยืนเท้าเปล่าท่ามกลางหิมะ
“กับดักเป็นข้าที่วาง ขออภัยที่ทำให้เจ้าตกลงไปบาดเจ็บ” ซั่งกวนเซ่าเฉินพูดจบ คว้าไก่ป่าหนึ่งตัวจากพื้นข้างๆขึ้นมา มอบให้นางแล้วกล่าว “นี่เป็นคำขอโทษ”
หลิงมู่เอ๋อร์มองเขาด้วยความแปลกใจ ไม่ได้รับของของเขาอยู่ครู่ใหญ่ๆ
ซั่งกวนเซ่าเฉินจับแขนของนางไว้ บังคับยัดไก่ป่าให้นาง กล่าวว่า "ลงภูเขาไปเสียเถิด ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่สตรีควรมา"
สิ้นคำกล่าวของซั่งกวนเซ่าเฉิน เขาก็แบกกระต่ายป่าที่เหลืออีกสองตัวและไก่ป่าอีกสามตัวเดินจากไปจากที่นั่น
หลิงมู่เอ๋อร์เดิมทีมีความรู้สึกพอใจต่อบุรุษผู้นี้ กับดักของเขาทำได้ดี ถึงแม้ว่ามันจะทำให้นางตกลงไป แต่นางก็ไม่ใช่คนพาลไม่ยอมฟังเหตุผล ไม่หาเรื่องเขาเพียงเพราะเรื่องเช่นนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครู่ถ้าไม่ใช่เพราะเขาปรากฏตัว นางคงตายไปแล้ว ทว่าประโยคสุดท้ายที่เขาพูดทำให้ความรู้สึกดีๆ ในใจนางพลันอันตรธานหายไป หญิงสาวเอ่ยอย่างขุ่นเคือง "เจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูถูกสตรี รอให้ข้าฟื้นฟูกำลัง ใช้ร่างนี้ฝึกฝนร่างกายอย่างดี จะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความเก่งกาจ"
ฟู่! หนาวมาก
ในมือซ้ายของหลิงมู่เอ๋อร์มีกระต่ายป่าหนึ่งตัว มือขวามีไก่ป่าหนึ่งตัว นำผักป่าเหล่านั้นพันที่รอบเอวแล้วลงภูเขาไป
ครั้นนางกลับมาถึงบ้านร่างกายยังสั่นระริกๆ ทันใดนั้น เสียงคร่ำครวญระทมจิตดังขึ้นข้างในจากระยะไกลๆ นางเร่งฝีเท้าด้วยความตื่นตระหนก
ปัง! หลิงมู่เอ๋อร์ผลักประตูออก พุ่งเข้าไปในบ้าน นำสิ่งของในมือวางลงในตะกร้าในห้องครัวแล้วปิดมัน จากนั้นจึงวิ่งเข้าไปในห้องอันเป็นที่มาของเสียงร่ำไห้แสนเจ็บปวดรวดร้าว นั่นคือห้องของหลิงจื่อเซวียนและหลิงจื่ออวี้
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เพิ่มลวดลายบนผ้าไหม หมายถึง การเพิ่ม เสริมในสิ่งเดิมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
[2] ส่งถ่านให้กลางหิมะ หมายถึง ช่วยเหลือกันในยามยากลำบาก
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
บทที่ 3 รักษา
หยางซื่อคว่ำหน้าอยู่ข้างเตียง กอดหลิงจื่ออวี้ร้องห่มร้องไห้เสียงดัง
หลิงจื่อเซวียนยืนเช็ดน้ำตาอยู่ตรงนั้น สังเกตเห็นหลิงมู่เอ๋อร์เข้า เอ่ยอย่างทุกข์ระทม “มู่เอ๋อร์ เจ้ากลับมาได้พอดี พวกเราส่งน้องเล็กเป็นครั้งสุดท้ายกันเถิด! น้องเล็กกำลังจะจากพวกเราไปแล้ว”
หลิงมู่เอ๋อร์เคลื่อนสายตาลงบนเด็กที่ตัวแดงไปทั้งตัว ท่าทางของเขาช่างทรมานเหลือเกิน นางหันหลังกลับเข้าไปในห้องครัว นำสมุนไพรที่หาพบมาล้างอย่างรีบร้อน จากนั้นจึงจุดไฟเพื่อต้มยา
เวลานี้นางไม่สนใจที่จะจัดการอย่างพิถีพิถันแล้ว ขอเพียงแค่ทำให้อุณหภูมิร่างกายของเขาลดลงก่อน นางใช้อุปกรณ์สิ่งของโบราณไม่เป็น แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังคงอยู่ ทำให้นางจุดไฟต้มยาได้อย่างคล่องแคล่ว
ผ่านไปไม่นาน ยาก็ต้มเสร็จแล้ว นางนำหิมะจำนวนหนึ่งเข้ามาในบ้าน นำยาวางไว้ด้านบนแช่เย็นไว้สักครู่ ใช้เวลาไม่นานก็รักษาอุณหภูมิไว้ให้คงที่จนสามารถดื่มได้แล้ว
“ท่านแม่…” เสียงที่ส่งออกไปเพื่อเรียกขาน ‘ท่านแม่’ เสียงนี้ มีความกระอักกระอ่วนใจอยู่เล็กน้อย เสียงแข็งทื่ออย่างยิ่ง แต่หลังจากเรียกออกไป นางพบว่าไม่มีอะไรยากเลย “ท่านแม่ ท่านหลีกทางสักหน่อย ข้าจะป้อนยาให้น้องเล็กดื่ม เมื่อสักครู่ข้าพบสมุนไพรบนภูเขาเล็กน้อย น้องเล็กดื่มมันแล้วก็จะดีขึ้นเจ้าค่ะ”
หยางซื่อที่ดิ่งสู่ภวังค์แห่งความสิ้นหวัง ไฉนเลยจะได้ยินวาจาของหลิงมู่เอ๋อร์? นางร้องไห้โฮ เรียกชื่อเล่นของหลิงจื่ออวี้ "เดือนแปด…เดือนแปดของแม่…"
หลิงจื่ออวี้นั้นเกิดในเดือนแปด จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่าเดือนแปด
หลิงจื่อเซวียนมองไปที่หลิงมู่เอ๋อร์อย่างสงสัย เขาขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวว่า "น้องหญิง เมื่อครู่นี้เจ้าขึ้นไปบนภูเขามาหรือ? อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ เจ้าทั้งยังไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน จะขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างไร? "
“ข้าลงเขามาอย่างปลอดภัยแล้ว พี่ชายอย่าต่อว่าข้าเลยเจ้าค่ะ ท่านช่วยพาท่านแม่ออกไปก่อน ข้าจะป้อนยาให้น้องเล็กดื่ม” หลิงมู่เอ๋อร์พูดอย่างใจเย็น “ตอนนี้น้องเล็กเพียงแค่เป็นไข้ ชีวิตยังไม่ตกอยู่ในอันตราย แต่หากว่าพวกท่านขืนรอช้าอยู่อีกละก็ นั่นคงจะหมดหนทางรักษาแล้วจริงๆ ”
“ท่านแม่…” หลิงจื่อเซวียนพยุงหยางซื่อขึ้น “พวกเราฟังคำน้องหญิงเถิด”
สมองของหยางซื่อว่างเปล่า โศกเศร้าจนมิอาจสดับฟังเสียงใด แววตาพร่ามัวรางเลือนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา นางตระหนักเพียงว่าลูกชายคนเล็กตกอยู่ในอันตราย กำลังจะจากนางไปแล้ว หลิงจื่อเซวียนพยุงนางขึ้น หญิงสาวไม่มีอาการดิ้นรนขัดขืนแม้แต่น้อยราวกับตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างจากโลกภายนอก
หลิงมู่เอ๋อร์ประคองหลิงจื่ออวี้ขึ้น ยามแตะสัมผัส ตัวเขาร้อนมากอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้านนอกอากาศหนาวขนาดนี้ เขายังตัวร้อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขาป่วยหนักมาก
นางยกถ้วยยาด้วยสองมือขึ้น ป้อนให้เขาดื่ม ท้องเขาหิวมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ขอเพียงแค่มีของให้เขากิน ไม่ว่าอะไรเขาก็สามารถกินลงไปได้ เขาดื่มมันลงไปคำใหญ่ เกือบจะทำให้ตนเองสำลัก โชคดีที่หลิงมู่เอ๋อร์ถือถ้วยออกมาเป็นระยะๆ ให้เขาหยุดพักสักครู่ เช่นนี้จึงจะไม่ทำให้เขาสำลัก
หยางซื่อร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดสติก็กลับคืนมาบ้างเล็กน้อย นางเห็นสิ่งที่ หลิงมู่เอ๋อร์ทำ สะอื้นไห้พร้อมกล่าว "มู่เอ๋อร์ เจ้าหายามาจากที่ใด? "
หลิงมู่เอ๋อร์รู้ว่าเมื่อครู่นี้ท่านแม่ไม่ได้ฟังคำพูดของนาง จึงพูดซ้ำอีกหนึ่งครั้ง
หยางซื่อได้ยินว่านางขึ้นไปบนภูเขา ก็ร้องไห้อย่างเศร้าโศกยิ่งขึ้นไปอีก นางไม่ได้ตำหนิหญิงสาว ในช่วงเวลาเช่นนี้ เพียงแต่มีความหวังอันน้อยนิด พวกเขาก็อยากที่จะไปเสี่ยงโชคเช่นกัน นางก็ไม่ได้ถามว่าเหตุใดหญิงสาวถึงรู้จักสมุนไพรเหล่านี้ ในเวลานี้ สิ่งที่พวกเขาอยากรู้ที่สุดคือความเป็นความตายของหลิงจื่ออวี้ เรื่องอื่นใดย่อมไม่สำคัญ
หลิงมู่เอ๋อร์กลับไปที่ห้องครัว ต้มน้ำร้อนก่อนจะยกน้ำมาเช็ดตัวให้หลิงจื่ออวี้
หยางซื่อและหลิงจื่อเซวียนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างๆ หลิงจื่อเซวียน พยุงหลิงจื่ออวี้ เป็นลูกมือคอยช่วยเหลือหลิงมู่เอ๋อร์
“ไข้ลดแล้ว” หยางซื่อแตะหน้าผากของหลิงจื่ออวี้ พูดอย่างตื่นเต้น “ไข้ลดลงแล้ว มู่เอ๋อร์ เจ้าเป็นดาวนำโชคจริงๆ ”
"ลดแล้วก็ดีเจ้าค่ะ" หลิงมู่เอ๋อร์แสดงอารมณ์ไม่ค่อยเก่ง เมื่อเห็นว่าหยางซื่อมีความสุขเช่นนี้ นางจึงยกมุมปากขึ้น แย้มเป็นรอยยิ้มบางๆ
“เสื้อผ้าของเจ้ายังเปียกชื้นทั้งตัว แล้วก็เท้าของเจ้า…” หลิงจื่อเซวียนเห็นเท้าเปล่าของหลิงมู่เอ๋อร์ เท้าสองข้างทั้งแดงทั้งบวม ด้านบนยังมีรอยขีดข่วนอยู่มากมาย
หยางซื่อก้มไปมอง น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเมื่อครู่ก็ไหลลงมาอีกครั้ง นางหันกลับเข้าไปในห้อง รื้อค้นตู้อยู่พักหนึ่ง พบเสื้อผ้าตัวหนึ่งจากข้างใน นางนำเสื้อผ้าและชุดเย็บผ้ากลับไปที่ห้องของหลิงจื่อเซวียน หลิงมู่เอ๋อร์เห็นว่านางจะตัดเสื้อผ้า ก็รีบร้อนห้ามนาง
“ท่านแม่ ท่านจะทำอันใด นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าของน้องเล็กหรือเจ้าคะ? ” หลิงมู่เอ๋อร์ถาม
“น้องเล็กของเจ้ายังเด็ก ไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก สามารถอยู่ในผ้าห่มไปตลอดได้ ตอนนี้เจ้าไม่มีรองเท้าแล้ว ฤดูหนาวนี้จะผ่านไปได้อย่างไร? ” หยางซื่อพูดเสียงแข็ง “ไม่เป็นไร มันจะดีขึ้น"
หลิงมู่เอ๋อร์ยังคิดที่จะห้าม หยางซื่อกลั้นใจตัดเสื้อผ้าไปแล้ว นางจับมือของหยางซื่อ แล้วพูด "ท่านตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ"
หยางซื่อเกิดอาการมึนงงไปครู่หนึ่ง หลิงมู่เอ๋อร์ลากนางเดินไปที่ห้องครัว เมื่อนางเห็นกระต่ายป่าและไก่ป่าในตะกร้า ดวงตาพลันเบิกกว้าง สีหน้าเหลือเชื่อราวกับพบภูตผี
“นี่มาจากที่ใดกัน? ” หยางซื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“เมื่อครู่นี้ข้าขึ้นไปบนภูเขา บังเอิญเจอพวกมันกำลังออกหากิน พวกมันก็คงจะหนาวเหมือนกัน! จึงวิ่งได้ไม่เร็วนัก ข้าไล่ตามไปและจับพวกมันมาได้ ข้ายังได้เจอเห็ดอีกบางส่วน สามารถใช้สำหรับตุ๋นน้ำแกงไก่ภายหลังได้” หลิงมู่เอ๋อร์ชี้ไปที่เห็ดกองนั้นบนพื้น
“พระเจ้าคุ้มครอง” หยางซื่อสิบนิ้วยกขึ้นพนมมือ “พระเจ้าคงได้ยินคำอธิษฐานของข้าเป็นแน่ ดังนั้นจึงมอบอาหารให้กับมู่เอ๋อร์ ยืมมือของมู่เอ๋อร์ช่วยชีวิตของพวกเราทั้งครอบครัว”
หลิงมู่เอ๋อร์คิดในใจ พระเจ้ายุ่งเป็นอย่างมาก ไหนจะมีเวลาเอาใจใส่เรื่องเหล่านี้?
หลิงจื่อเซวียนได้ยินเสียงจากที่นี่ จึงเดินเข้ามาถาม "เกิดอันใดขึ้น? น้องเล็กไม่ตัวร้อนแล้ว เหตุใดท่านแม่ถึงได้ร้องไห้อีกเล่า? "
"จื่อเซวียนรีบมาดูเร็วเข้า" ดวงตาของหยางซื่อเป็นประกาย ชี้ไปที่เหยื่อในตะกร้าและพูดอย่างดีใจ "มู่เอ๋อร์ขึ้นไปบนภูเขา ได้พบเหยื่อ ครอบครัวพวกเรามีทางรอดแล้ว มู่เอ๋อร์ช่างดีจริงๆ "
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่เคยได้รับคำชมเช่นนี้มาก่อน ในใจนางจึงรู้สึกกระดากเล็กน้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ นางทำได้ดีเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผู้อาวุโสจะไม่สรรเสริญนาง พ่อแม่ของนางก็ยิ่งจะไม่ยกย่องนาง
หยางซื่อสัมผัสใบหน้าของหลิงมู่เอ๋อร์อย่างอ่อนโยน กล่าวอย่างเจ็บปวดใจ “ลำบากเจ้าแล้วลูกแม่ พวกเรามาผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันเถิด รอท่านพ่อของเจ้ากลับมา ทุกอย่างก็จะดีขึ้น”
“อืม” หลิงมู่เอ๋อร์พยักหน้า "จะต้องดีขึ้นเจ้าค่ะ"
“ถ้านำเข้าไปในเมือง จะต้องแลกเป็นเงินได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่มาก แต่ถ้าหากว่าซื้อแป้งข้าวโพดหรือแป้งข้าวฟ่าง ก็สามารถกินได้ครึ่งเดือน!” หลิงจื่อเซวียนกล่าว
“ตอนนี้หิมะหนาปิดทาง พ่อของเจ้ากลับมาไม่ได้ พวกเราก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำได้เพียงกินเข้าไปในท้องเท่านั้น” หยางซื่อมองไก่และกระต่ายที่อยู่ตรงหน้าอย่างทุกข์ใจ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้นก็กล่าว “ไก่ตัวนี้ตัวใหญ่มาก พวกเราแบ่งกินสามวันกันเถิด! ผักป่าเหล่านี้ก็กินได้สามวันเช่นกัน เช่นนี้พวกเราจะอยู่ได้นานถึงหกวัน กระต่ายตัวนี้ยังมีชีวิตกระโดดไปมาอยู่ พวกเราเลี้ยงเอาไว้ก่อน”
“กระต่ายก็ต้องกินอาหารเช่นกัน พวกเราจะให้มันกินอันใดขอรับ? ” หลิงจื่อเซวียนพูดอย่างลำบากใจ “ไม่เช่นนั้นก็กินกระต่ายแล้วเหลือไก่ไว้? ไก่สามารถกินหนอนได้ อย่างมากก็แค่ไปขุดหนอนในดินให้พวกมันกิน หากเป็นกระต่าย ก็จะดูแลยาก"
“เรื่องนี้…” หยางซื่อลำบากใจยิ่งนัก ตามราคาตลาดในตอนนี้ กระต่ายขายได้ราคาดีกว่า ทว่าตามที่หลิงจื่อเซวียนกล่าวมานั้น ไก่ย่อมเลี้ยงได้ง่ายกว่า
“พวกเราหิวมาหลายวันแล้ว ร่างกายเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ฤดูหนาวนี้ยังเหลืออีกยาวนาน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กินเนื้อเลย ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายหรือไก่ ให้เก็บไว้ให้กินเองเถิด!ถนนบนภูเขาถล่ม ไม่มีผู้ใดรู้ว่าถนนจะเข้าถึงได้เมื่อใด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เสบียงอาหารของชาวบ้านก็จะถูกตัดขาดเช่นกัน ถึงตอนนั้น จะต้องมีผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นที่เสี่ยงอันตรายขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาอาหารเป็นแน่”
หลิงมู่เอ๋อร์เห็นว่าแม่ลูกทั้งสองคนล้วนถูกผลประโยชน์ของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้เกิดความหวั่นไหว ไม่ได้คำนึงถึงระยะยาว จึงวิเคราะห์สถานการณ์ให้พวกเขาอย่างรอบคอบ
หยางซื่อและหลิงจื่อเซวียนต่างก็ไม่ใช่คนโง่เขลา พวกเขาหิวโหยมานานเกินไป ดีใจที่ได้เห็นอาหารอันล้ำค่าเช่นนี้ ตั้งใจที่จะแลกเป็นเงินซื้ออาหารให้มากขึ้น แต่ลืมไปว่าสถานการณ์ที่ยากลำบากในเวลานี้ คำพูดของหลิงมู่เอ๋อร์ได้ทุบทำลายความเพ้อฝันของพวกเขา พวกเขาจะต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตเป็นแน่ ถ้าหากชาวบ้านทั้งหมดไม่มีอาหารกิน ถึงตอนนั้นก็คงจะวุ่นวายเป็นแน่ ก่อนถึงเวลานั้น พวกเขาจะต้องวางแผนให้ดี กระต่ายไม่สามารถเก็บไว้ได้ ไก่ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้เช่นกัน ไก่สามารถขันได้ กระต่ายก็สามารถวิ่งหนีไปได้ง่ายดาย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือฆ่าพวกมันทั้งหมด หาที่ซ่อนสักแห่งแล้วค่อยๆ กินมันให้หมดไป
“มู่เอ๋อร์พูดได้ถูก จือเซวียน เจ้านำไก่และกระต่ายฆ่าเสียให้หมด พวกเราดูแลไม่ได้ ก็อย่าดูแลพวกมันเลย หากยังหิวอีกสองสามวัน พวกมันก็จะยิ่งผอมลง” หยางซื่อได้ตัดสินใจในทันที “อีกอย่าง พวกเราใกล้ก็จะทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ก็ตุ๋นน้ำแกงไก่ดื่มกันเถิด อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ พวกเราต้องรักษาร่างกายเอาไว้”
“ตกลง” หลิงจื่อเซวียนพยักหน้าทันทีทันใด “ข้าจะจัดการกับมันเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“มู่เอ๋อร์ ไม่ต้องขึ้นไปเสี่ยงอันตรายบนภูเขาอีกแล้ว แม้ว่าเจ้าอยากจะไป ก็ไปกับข้าและพี่ชายของเจ้า ครั้งนี้เป็นเพราะเจ้าโชคดี ครั้งหน้าเจ้าอาจจะไม่โชคดีเช่นนี้” หยางซื่อกล่าวกำชับด้วยขอบดวงตาแดงรื้น
หลิงมู่เอ๋อร์อยากบอกว่า ตอนนี้นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ขอเพียงแต่ให้นางได้กินสักหนึ่งคำ ก็จะแข็งแรงมีชีวิตชีวาขึ้นในไม่ช้า แม้ว่าร่างกายนี้จะบอบบาง ไม่ใช่ต้นกล้าที่ดีสำหรับการฝึกวรยุทธ์ เพียงแต่ว่าขอให้นางได้เพิ่มการออกกำลังกายให้หนัก ฝึกฝนร่างกายออกมา ก็มีฝีมือที่ปราดเปรียวได้เหมือนกับโลกก่อนนั้น นอกจากนี้ นางยังมีทักษะด้านการแพทย์ ขอแค่ให้สมุนไพรกับนาง ร่างกายก็ย่อมดีขึ้นได้แน่นอน
เมื่อพูดถึงทักษะด้านการแพทย์ นางนึกถึงแหวนมิติประจำตระกูลที่ยอมรับนางเป็นเจ้าของในชาติก่อนนั่น ด้านในของแหวนนั้นมีพื้นที่มิติว่าง ภายในสามารถเพาะปลูกสมุนไพรได้ เมื่อครู่นี้นางมองไปที่นิ้วมือ นางสามารถมองเห็นลวดลายที่มีอยู่บริเวณนั้นได้ ลวดลายนั้นมีเพียงแค่นางคนเดียวที่สามารถมองเห็น เมื่อก่อนทันทีที่นางสัมผัสลวดลายนั้น ก็สามารถเข้าไปในแหวนมิติได้ เพียงแต่ครั้งนี้นางเข้าไปไม่ได้
ถ้าหากว่ามีแหวนมิติ ไหนเลยจะต้องลำบากเช่นนี้? นางนำไก่และกระต่ายโยนเข้าไปในมิติแล้วเลี้ยงพวกมันไว้ ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะคลอดลูกไก่และลูกกระต่ายก็เป็นได้
“ท่านแม่ เมื่อก่อนข้าตามพี่ชายไปเที่ยวเล่นในภูเขาอยู่บ่อยๆ รู้จักถึงสภาพที่นั่นเป็นอย่างดี อีกอย่าง ข้าไม่ได้ไปบริเวณลึก แค่ออกไปเดินเล่นอยู่ด้านนอก อีกไม่กี่วันอาหารของพวกชาวบ้านก็จะกินกันจนหมดเกลี้ยงแล้ว ย่อมต้องมีความคิดที่จะขึ้นภูเขาลูกนี้อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นพวกเราคิดอยากจะหาของกิน เกรงว่าจะยากกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีก พวกเราควรถือโอกาสนี้เก็บสะสมอาหารให้เพิ่มมากขึ้นนะเจ้าคะ" หลิงมู่เอ๋อร์กล่าว
“แต่…” หยางซื่อไม่วางใจ ต้องการจะโต้แย้งคำพูดของนาง หลิงมู่เอ๋อร์ขัดจังหวะนาง
“ท่านไม่รู้จักสภาพบนภูเขาลูกนี้เท่าข้า นอกจากนี้แม้ว่าอุณหภูมิของน้องเล็กจะลดลงแล้ว แต่ก็ยังต้องดูแลอย่างดี ในยามปกติเขายังต้องพึ่งพาท่านมาก หากเขาไม่เห็นท่านก็จะร้องไห้ได้ ท่านไม่ต้องออกไปข้างนอกอีกแล้ว เมื่อครู่พวกเราเกือบจะเสียน้องเล็กไป ตอนนี้สำหรับพวกเราความปลอดภัยของน้องเล็กสำคัญที่สุด” หลิงมู่เอ๋อร์ให้เหตุผลกับนางอีกครั้ง
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <