โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่ข้าคืออดีตชายาของท่านแม่ทัพ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 06.01 น. • ยะห่าว
แม่ทัพคนนั้น หย่าท่านแม่ และไม่รับข้าเป็นลูก แต่…ช่างปะไร พ่อใหม่ข้าจะหาให้ท่านแม่เอง

ข้อมูลเบื้องต้น

…เดินทางมาถึง season 2 แล้ว อยากขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้กำลังใจกัน

สำหรับคนที่มาใหม่โปรดระวังเรื่องนี้ 18+ NC เยอะมากแบบไม่บอกกล่าว

และเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ที่ผู้เขียนตั้งใจจะให้นิยายวายแนวโบราณ

แบบนี้แหวกออกไปจากแบบแผนเดิมๆ ดังนั้นได้โปรดพิจารณาก่อนด้วย….

………….แต่ขอรับรองว่าไม่เครียดและมีเหตุผลในตัวมันเองอยู่พอสมควรจ้า……….

ebook วางจำหน่ายใน meb แล้วนะขอรับ

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2NTU5NiI7fQ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2NTQ4MSI7fQ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2NTQxOCI7fQ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2NTk3MyI7fQ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2OTkxNCI7fQ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODE0Njc4OSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3MjE3OSI7fQ

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะครับ

คทาขึ้นรากับซุปตาตกอับ

https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=2529198

อู่ทงน้อย

“แหมะแม่! ฮึกๆ ท่านฟื้นแล้ว ฮึก ฮือๆ”

ร่างเล็กๆ สะอึกสะอื้น ดวงตาแดงก่ำเต็มเริ่มมีความหวังหลังจากที่เห็นแม่ของตนลืมตาขึ้นมา มือน้อยๆรีบปล่อยแสงสีฟ้าใส่บาดแผลตรงท้องของแม่ต่อทันที แม้แผลจะเริ่มแห้งแล้ว แต่ก็ไม่อาจวางใจ ได้หรอกนะ กว่าทงทงจะช่วยให้แม่ฟื้นขึ้นมาได้ พลังที่มีแทบจะเหือดแห้งไปสิ้นแล้ว

“พะ พอเถอะ ไม่เป็นไร…แม่ไหว”

เสียงแหบแห้ง บอกเด็กน้อยให้เลิกฝืน เพราะท่าทางแล้วเจ้าลูกคนนี้แทบจะไม่เหลือแรงไว้หายใจ คงเป็นเพราะเฝ้ารักษาแผลให้ข้ามวันข้ามคืนแน่ๆ แม้ผู้เป็นแม่แผลยังเจ็บแต่ก็ไม่ต้องการให้เกิดสิ่งใดที่ไม่ดีต่อลูกของตน

“ มะ เปนไร ข้าก็ไหว ฮือๆ ท่านต้องหายนะ อู่ทงจะกำพร้าไม่ได้ เข้าใจไหม?”

“หึๆ…" ร่างสูง ฝืนกายนั่ง ริมฝีปากแห้งผากพยายามยิ้มให้ลูกชายผู้ที่มักทำตัวเป็นผู้ปกครองเขาตลอด บ่าเล็กๆนี้จะแบกอะไรนักหนาหนอลูก

“ ไม่เจ็บแล้ว เจ้ามานอนข้างๆ นี่มะ แม่หนาว อยากได้ไออุ่น”

“ หนาว….รึ ได้กอดข้าเถอะ ”

ร่างผอมรีบไปขดตัวข้างๆแม่ตนอย่างว่าง่าย และพอโดนอีกฝ่ายลูบหัวสองสามที สติของเด็กน้อยวัยพึ่งสามขวบก็หลุดเข้าสู่นิทราทันที เหมือนภาระที่หนักอึ้งที่ผ่านมาได้หลุดออกไปจากบ่าไปปล่อยให้ผู้เป็นแม่มองดูดวงหน้าเล็กๆ ด้วยความรู้สึกที่แสนเอ่อล้น จนมันไหลรินออกมาจากขอบตา

“ขอบใจมาก ลูกข้า”

อู่หนาน ได้แต่บอกลูกชายตนในใจ ก่อนจะเอนกายลงนอนอีกครั้ง บาดแผลยังคงเจ็บมาก แต่จะทำเป็นอ่อนแอไม่ได้ ไม่งั้นคนข้างๆที่กอดเขาไว้แน่นนี่ต้องลุกขึ้นมาทำเป็นโตเกินอายุแน่ๆ ต้องเข้มแข็ง…และพยายามคิดหาทางเลี้ยงตนเองและลูก….อย่าให้คนงี่เง่าคนนั้นดูถูกได้

“หึ ไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากเจ้าลูกชู้ นั่นนะรึ”

จำได้ว่าแววตาคมกริบ ที่มองมายังเขาในวันนั้นแฝงความเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม ประหนึ่งสมเพชเวทนาเต็มที กับความคิดของอู่หนาน ตอนที่ยอมสละทุกอย่าง เพียงแค่ได้สิทธิดูแลอู่ทงก็พอ

“ใช่ ข้ายินดีหย่ากับท่าน ขอแค่ทงทงอยู่ข้างกาย"

“เจ้าเด็กสกปรกนั่น มันก็ต้องอยู่กับขยะเช่นเจ้าอยู่แล้ว คิดรึว่าข้าจะเอาลูกชู้ ที่เกิดจากความส่ำ ส่อนนั่นไว้ ไม่ฆ่าให้ตายตั้งแต่ตอนนั้นก็เพราะเห็นแก่เจ้าที่กราบไหว้อ้อนวอนไว้หรอกนะ"

“งั้นก็ปล่อยข้ากับลูกไป ทางใครทางมัน” เขาไม่ต้องการฟังคำหยามเหยียดให้เจ็บช้ำอีกต่อไป

ดี! ในเมื่อตกลงกันได้ ก็ประทับตราสะ " คนที่อยากหย่าจะแย่ รีบรวบรัดตามที่เมียตนเสนอ ไม่มีอะไรจะต้องรั้ง ในเมื่อตัวเขาเองได้แต่งงานกับคนอัปลักษณ์นี่ครบจำนวนปีตามที่เคยตกลงไว้กับคนๆนั้นแล้ว

“ ถ้าพวกเจ้าอยู่ด้วยกันจนชายาอู่ครบยี่สิบหกปีแล้วไม่ผูกพันกัน ข้าก็จะไม่ขัดขวางอะไรอีก เพราะฉะนั้นจงรับราชโองการสะ เพื่อเห็นแก่แผ่นดินแคว้นฉาง”

นั่นเป็นเหตุผลที่ องค์จักรพรรดิให้ไว้ เพื่อบีบบังคับให้แม่ทัพกงปี่ รับเอาบุตรชายคนเดียวของตระกูลอู่ เป็นชายา แม้อู่หนานจะไม่อาจคาดเดาเหตุผลซ่อนเร้นที่อยู่ภายใต้ราชโองการนี้ได้ว่ามันคืออะไร แต่ก็รู้ดีว่า การแต่งงานนี่มันไร้ซึ่งความเหมาะสม และที่แน่ๆคือแม่ทัพกงปี่ไม่พอใจอย่างมาก เพราะหลังจากร่วมหอคืนเดียว เขาก็ทิ้งชายาที่แก่กว่าหลายปีไว้ที่จวน แล้วก็หนีไปรบแถวชายแดนเกือบสามปี

“เสร็จแล้วไสหัวไปสะ อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก เอาตัวให้รอด อย่าได้คิดซมซานกลับมาหาข้า"

“….”

ตอนนั้นจำได้ว่า ตนไม่ตอบโต้ ประทับตราเสร็จก็เดินลงจากเรือนทันที ในเมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยร่ำไห้อ้อนวอนขอชีวิตลูกชายจากคนๆนี้สามวันสามคืนมาแล้ว ยอมถูกเฆี่ยนถูกตี จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของลูก จึงรู้ซึ้งถึงจิตใจแสนดำอำมหิตของอีกฝ่าย พอทุกอย่างจบก็รีบพาลูกออกจากจวนแม่ทัพ แบบไม่คิดจะหันกลับหลัง

“เช้าแล้วหรือนี่?”

นอนป่วยและคิดถึงอดีตจนเผลอหลับไม่รู้ตัว ร่างผอมในอ้อมกอดคงเหนื่อยมาก หลับไม่ยอมตื่นเลย ชายหนุ่มหอมแก้มขาวๆนั่นเบาๆ…ลูกชายข้าแก้มนุ่มจริงๆ….หอมแก้มลูกไปทีหนึ่ง แรงใจแรงกายก็เริ่มกลับมา จึงลุกขึ้นเพื่อไปจัดการกับ หมูป่า ที่ลงทุนเอาตัวเข้าแลกจนต้องมานอนซมให้ลูกช่วย

“ข้าเกือบตายเพราะล่าเจ้าเลยนะ เจ้าหมูเฮงซวย”

จำได้ว่าตอนที่เขาแทงมีดใส่คอมัน ไม่นึกเลยว่าเจ้าหมูป่าพยศนี่ ยังมีแรงโต้คืน แถมมันยังใช้แรงเฮือกสุดท้ายฝากแผลไว้ที่ท้องเขา ก่อนจะขาดใจตาย คราแรกคิดว่าแผลเล็กน้อย แต่พอแบกหมูกลับมาถึงบ้านแผลดันเกิดอักเสบจนไข้ขึ้น เกิดสลบไม่รู้ตัว ดีนะที่จู่ๆลูกเกิดมีพลังแปลกๆ ช่วยรักษาแผลให้ไม่งั้นคงได้เน่าไปแล้ว

“ซาลาเปาไส้หมูสับน่าจะดีที่สุด”

หลังจากชำแหละหมูเสร็จ เขาตัดสินใจใช้เนื้อบางส่วนทำซาลาเปา ชายหนุ่มรีบนวดแป้งเพื่อทำเวลา ต้องขอบใจชีวิตที่แสนอาภัพของตนไม่น้อย ดันเกิดมาในจวนเก่าๆ เป็นลูกชายที่เกิดจากเมียบ่าว จึงต้องใช้แรงกายทำมาหากิน ปากกัดตีนถีบตั้งแต่จำความได้เรื่องล่าสัตว์ ทำกับข้าวเองเป็นเรื่องปกติ หรือตอนเป็นชายาของจวนแม่ทัพ ก็เป็นแค่คำพูดจอมปลอมไม่เคยมีคนรับใช้รองมือรองตีน ข้าวปลาอาหารเขาก็จัดการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเองทั้งนั้น ชีวิตอยู่ในจวนไม่ต่างจากบ่าวไพร่แม้แต่นิด

“ท่านแม่ …หอมจัง” เด็กน้อยพึ่งตื่นท้องร้องดังจ๊อก

“อยากชิมดูไหม” เด็กหนุ่มหยิบเอาซาลาเปาที่นึ่งเสร็จใหม่ๆ ออกมาจากหม้อ ก่อนจะเป่าให้เย็น เพื่อให้ปากเล็กๆนั้นทนไหวไม่ร้อนจนเกินไป

“ทงทงทำเองได้ ….”รีบคว้ามาเป่าบ้าง ฟู่ดๆ… แล้วยัดใส่ปากไปครึ่งลูก รสชาติหวานนุ่มนั้น ทำให้ไม่อาจทนเคี้ยว รีบกลืนลงท้องทันที นานแค่ไหน….ที่ไม่ได้กินเนื้อนุ่มๆแบบนี้

“ใจเย็นๆ ค่อยๆกินสิ ”

“รสชาติดีที่สุดเลยขอรับ ท่านแม่ จะให้ข้ากินได้กี่ลูกหรือ”

“ฮ่าๆ กินเท่าไหร่ก็ได้ เอ้านี่…รอให้เย็นก่อนนะ" แม้จะอดขำท่าทางของลูกชาย แต่ลึกๆก็อดเศร้าไม่ได้ อยู่ในจวนแม่ทัพก็อดๆอยากๆ ได้แต่ปลูกผักจับปลา แถวลำธารประทังชีวิต จะออกมาล่าสัตว์ตามป่าเขาก็ไม่ได้ เพราะถูกแม่สามีควบคุมให้อยู่แต่ในจวน จบกันได้ก็ดีแล้ว ต่อไปจะได้ทำมาหากินเต็มที่สะที

“กินไม่หมดแน่ๆ ….แน่นไปหมดแล้ว”

ไม่นานคนหิวก็ลูบพุงป่องๆ ของตนเองไปมา พร้อมกับเลียริมฝีปาก ตายังจ้องไปที่กองซาลาเปาในตะกร้าตาเป็นมัน ด้วยความที่อยากกินให้มากกว่านี้ แต่ท้องดันไม่ไหว

“ไปบ้วนปากซะ ถ้าอยากไปตลาดกับแม่”

“ท่านแม่ พูดเหมือนขาดข้าได้งั้นแหละ”

“หือ….แน่นอนขาดไม่ได้นะสิ ถึงต้องให้คนขายไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อน”

อู่หนาน อดยิ้มหวานตามร่างเล็กๆ ที่กำลังวิ่งไปยังถังน้ำหลังกระท่อมไม่ได้ ด้วยวัยแค่สองปีกว่า ร่างกายและสติปัญญาของลูกชายเขาเรียกว่าเกินเด็กวัยเดียวกันไปมาก ทั้งๆที่เด็กวัยนี้บางคนยังพูดไม่คล่อง ก็ยังมีให้เห็นดาษดื่น แต่สำหรับอู่ทงแล้ว รู้ความและเฉลียวฉลาดไม่ต่างจากผู้ใหญ่คนหนึ่ง ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนในตลาดต่างให้ความสนใจมากเมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยที่ขี่คอผู้ชายร่างสูงใหญ่ตะโกนลั่นถนน

“ซาลาเปาไจ้หมูร้อนๆ ลูกละห้าอีแปะ จ้า…”

พอเข้าเขตเมืองฉิว ร่างผอมก็ร้องลั่นเหมือนเคย เพื่อเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมาริมทาง ทั้งคู่ทำแบบนี้ทุกครั้งเวลามาขายผักป่า ขายปลา ขายฟืน ที่ขนมาจากภูเขานอกเมือง ซึ่งก็ได้ผลดีมาก ของที่ขนมามักจะขายหมดเกลี้ยงภายในหนึ่งชั่วยาม แต่วันนี้เร็วกว่าเดิมมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามซาลาเปาก็เกลี้ยงตะกร้าแล้ว

“ไอหยา ทงทง เจ้าใยเหลือมาถึงข้าแค่สองลูก….”เถ้าแก่ร้านขายยาที่เคยซื้อฟืนจากทั้งคู่บ่นอุบ เพราะเสียดายที่ซาลาเปามีน้อยเกินไป

“หมอเจีย ท่านแม่ข้าจะทำเพิ่มอีกพรุ่งนี้ ท่านจะจองไว้ไหม"

“อื้อๆ…อร่อยจริงๆ รสมือเจ้าช่าง ….ข้าจองร้อยลูก” ชายชราร่างอ้วนรีบบอก ขณะที่ยัดซาลาเปานุ่มๆเข้าปาก “อู่หนาน ข้าว่าเจ้าทำขายทุกวันก็ดีนะ รสชาติเช่นนี้มีรึจะขายไม่ออก ดีกว่าเจ้าไปเก็บฟืนมาขายไม่ใช่หรือไง” หมอเจียแนะนำตรงๆ เขาคุ้นเคยกับสองแม่ลูกนี้กว่าใคร เพราะตอนที่ทั้งคู่มาถึงเมืองฉิว คนผู้นี้เองที่ได้ช่วยเหลือหากระท่อมราคาถูก แถวนอกเมืองให้พัก

“ขอรับ ข้าจะลองทำตามที่ท่านบอก แต่พรุ่งนี้ท่านจอง ร้อยลูกจะกินไหวหรือ”

“ปัดโถ่ เจ้าจะมาห่วงอะไรเรื่องนั้น ข้าจะเอาไปฝากญาติด้วย ทำมาเถอะน่า ….แล้วเดินตามข้ามานี่มีอะไรรึ”

“ท่านแม่บาดเจ็บ อยากได้ยาต้ม ” ทงทงตอบแทน

“อ้อ ไหนข้าขอดูแผลหน่อย” พอเข้าไปในร้านหมอเจียก็ตรวจดูแผลที่เกิดจากเขี้ยวหมูป่า “แผลแห้งแล้วนี่ ใช้ยาร้านไหนรักษา?"

“ข้าใช้มือนี่รักษาเอง”คนที่ถูกอุ้มอยู่อวด

“….เจ้ารักษาแผลเองรึ….”แผลที่ถูกเขี้ยวหมูทิ่มกว้างไม่ใช่น้อย หากจะใช้ยาห้ามเลือดรักษาก็ต้องเป็นยาขั้นหนึ่งขึ้นไป และราคาค่อนข้างแพง แต่เด็กน้อยนี่กลับ…."ทงทงเจ้าบอกใช้มือ…หรือมีปราณรักษา…ใช่ไหม?" หมอเจียรีบถามด้วยอาการตื่นเต้นสุดขีด พลางรีบดึงร่างสองแม่ลูกเข้าไปคุยที่เรือนพักหลังร้าน ประหนึ่งเรื่องที่จะคุยกันเป็นความลับนักหนา

“ก่อนอื่น ทงทง เจ้าอย่าได้เที่ยวบอกใครเรื่องมีปราณรักษานะ… เข้าใจไหม?”

ชายร่างอ้วนรีบย้ำ หลังจากไล่บ่าวไพร่ออกไปจากห้องแล้ว ซึ่งเด็กน้อยที่นั่งทำตาปริบๆอยู่บนตักแม่ แม้ไม่เข้าใจนักแต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

“เรื่องปราณรักษา มันสำคัญมากเลยหรือ”

ร่างสูงใหญ่ ที่นั่งกอดลูกอยู่อดถามขึ้นไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับพวกพลังปราณด้วยเติบโตมาในสภาพที่ไม่ต่างจากคนชั้นล่าง ไม่ได้เข้าสำนักศึกษาใดๆมาก่อน แม้จะพอได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่หาได้กระจ่างนัก และพลังของ ทงทง ก็พึ่งเกิดตอนที่เขาบาดเจ็บนี่แหละ

“ยังจะถามว่าสำคัญไหมอีกรึ ฮ่าๆ…เจ้าไม่รู้อะไรเลยสินะ…ไอหยา ตอนนี้ข้าเดาว่าเจ้าคือชายาอู่ผู้โง่เง่าของแม่ทัพกง ใช่หรือไม่!!”

…………………………………กราบขอบคุณผู้อ่านทุกท่านโปรดติดตามตอนต่อไป……………………………………..

ฝากนิยายใหม่ด้วยครับ มาเอาใจช่วยสองทารกมารกันหน่อยน้า

https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=2540126&chapter=1

ปราณที่สาปสูญ

“ท่านรู้จักข้า….”

อู่หนาน ตกใจไม่น้อยที่เถ้าแก่เจียเอ่ยถึงอดีตของตนเอง อุตส่าห์หลบลี้จากเมืองฉางไห่ มาตั้งหลักที่เมืองฉินตงแล้วแท้ๆ เหตุใดกันถึงยังมีคนรู้จักได้

“ข้าไม่รู้จักหรอก แต่เดาได้ไม่ยาก เรื่องราวของเจ้าเป็นที่โจษจันไปทั่วแคว้น ชายาขององค์ชายพลัดถิ่นที่มารับใช้แคว้นฉางในฐานะแม่ทัพปราณมืด โอ้ย…รู้กันทั่ว แถมบุตรชายสกุลอู่เมืองฉางไห่ก็ดันมีแค่คนเดียว เอาน่า…เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เท่ากับเรื่องพลังปราณของคุณชายอู่ทงหรอก” ชายชราจิบชาแก้คอแห้งก่อนที่จะถามต่อ “ตกลง…นี่ ไม่รู้จริงๆใช่ไหมว่าปราณรักษาสำคัญ แต่เกี่ยวพันกับเจ้ายังไง?”

“ข้าพึ่งใช้ครั้งแรก ท่านแม่ไม่รู้ไม่ผิด นะๆ… แม่นะ” ทงทงทักท้วง

“ฟังนะเจ้าหนู พลังปราณในโลกนี้หยิบยืมมาจากธาตุทั้งหก คือดิน น้ำ ลมไฟ ความมืดและแสงสว่าง แต่บรรดาผู้ที่ครองพลังแห่งธาตุทั้งหลาย ทำไม่ได้ง่ายๆคือการใช้พลังที่มีในการรักษาอาการบาดเจ็บ และโรคภัยของตน เรื่องนี้แหละแม่เจ้าถึงได้เข้าไปเกี่ยวพันกับท่านแม่ทัพกงจนถึงขั้นได้แต่งงานกัน” คนเล่าถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อเห็นชายต่างวัยสองคนตรงหน้า นั่งฟังด้วยแววตาไร้เดียงสาพอปานกัน

“ข้าไม่มีพลังอันใด ท่านน่าจะเข้าใจผิดแล้ว”

“อู่หนาน ขอแค่เจ้าเกิดในสกุลอู่ จักรพรรดิก็ย่อมคาดหวังไว้แล้ว ผู้คนที่เกิดในสกุลนี้ ล้วนแต่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวดองกับอำนาจราชวงศ์เสมอ แม้สกุลอู่เมืองฉางจะไร้อำนาจวาสนาและดันมีลูกแค่คนเดียว แถมเป็นชาย แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า ปราณรักษาถูกครอบครองโดยคนสกุลนี้เท่านั้น เจ้าถึงได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมอำนาจของแม่ทัพกงปี่ไงเล่า”

“ควบคุมคนๆนั้นนี่นะ บ้าไปแล้วข้้าจะไปทำอะไรเขาได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในจวนนั่น ข้าและลูกต่างหากที่ถูกควบคุมให้อยู่แต่ในสวนหลังจวน ซึ่งอยู่กินในสภาพไม่ต่างจากบ่าวไพร่คนหนึ่ง ท่านรู้ไหมแม้แต่ตอนพ่อข้าสิ้นใจ ฮูหยินสกุลกง ก็ไม่ยอมให้ไปงานศพ แล้วเช่นนี้ยังจะว่าข้าคุมแม่ทัพอีกเหรอ ฮึกๆ” พอนึกถึงเรื่องนี้ร่างสูงพลันสะอื้นในอก จนมือน้อยๆต้องลูบหลังปลอบประโลม

“ทะ ท่านแม่ อย่าเสียใจเลย อู่ทงอยู่นี่แล้ว”

“เฮ้อ…เรื่องรันทดของเจ้า เขาก็ลือกันทั่วนะ แม่ผัวเจ้าข่มเหงให้อยู่แต่ในจวนใช่ไหมหละ นางคงผิดหวังที่เจ้าไร้พลังปราณ และเป็นผู้ชายแหละ ยังไงสะ คนส่วนใหญ่ก็อยากมีสะใภ้ที่เป็นผู้หญิงไว้เชิดชูหน้าตาออกลูกออกหลาน แต่ในกรณีเจ้าถูกบังคับให้ครองคู่สามปี แม่ทัพจึงจะสามารถหย่าหรือตบแต่งอนุเข้าจวนได้ ไม่แปลกหรอกที่ฮูหยินเฒ่านั่นจะเคียดแค้น เอ่อ…นางให้เจ้ากินข้าววันละมื้อจริงหรือเปล่า”

“ใช่…มีแค่กันตาย ข้าต้องอาศัยปลูกเผือกปลูกมันรอบเรือนกินเอา ถึงมีชีวิตรอดมาได้ ช่างเถอะ…ทุกอย่างล้วนจบไปแล้ว ตอนนี้เรื่องสำคัญคือปราณรักษาของทงทง ท่านบอกให้พวกข้าปิดบังไว้ใช่หรือไม่ ?”

“แน่นอนต้องทำ อู่หนานฟังนะ….ปราณรักษานั้นสาปสูญ ไปจากแผ่นดินนี้หลายร้อยปีแล้ว ว่ากันว่ามันเป็นปราณที่สามารถช่วยให้คนธรรมดาคนหนึ่งได้กลายเป็นองค์จักรพรรดิ คิดดูเอาเถอะหากข่าวว่า ทงทงมีปราณนี้หลุดออกไป เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันหละ?” ผู้เฒ่าพยายามอธิบายให้ชัดเจน

“คนที่อิจฉาก็จะฆ่าข้าใช่ไหม… ทะท่านแม่ทำไงดี”

เด็กน้อยวิตกจนต้องซุกหน้าเข้าไปในอกแม่ตน เพื่อหลีกลี้ความหวาดหวั่นที่เข้าจู่โจมจิตใจ จนอู่หนานต้องรีบกอดไว้แล้วพยายามปลอบให้ใจเย็นๆ

“ไม่ผิดหรอก ดังนั้นสกุลอู่ทุกคนถึงถูกจับตาตั้งแต่เกิดจนอายุยี่สิบห้าปีไงหละ เพื่อดูว่าพลังปราณจะตื่นตอนไหน ตอนนี้เจ้ายี่สิบหกแล้วใช่ไหม?”

“ใช่ ข้าหมดเวลาที่พลังปราณจะตื่นแล้ว” อู่หนานพอจะรู้ว่าพลังปราณนั้นจะถูกปลุกได้จนถึงอายุยี่สิบห้าปี แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีทางแล้วที่มันจะตื่นขึ้น นี่คงเป็นสาเหตุที่เขาต้องอยู่กินกับคนๆนั้นสามปีสินะ

“แล้วอู่ทงหละ ลูกข้าถูกองค์จักรพรรดิจับตาอยู่หรือไม่ !!!! ”

“ฮ่าๆ เจ้าวิตกเกินไปแล้ว เรื่องอู่ทงนี่ ใครเชื่อก็บ้าแล้ว แม้แคว้นเราผู้ชายถูกแต่งไปเป็นฮูหยินบ้าง อนุบ้างก็ไม่แปลกอะไรหรอก แต่จู่ๆ จะให้ท้องและมีลูกนี่นะ ใครเชื่อก็บ้าแล้ว มีแต่คนบอกว่าเจ้าเป็นโรคประสาท อยากมัดใจแม่ทัพกงปี่ จนไปหาซื้อเด็กมาเลี้ยง แล้วบอกว่าเป็นลูกของเขา เรื่องนี้ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตกลงอู่ทงเป็นลูกใครกันแน่ ?”

“ลูกข้าสิ…เอาเถอะๆ ใครจะคิดเช่นไรช่างเขา ยิ่งคิดแบบที่ท่านเล่าอู่ทงยิ่งปลอดภัย”

“ใช่แล้ว ท่านแม่ ใครจะรู้ดีไปกว่าข้า คนที่นอนอยู่ในท้องท่านเล่า"เด็กน้อยเริ่มยิ้มออกพลางเอ่ยชวนแม่ตน " เรากลับบ้านกันเถอะ ข้าอยากกินหมูตุ๋นที่ท่านบอกว่าจะทำให้ทานแล้ว นะแม่นะกลับกาน”

“โฮะๆ หิวแล้วรึ ปะๆ ตามข้ามาทางนี้อย่าพึ่งกลับ” ชายชรา เดินนำทั้งคู่ไปยังห้องอาหาร ก่อนจะบอกให้บ่าวตั้งโต๊ะ เขามีเรื่องที่ต้องคุยอีกเยอะ เพราะดูแล้วขืนปล่อยไปสองคนนี้อาจไม่มีชีวิตรอด

“ เรามากินไปคุยไปให้จบเถอะ ถามหน่อยเจ้าคิดยังไงกับอนาคตของอู่ทง ”

“เอ่อ ท่านหมายถึง….”

“อู่ทง กินๆสิหลาน ” หันไปบอกเด็กน้อยให้ทานขนมรอ ระหว่างที่อาหารกำลังทยอยขึ้นโต๊ะ ก่อนพูดต่อ " อู่หนาน เจ้ามีคนที่พรสวรรค์อยู่ข้างกาย จะให้เขาอดๆอยากๆ ลำบากกับการหาเลี้ยงชีพต่อไปไม่ได้นะ เรื่องนี้ข้ารับไม่ได้หรอก ในเมื่อลิขิตสวรรค์ทำให้ข้ามาพัวพันกับพวกเจ้าแล้ว ก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันเถอะ ข้าจะช่วยดูแลเด็กน้อยนี่ให้"

“ท่าน…”

“ข้าพูดตรงๆ ข้าอยากจะรับอู่ทงเป็นศิษย์ ส่วนเจ้าก็มาช่วยงานที่ร้าน หรืออยากจะขายซาลาเปาก็ทำไป ”

“แต่…เถ้าแก่ ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทนท่านหรอกนะ”

“มีสิ เจ้ารู้ไหมว่าปราณของอู่ทงมันพิเศษยังไง ….” ผู้เฒ่าหยุดพักซดน้ำแกงก่อนจะเล่าต่อ" ปราณนี้มันใช้หลอมยาได้วิเศษนัก ตามตำราแล้ว ยาที่อู่ทงหลอมจะมีสรรพคุณมากกว่าคนอื่นหลอมหลายเท่า นี่แหละข้าถึงอยากจะสั่งสอนอู่ทงให้ดี เพื่อเตรียมพร้อมให้เขาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาของเมืองฉาง เอ่อ…ส่วนเจ้าอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ไม่ใช่รึ "

“ชะใช่ ข้าไม่เคยเรียน” จะเรียนได้ยังไงเล่า เกิดมาก็มีแต่ดิ้นรนเอาชีวิตให้รอดไปวันๆ ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานเข้าจวนแม่ทัพ บ้านสกุลอู่ก็มีแต่อู่หนานผู้ที่กำพร้ามารดาตั้งแต่เกิดนี่แหละ ที่ออกมาทำงานรับจ้างข้างนอก หาเลี้ยงพ่อที่เอาแต่เมาหัวราน้ำไปวันๆ พอเขาแต่งงานก็ได้ข่าวว่า พ่อเอาทรัพย์สินทั้งหลายเทลงไหสุรา กับการเล่นพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัว สุดท้ายก็ตายในสภาพที่ไม่ต่างจากขี้เมาไร้บ้านคนหนึ่ง

“ท่านแม่ ข้าอยากรู้หนังสือ อยากหลอมยาด้วย รับคนผู้นี้เป็นอาจารย์เถอะนะ”

“ฮ่าๆ นั่นไง เด็กนี้รู้ความนักต่อไปเรียกข้าว่าอาจารย์ปู่เจียเถิด เอ้า..ก่อนอื่นเจ้าต้องกินให้อ้วนสะ คนผอมๆ จะมีแรงเล่าเรียนได้อย่างไรเล่า”

อู่หนาน เป็นคนคิดช้ามาก กว่าเขาจะตามทุกสิ่งรอบตัวได้ทัน ค่ำนั้นก็ถูกปู่เจีย จัดการทุกสิ่งให้เสร็จสิ้นแม้แต่การย้ายมาพักที่นี่ ยามที่แสงจันทร์กระจ่างฟ้าสองแม่ลูกก็ได้มานอนคุยกันในห้องที่มีเตียงนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆในเรือนที่ดูดีกว่ากระท่อมนอกเมืองไม่รู้กี่เท่าแล้ว

“ท่านกังวลหรือ” มือน้อยๆลูบแก้มแม่ตนเล่น

“เจ้าหละ คิดสิ่งใดอยู่”

“ข้าว่าแก้มท่านหอมมาก” จมูกเล็กดมแก้มแม่ตนฟอดใหญ่ ท่ามกลางแสงไฟ คืนนี้แม่ของอู่ทงดูรูปงามไม่ต่างจากเทพเซียน เด็กน้อยภูมิใจจริงๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่

“ลูกชาย เจ้าอย่าได้ใส่ใจคำพูดคนอื่นเลยนะ แม้แม่จะเป็นผู้ชาย แต่ตอนมีเจ้าในท้อง มันไม่ใช่เรื่องโกหก แม่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เท้าน้อยๆของเจ้านี้ตอนยังไม่คลอด เคยถีบท้องแม่หลายครั้งก่อนที่จะออกมา แม่สาบานว่าเจ้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าจริงๆ หาใช่ลูกของผู้ใดไม่”ชายหนุ่มย้ำ พลางลูบหัวของลูกไปมา

“ท่านบอกข้าอีกทำไหม เดียวก็จะเล่าเรื่องคืนแต่งงานอีกใช่ไหมนี่ อะ…เล่าสิ ข้าจะฟังอีกก็ได้”คนขี้เบื่อยอมตามใจแม่

“ไม่หละ ถ้าลูกเบื่อแล้ว”

“เปล่า แต่ข้าจำได้ทุกคำเดียวท่านก็จะเล่าว่า ท่านบอกว่าคนผู้นั้น เข้ามาในห้องในอาการเมามาย ก่อนจะปีนขึ้นมาบนเตียง และจ้องมองท่านเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ….อิๆ" คนจำเก่งเล่าแทนสะเลย

“ล้อแม่ทำไมเจ้าลูกคนนี้… ก็มันจริงนี่หน่า หลังจากที่แม่ทัพกงปีนเตียง แม่ก็เหมือนวูบไปทันที ตื่นมาทั้งห้องก็ว่างเปล่าแล้ว ด้วยเหตุนี้แม่ก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงบอกไม่ได้ว่าใครเป็นพ่อของเจ้า ได้แต่ยืนยันว่า เจ้าคือลูกของแม่เท่านั้น ผิดด้วยเหรอ ว่าแต่เจ้าคงอยากได้เขาเป็นพ่อสินะ”

“ข้าไม่ได้อยากให้เขาเป็นพ่อสะหน่อย….ท่านแม่ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องที่ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของข้า คนอื่นจะมารู้ดีกว่าทงทงคนนี้ได้ไง ว่าแต่แผลท่านเป็นยังไงบ้าง ….ให้ข้าดูหน่อยเถอะ” ร่างเล็กๆ รีบลุกนั่ง แล้วไปรื้อชายเสื้อของแม่ตนขึ้น พอเห็นแผลยังไม่หายสนิทดี ก็ถอนใจเฮือกใหญ่ เหมือนอยากระบายความทุกข์ในอกออกมา และด้วยท่าทางที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบนั้น ทำเอาอู่หนานอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาหอมแก้ม ให้กำลังใจไม่ได้

“พะพอ เถอะท่านแม่ ท่านควรหักห้ามใจก่อน ข้าอยากรักษาแผลให้ท่านนะ อย่าเอาแต่ดมแก้มข้าสิ” ร่างผอมหัวเราะคิกคัก พลางพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขน

ความทรงจำและพลังแห่งปราณ

“เท่าที่ดูแผลก็แห้งแล้วนี่ อีกอย่างปู่เจียก็ให้ยาแม่กินแล้ว เจ้าอย่ากังวลเลยนะ”

“นอนลง อย่าให้บังคับ” ร่างเล็กๆใช้สายตาคมข่มเหงแกมบังคับ ทำให้คนเป็นแม่อดขำไม่ได้ ต้องยอมเอนกายลงบนเตียง….แววตาเมื่อกี้คมกริบ และดูคุ้นๆ เหมือนคนๆนั้นเกินไปแล้ว

“แผลท่านข้างในยังไม่หาย ข้าจะรักษาแบ้วนะ”

“…แม่ต้องทำอะไรมั่ง…จ้าๆ ไม่พูดไม่กวนแล้ว เชิญท่านหมออู่ทง รักษาให้ทีเถิด” พอเห็นหมอตัวน้อยปรามให้อยู่เฉยๆ เลยต้องแกล้งหลับตา แต่ร่างกายสัมผัสได้ถึงพลังอันแสนอบอุ่นจากมือลูก มันพุ่งเข้าสู่บริเวณท้องช้าๆ จึงอดที่จะแอบลืมตาดูไม่ได้

“ ช่างตั้งอกตั้งใจ สะจริงๆ เหมือนเขากำลังเชื่อมต่อเส้นเลือดในร่างเรา อยู่อย่างนั้นแหละ”ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปราณรักษาที่ถูกถ่ายจากมือเล็กๆ นั้นเข้าสู่ร่างหรืออะไรกันแน่…ทำให้เปลือกตาของอู่หนานเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง จนหลุดเข้าไปสู่ในห้วงฝัน และในฝันนั้นเอง ภาพความทรงจำของ ดอกเตอร์อู่หนาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเทคโนโลยีในชาติภพที่แล้ว ก็ทยอยไหลเข้ามาในหััวของอู่หนาน อดีตชายาโง่ของแม่ทัพกงปี่อย่างช้าๆ

“แม่! สายแล้วนะ ข้ากับอาจารย์ปู่กินข้าวอิ่มแล้ว ท่านไม่หิวหรือ”

“…อืม นอนเพลินไปหน่อย ” ร่างสูงแก้ตัวหลังสะดุ้งตื่น สายขนาดนี้แล้วหรือนี่…คนที่สับสนกับความจริงความฝันมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อให้แสงตะวันช่วยย้ำว่า ทุกสิ่งตอนนี้คือเรื่องจริง

“ทงทงจะไปเรียนหนังสือก่อนนะ ข้าวอยู่บนโต๊ะ ปู่บอกให้ท่านแม่กินแล้วพักก่อนก็ได้ อ้อ..ยังฝากบอกอีกว่ายาที่ทานอาจทำให้ง่วงนอน หากทนไม่ไหวก็พักไปเถอะ”

อู่หนาน พยักหน้าพลางยิ้มให้ลูกชาย แต่พออีกฝ่ายออกจากห้องไป เขาก็ทบทวนสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสมองอีกรอบ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วใช้มือเขียนตัวอักษรต่างๆในอากาศเล่น เหมือนคนบ้า นี่จู่ๆเขาก็…อ่านออก…เขียนได้ ความทรงจำที่ได้มาเมื่อคืนเตือนว่าเขารู้สิ่งต่างๆมากมาย เท่าๆที่ดอกเตอร์อู่หนานรู้ …มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเป็นเพราะอู่ทงใช้ปราณรักษาชี้นำ หรือจะเป็นเพราะตัวเขาเองในชาติก่อน

“การทดลองชิ้นไหนกันนะ… ที่พอจะเป็นไปได้”

แม้ขณะที่นั่งทานข้าวอยู่ ชายหนุ่มก็เอาแต่ครุ่นคิด ถึงการเชื่อมต่อระหว่างอู่หนานกับดอกเตอร์อู่หนานไม่หยุด ก่อนตายตอนอายุเก้าสิบปี เขาได้ถ่ายทอดความทรงจำใส่ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สร้างเองไว้ด้วย และยังทำการทดลองที่ซัพพอร์ทเกี่ยวกับชาติภพอีกหลายส่วน แต่ทุกโครงการนั่น….ก็ยังอยู่ในขั้นทดลองทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ

“หรือร่างนี้ เป็นแค่ภาพจำลอง”

คิดจนเผลอกัดลิ้นตนเอง ความเจ็บจี๊ด และน้ำตาไหลพรากๆ เป็นคำตอบที่แสนจะชัดเจน… ภาพจำลองที่ไหนกัน นี่มันชีวิตอีกภพชาติหนึ่งต่างหาก

“ท่านแม่ ร้องไห้…” คนที่พึ่งออกไปไม่นานเข้ามาอีกรอบ

“ปะเปล่าๆ แค่กัดลิ้น เพราะข้าว อร่อย เจ้าเรียนเสร็จแล้วรึ”

“เรียนไม่เสร็จหรอกแต่อาจารย์มีธุระต้องออกไปรักษาคน ท่านเลยให้ข้าหัดเขียนตามนี้ไปก่อน ท่านแม่อยากดูไหม ข้าจะเขียนให้สวยเลย ดูไหมๆ”

“ดูสิ…เราไปฝึกอ่านเขียนกันที่ห้องตำราดีไหม”

อู่ทงเห็นด้วย เพราะเขาต้องการให้อีกฝ่ายหัดเรียนรู้ไปกับตนหรอกนะ ไม่ชอบเลยเวลาได้ยินคนด่าว่าท่านแม่เป็นชายาโง่ เด็กน้อยอยยากเถียงว่าไม่ได้โง่แต่ไม่ได้เรียนต่างหาก เอาเถอะ…ตอนนี้ได้โอกาสแล้ว ทงทงจะสอนแม่เอง แต่…สักพักหนึ่ง คนที่จะสอนแม่ต้องตะลึงและถามขึ้นทันที

“ทะท่านเขียนได้ทุกตัวเลยรึ แล้ว…อ่านออกไหม”

“อยากฟัง ตำราเล่มไหนหละ….แต่เรื่องนี้เจ้าต้องเก็บเป็นความลับไว้ก่อนนะ อย่าพึ่งบอกใคร แม่ต้องเรียนรู้อีกเยอะยังไม่อยากจะอวดตนกับผู้ใดว่าเป็นคนเก่ง”

“อาจารย์บอกข้าเป็นอัจริยะ ท่านเป็นแม่ย่อมเก่งกว่าไม่เห็นแปลก…จะถ่อมตนไปทำไหม เอาเถอะทงทงไม่ขัดใจหรอก หากท่านเล่าเรื่องสนุกๆ จากหนังสือให้ข้าฟังสักเรื่อง ทงทงจะยอมเก็บเป็นความลับให้” คนอยากฟังเรื่องเล่าพยายามยิ้มหวานและต่อรอง

“เรื่องสนุก แต่ในนี้เหรอ… มีแต่ตำราสมุนไพรนะนี่ อืม….นิทานสักเรื่องก็ไม่มี” คนที่เดินไปรอบๆห้อง สำรวจตำราแล้วก็ท้อใจ ไม่มีอะไรที่เหมาะกับวัยของลูกตนแม้แต่นิด จนไม่รู้จะเล่าอะไรดี

“ตำราสมุนไพรก็สนุกได้ หยิบมาสักเล่มเถอะ ข้าอยากฟังเสียงท่านอ่าน”คนที่อยากฟังจะแย่ตัดสินใจแทน ด้วยการหยิบตำราตรงหน้าตนมา แล้วให้แม่อ่านทันที ซึ่งเสียงทุ้มๆ ที่อ่านเรื่องราวของสมุนไพรในหนังสือให้เขาฟังนั้น สำหรับเด็กน้อยแล้ว มันช่างไพเราะจนอดที่จะน้ำตาซึมออกมาไม่ได้ “ ตอนนี้…แม่ของทงทงไม่ใช่คนโง่อีกแล้ว” ร่างเล็กๆที่นั่งตักอยู่บอกตนเอง พลางหลับตาและยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ท่านแม่ ข้าอยากเห็นของจริงของสมุนไพรเหล่านี้” รีบบอกหลังฟังจบ

“งั้นเราไปขอดู…ที่ห้องเก็บยาดีไหม”

ร้านสมุนไพรของหมอเจียนั้น ถ้าเทียบกับร้านอื่นๆในเมืองฉิน ถือว่าขนาดกลาง แต่เนื่องจากว่าหมอเจียไม่ได้เปิดสาขาย่อย ร้านของเขาจึงสะสมสมุนไพรพื้นฐานตามหนังสือไว้ครบถ้วน บ่าวที่เฝ้าห้องยาไม่ได้ขัดขวาง เพราะรู้สถานะของนายน้อยคนใหม่แล้ว ว่านี่คือศิษย์ของหมอเจีย

“นี่คือตองเป่าคุง ”เสียงเล็กๆชี้บอก

“ใช่ เจ้าทำไหมรู้หละ” อู่หนานถามดู เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าสมุนไพร100 กว่าชนิดที่ตนพึ่งอ่านให้ฟังเมื่อครู่ทงทงจะจำได้หมด

“กลิ่นหอมคล้ายต้นตองชิง และในหนังสือที่ท่านแม่อ่านก็มีรูปของใบมันให้ดู ข้าจะไม่รู้ได้ไงขอรับ ”

อู่หนานอดยิ้มให้เจ้าคนฉลาดเกินอายุนี่ไม่ได้ ยิ่งเห็นจมูกเชิดๆนั่นก็พาลอยากจะแกล้งบีบเล่นดูสักหน่อย แต่เหมือนจะมีเสียงเอะอะ ที่หน้าร้านขายสมุนไพร จนบ่าวไพร่วิ่งกันให้วุ่นไปหมด ทำให้เขาต้องพลอยหอบลูกชายออกไปดูเหตุการณ์ด้วย เผื่อมีอะไรช่วยได้บ้าง

“หมอไม่อยู่! จริงๆ ข้าทำได้แค่ขายยาเฉยๆ เจ้ารีบพาคุณชายหลงซานไปรักษาที่อื่นเถอะ ข้าไม่ใช่หมอจะรักษาได้ยังไงเล่า” มู่ชุน ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าหน้าร้าน บอกกับบรรดาบ่าวตระกูลหลงตรงๆ

“พวกข้าไปมาหมดทุกร้านแล้ว มีแต่บอกหมอไม่อยู่ๆ กันทั้งนั้น ไหนว่าหมอเจียเป็นหมอเทวดาของเมืองฉิน ไงใจดำถึงเพียงนี้เล่า ช่วยดูอาการ…ของคุณชายก่อนสักหน่อยเถอะ จะให้พวกข้าแบกเกี้ยวกลับจวนตอนนี้นะรึ แบกกลับไปเพื่ออันใดเล่า ไม่เห็นรึว่า คุณชายทำท่าจะไม่รอดแล้ว….ท่านต้องไปดูก่อนสิ"

“ข้าไม่ใช่หมอ ดูไปก็ไม่รู้เรื่อง หรอกปัดโถ่…แล้วหมอยาตระกูลหลงไปไหนเล่า…”

“ ท่านหมอ…คุณชายข้า ตอนนี้เริ่มชักแล้ว จะตายแล้ว ช่วยด้วย!!!!” บ่าวที่เฝ้าเกี้ยววิ่งมาจับเข่าของมู่ชุน ส่วนบ่าวคนอื่นๆของตระกูลหลงก็รีบพากันช่วยฉุดช่วยลาก เพื่อให้เขาไปดูอาการของคุุณชายตนให้ได้ แม้ชายหนุ่มจะขัดขืนเพียงใดก็หาได้สนใจไม่

“ข้าไม่ใช่หมอ!!! อย่าๆ ลากแบบนี้”

มู่ชุนพยายามเอาตัวเองให้รอดจากบรรดาบ่าวตระกูลหลง แต่สุดท้ายก็ถูกลากมาดูคนป่วยจนได้…พอเขาเห็นสภาพคนไข้ในเกี้ยวที่กำลังดิ้นพล่านชักเกร็งไปทั้งตัว หัวใจก็พลันหล่นตุ๊บ ….สลบไสลไปดื้อๆ ทิ้งให้บรรดาบ่าวที่ห้อมล้อมอยู่แตกหือบางคนถึงกับทรุดลงร้องห่มร้องไห้ เพราะตอนนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บางคนก็พึมพำคร่ำครวญว่า… เห็นทีตอนนี้คุณชายหลงซานจะถึงคาดสะแล้ว

“ทะท่านแม่ …ข้าอยากช่วยเขา”

“….แม่ว่าเรา…”อู่หนานอยากจะเตือนลูกชายว่า การเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แบบนี้ มันอันตรายเพียงใด ภัยจากการรักษาผู้ป่วยสุ่มสี่สุ่มห้านั้น อาจย้อนกลับมาทำให้หมอตายได้ เพราะความกล้าหาญ ความเสียสละ ไม่ใช่นำมาซึ่งสิ่งดีงามเสมอ แต่…นั่นแหละ แววตาที่เต็มไปด้วบความกล้าและใสบริสุทธิ์ของลูก ทำให้เขากล้าเอ่ยออกมาบ้าง

“รีบนำคุณชายเข้าไปที่โรงหมอเถอะ ข้าจะรักษาเอง”

เพราะแววตาของลูกชายหรอกนะ ถึงได้เอ่ยออกไปแบบนั้นหลังจากยืนดูเหตุการณ์ประหนึ่งคนนอกอยู่นาน พอพูดเสร็จก็หันหลังกลับทันที โดยไม่สนใจว่าบรรดาบ่าวตระกูลหลงจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ตามมายิ่งดี ถือว่าได้กล้าพูดไปแล้ว ทงทงเจ้าคงไม่โทษแม่หรอกนะ

“เจ้า…รักษาได้แน่นะ”

คนที่เป็นเหมือนหัวหน้าบ่าวตระกูลหลง ยังคงคลางแคลงใจ แม้นำร่างคุณชายของตนมาวางไว้บนเตียงในห้องรักษาแล้วก็ตาม เพราะดูจากรูปลักษณ์ของคนๆนี้แล้ว ช่างเหมือนทาสที่ขายแรงมากกว่าจะเป็นหมอยาประจำร้านนี้

“รีบไปหาผ้าชุบน้ำเย็น มาเช็ดเนื้อตัวให้คุณชาย ก่อนที่ไข้จะสูงไปกว่านี้ ส่วนเจ้าเตรียมต้มยา! ให้ข้าตามรายการพวกนี้ อู่ทง ลูกช่วยจับตาดูพวกเขาด้วย”

นาทีนี้ อู่หนานปล่อยให้ความทรงจำของดอกเตอร์หนานในชาติก่อนทำงานไป ซึ่งที่จริงแล้วแค่เห็นอาการของคุณชายตอนที่อยู่ในเกี้ยว ก็พอจะรู้แล้วหละว่าเป็นไข้ป่าโดยมียุงเป็นตัวนำโรค หากเป็นชาติก่อนคนไข้คนนี้ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก หมอทั่วไปฉีดยาฆ่าเชื้อไม่กี่เข็มก็หาย แต่ภพนี้ต้องอาศัยยาต้มรักษาตามอาการ ชายหนุ่มจึงจัดยาออกเป็นสามชุด ชุดแรกลดอาการไข้ ชุดที่สองฆ่าเชื้อในเส้นเลือด และชุดที่สามปรับสมดุลในเลือดลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการชักกระตุกได้อีก

“อย่าหยุดเช็ดตัวนะ เจ้าเปิดหน้าต่างระบายอาการหน่อย…นี่ถอยออกมาเลย เหมือนเจ้าจะเช็ดตัวไม่เป็น ดูไว้นะ เวลาเช็ดตัวให้คนไข้ต้องทำแบบนี้”

ขณะสาธิตวิธีการเช็ดตัวคนไข้ให้บ่าวดู มู่ชุน ที่ฟื้นขึ้นมาก็พลอยได้เรียนรู้ไปด้วย แม้คราแรกเขาแทบไม่เชื่อถือเลย ว่าแม่ของลูกศิษย์ตัวน้อยของหมอเจียจะรักษาคนไข้ได้ แต่พอเห็นการเช็ดตัวที่เป็นขั้นตอน ดูคล่องไปหมดของอีกฝ่ายแล้วก็เริ่มหายใจโล่ง อย่างน้อยก็น่าจะพอประคองอาการคนไข้ไว้รอให้หมอเจียกลับมา….ได้แหละน่า

“ท่านแม่ ยามาแล้วขอรับ”

“ดีมาก นี่เป็นยาลดไข้ ยามที่คนไข้ไม่มีสติต้องป้อนยาแบบนี้นะ” ผู้เป็นมารดายิ้มพร้อมรับถ้วยยามา ก่อนจะเริ่มป้อนยาให้ดูช้าๆ ลูกจะได้เรียนรู้จากของจริงไปด้วย

“ง่ายจัง ให้ทงทงทำนะ ไม่หกแน่นอน” เด็กน้อย ร้องขอพร้อมทั้งสั่งให้บ่าวช่วยประคองศรีษะคุณชาย ตามที่แม่สาธิตให้ดูจากนั้นก็ลงมือป้อนยาชุดแรกอย่างคล่องแคล่ว จนมู่ชุนอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้

" คุณชายอู่ทง ทำได้ดีสมกับเป็นลูกศิษย์ของท่านหมอเจียจริงๆ ขอรับ"

“อิๆ ข้าเก่งใช่ไหม …ท่านแม่ ยาอีกหม้อยังไม่ต้มเหรอ ข้าเห็นแช่น้ำไว้นานแล้วนะ"

“ไม่ๆ ยาหม้อสามนั่นไม่ต้องต้ม สมุนไพรบางชนิดจะสรรพคุณจะหายไปเพื่อถูกความร้อน เดียวรออีกครึ่งชั่วยาม แม่จะทำให้ดูว่ายาเย็นนั้นต้องเตรียมยังไง ….พี่มู่ชุนพอจะรู้ไหมว่าปู่เจีย ไปรักษาคนไข้ที่ไหน"

“ไม่รู้สิ ปกติก็ไม่ได้รีบร้อนแบบนี้ ”

“อืม งั้นเรารอดูอาการของคนป่วยสักพักเถอะ”

เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า เขาเดินออกไปเตรียมยาชุดที่สองและสามพร้อมกับลูกทันทีที่ป้อนยาเสร็จ ทงทงนั้นช่างเปฌนเด็กช่างจดจำและกระตือรือร้นมาก สอนสิ่งใดครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว สองแม่ลูกเดินเข้าเดินออกห้องรักษาอยู่สองชั่วยาม คุณชายตระกูลหลง ก็อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไข้ลดลงมากแล้วร่างกายก็ผ่อนคลายดี แต่นี่แค่พึ่งเริ่มต้น… ทำให้อูหนานต้องปรึกษามู่ชุนถึงแผนการรักษา

“พี่มู่ชุน…ทำไงดี คนไข้ต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่สักสองสามวัน”

“หมายความว่า คุณชายของเราจะไม่หายหรือท่านหมอ ทำไหมต้องรักษาหลายวัน แล้วต้องอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย ปกติเอายาไปต้มกินที่จวนก็ได้นี่" มู่ชุนไม่ทันตอบก็มีเสียงแทรกขึ้นทันที

“เจ้า…”

“ข้าอ้าวเหอ เป็นพ่อบ้านจวนสกุลหลง ”

“อ้อ พ่อบ้านเหอ การรักษาต้องให้ยาอย่างเคร่งครัดทุกสองชั่วยาม และการต้มยานั้นเจ้าคิดว่ามันง่ายเหมือนต้มผักหรือไง ข้าตัดสินใจแทนใครไม่ได้หรอกนะ หากจะเอาคนป่วยกลับก็กลับได้ แต่ถ้าอยากหายก็อยู่นี่ พี่มู่ชุน…ช่วยดูแลเรื่องนี้ทีเถอะ เขาตัดสินใจยังไงก็ตามสบาย…. ข้าขอรับผิดชอบแค่การรักษาคนไข้ที่ยอมทำตามข้อตกลงเท่านั้น”

"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...