(มี E-Book) แน่ใจนะว่าเจ้าเป็นเกอ
ข้อมูลเบื้องต้น
ยินดีต้องรับสู่โลกใบใหม่ที่ไรท์สร้างขึ้น
"แน่ใจนะว่าเจ้าเป็นเกอ"
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นั่งคิดนอนคิดมานานมากๆ กว่าจะได้ตัวละครนี้มาไม่ง่ายเลย
แต่สุดท้ายแล้ว เกอคนงามที่เก่งกาจเกินบุรุษก็ได้มีตัวตนขึ้นมาเสียที
นิยายอัพ วันเว้นวัน อัพทุกวันไม่ไหวเหนื่อยมาก
เป็นมือใหม่สำหรับแนวนี้ แต่ก็อยากจะให้นักอ่านทุกท่านได้ลองเข้าไปอ่านกันสักครั้ง หากถูกจริตเราก็ไปกันต่อ!
………………..
"ได้ข่าวว่าคนที่ชื่อฮุ่ยหลิงเก่งกาจนัก ทั้งการค้าขาย วรยุทธ์ หน้าตาก็ล้วนงดงาม ดูดี กิริยาท่าทางก็แลดูสูงศักดิ์ ข้าละอยากมีบุตรเป็นสตรีส่งเข้าเรือนนอนของเขานัก"
แต่ท่านฮุ่ยหลิงเป็นเกอนะขอรับท่านป้า
นั้นคือบทสทนาของทั่วบ้านทั่วเมืองที่มักเกิดขึ้นเมื่อได้รับรู้ข่าวคราวของคนผู้หนึ่ง บุรุษที่แสนเก่งกาจ ช่วยเหลือผู้คนมากหน้าหลายตา แม้แต่จักรพรรดิ์ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินก็ยังไว้วางใจ หากจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก ไม่ใช่แค่เพียงเจ้าของแผ่นดินเพียงแห่งเดียว แต่มันลามไปถึงแคว้นข้างเคียงอีกไม่น้อยเลย
ข่าวลือของคนผู้นั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่เรื่องที่เป็นข้อถกเถียงของชาวเมืองมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นเรื่องเพศสภาพของคนผู้นั้น
ทุกคนที่ได้พบเจอตัวจริงต่างมีคำถามที่ดังก้องอยู่ภายในใจเสมอ
'แน่ใจนะว่าเจ้าเป็นเกอ'
…………….
เซตเรื่องเป็นแนวจีนโบราณจริงแต่จะไม่ใช้คำบรรยายที่จีนจ้าจนเกินไป ใครที่ไม่เคยอ่านแนวนี้สบายใจได้ ท้องเรื่องมีการฝึกวรยุทธ์ ต่อสู้ สัตว์อสูร สัตว์เทพ และอีกมากมายหลากหลายอย่าง แต่สามารถอ่านเข้าใจได้ไม่มีงงแน่นอนไรท์รับรอง
……………..
บทนำ
บทนำ
ในวันที่ฝนตกฟ้าร้องคล้ายกับทั้งชีวิตไม่เคยตกมาก่อน เงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นถนนหน้าอาคารที่ปิดทำการ ร่างกายที่เคยมีชีวิตถูกความแรงของรถยนต์คันหนึ่งขับพุ่งชนจนถึงแก่ความตาย ซ้ำร้ายผู้กระทำกลับไม่แม้แต่จะสนใจไยดี ทิ้งเอาไว้ก็แต่ร่างที่ไร้ลมหายใจของคนคนหนึ่ง
“ช่างน่าเวทนา”
“เราไม่มีเวลาแล้ว รีบจัดการเถอะ”
บทสนทนาที่กลับดังมากกว่าเสียงของสายฝนที่ตกกระทบไม่มีท่าทีที่จะหยุด มันดังเข้าหูของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนมองร่างของใครบางคนด้วยแววตาสับสน ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะรู้สึกโล่งใจ
เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะได้ไปจากโลกที่แสนโหดร้ายใบนี้เสียที
ใบหน้าที่งดงามหันมองตามตำแหน่งที่มาของเสียง ตรงข้ามของถนนปรากฏให้เห็นเงาร่างของคนสองคน หรือไม่นั้นอาจจะไม่ใช่คน ทั้งสองกำลังปรึกษาถึงสาเหตุการตายของคนผู้หนึ่งซึ่งนั้นอาจจะเป็นเจ้าตัว รวมถึงพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง ซ้ำร้ายทั้งคู่ยังเริ่มถกเถียงกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น
“เขาไม่ควรที่จะตายตอนนี้”
“แต่โลกที่เขาควรไปไม่อาจรอได้แล้ว”
บทสนทนาที่ได้ยินเพียงน้อยนิด แต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วงามขมวดด้วยความไม่เข้าใจ แม้การตายของตนเองจะไม่ได้อยู่ในแผน แต่บทสนทนาของชายทั้งสองนั้นกลับทำให้ดวงวิญญาณที่พึ่งตกตายใหม่ๆ ตนนี้รู้สึกสับสนไปหมด ไม่เข้าใจว่าอะไรคือการที่ไม่ควรตายในตอนนี้ แล้วอะไรมันคือโลกที่เขาเคยจากมา
แน่ใจนะว่าวิญญาณในบทสนทนานั้นคือตนเอง
“มีเรื่องผิดพลาดเล็กน้อย”
“วะ ว่าไงนะ”
ไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้เอ่ยถามอะไร ทั้งสองตัวตนที่ไม่อาจนับว่าเป็นมนุษย์ ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของร่างบาง โนเอลไม่อาจแน่ใจได้ว่าพวกเขาทั้งสองเป็นยมทูตหรือเทวดา เพราะความที่ตนหนึ่งอยู่ในเครื่องแบบสีดำทั้งตัว ส่วนอีกคนอยู่ในชุดสีขาว มันอาจจะเป็นทั้งสองตัวตนหรือไม่ใช่ก็ได้ แต่เรื่องที่สำคัญมันคือสิ่งที่โนเอลได้ยิน แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่
“เจ้าตายแล้ว”
“อันนั้นรู้แล้ว ผมถามถึงเรื่องผิดพลาด อะไรที่พวกคุณทำพลาด”
โนเอลเริ่มอารมณ์ไม่ดี เพราะในตอนนี้เจ้าตัวกำลังขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยินมา ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลมันคือสิ่งที่ร่างบางสัมผัสได้ แม้จะอยู่กับสิ่งที่น่าจะเป็นเทวดาและยมทูตอย่างละตน แต่สีหน้าปลาตายของยมทูตกลับทำให้ร่างบางขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม
“ไม่มีอะไรมาก เจ้าเพียงตายก่อนเวลา”
ยมทูตชุดดำเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกผิด โนเอลคิ้วกระตุกกับความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของชายผู้นี้ แม้ใบหน้าของคนทั้งสองจะกินกันไม่ลงเลยก็ตาม แต่ความรู้สึกอันตรายที่สัมผัสได้ตั้งแต่เมื่อกี้กลับทำให้โนเอลขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจ
“ถึงโลกนี้จะตายก่อนเวลา แต่โลกนั้นไม่อาจรอได้แล้ว” เทวดาชุดขาวเอ่ยขึ้นมาอีกคน ร่างบางรู้สึกงงจนไม่รู้ว่าจะงงยังไงแล้ว
“เดียวๆ ที่ว่าผมตายก่อนเวลาก็พอเข้าใจได้ แต่อีกโลกที่พวกคุณพูดถึงมันหมายความว่ายังไง”
เจ้าของร่างที่นอนตายอยู่ตรงนั้น เอ่ยถามคนทั้งคู่ด้วยความไม่เข้าใจ การตายของเขาก็พอเข้าใจได้มันอาจจะเป็นเพราะอะไรสักอย่างเขาถึงได้ตาย แต่ว่านะคำว่าโลกอื่นที่พวกเขาพูดถึงมาตั้งแต่เมื่อกี้ กลับเป็นสิ่งที่โนเอลไม่เข้าใจมากที่สุด
ร่างบางมองว่าเรื่องการตายของตนเองนับว่าเป็นเรื่องที่ปกติ อาจจะเพราะงานอันตรายที่ทำอยู่ แต่แม้จะไม่รู้ว่ารถที่ขับชนตนใช่กลุ่มคนที่ตามล่ามาโดยตลอดรึเปล่า แต่โนเอลไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว ซ้ำร้ายการที่เจ้าตัวตายอาจนับว่าเป็นเรื่องดี
โลกแบบนี้เขาไม่อยากอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว หากไม่ใช่เพราะว่าการฆ่าตัวตายนับเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดของชีวิต โนเอลก็อาจทำมันไปตั้งนานแล้ว
เขาเหนื่อยกับโลกใบนี้เต็มทน
“แท้จริงแล้วเจ้ามีชะตาของสองโลก ก่อนเจ้าเกิดมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ดวงวิญญาณเศษเสี้ยวหนึ่งของเจ้าหลุดเข้าไปยังอีกโลก แม้โลกนั้นจะเป็นโลกที่เจ้าควรไปเกิดตั้งแต่แรก เพื่อคงสภาพของดวงวิญญาณให้ยังคงไม่แตกดับ เราจำเป็นที่จะต้องให้เจ้ามาเกิดที่โลกนี้ และรอเวลาให้เด็กคนนั้นหมดอายุขัย แต่ไม่คาดคิดว่าอุบัติเหตุเช่นนั้นจะเกิดขึ้น”ั
ชายในชุดสีขาวเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยน แม้เนื้อหาของเรื่องเล่าจะฟังแล้วคล้ายกับจะเป็นชะตาที่สวรรค์กำหนด แต่ขอโทษเถอะครับ ฟังยังไงก็ไม่น่าใช่ชะตาฟ้าลิขิต มันควรจะเป็นเพราะความสะเพร่าของพวกท่านมากกว่า
“มันไม่ได้เรียกว่าชะตา แต่มันคือความสะเพร่าของพวกท่าน”
ใบหน้าหวานที่แม้จะเป็นเพียงวิญญาณไปแล้วขมวดคิ้วใส่คนทั้งคู่ อีกทั้งยังดุทั้งเทวดาและยมทูตโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว
“เท่าที่ฟังมาจนถึงตอนนี้ ทั้งผมและเขาจำเป็นต้องตายก่อนที่จะถูกส่งไปเกิดใช่ไหม เพราะความผิดพลาดของพวกคุณจากหนึ่งจึงถูกแยกเป็นสอง และในตอนนี้คนที่ต้องตายตามอายุขัยกลับตายไปแล้ว และผมก็ดันมาตายด้วย ตายก่อนกำหนดทั้งคู่”
ร่างบางกอดอกพลางมองตัวตนทั้งสองด้วยความไม่สบอารมณ์ ปกติโนเอลนั้นเป็นคนง่ายๆ จะอะไรยังไงก็ได้ แต่ว่านั้นจะต้องไม่ใช่การมาระรานเจ้าตัว ใครจะเป็นจะตายโนเอลไม่คิดที่จะสนใจ แต่ถ้าเรื่องมันมาเกิดกับตนเองโดยตรง อีกทั้งยังเป็นการเกิดแบบที่ไม่ถูกต้อง
โนเอลไม่โอเค
………
เปิดตำนานบทใหม่สู่ดินแดนต่างโลก แล้วเจอกันกับตอนที่หนึ่ง
"แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย หรือต่อให้ชาตินี้ฉันสู้ไม่ได้ชาติหน้าก็ยังมี"
แล้วเจอกัน
01 แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย หรือต่อให้ชาตินี้ฉันสู้ไม่ได้ ชาติหน้าก็ยังมี!
01
แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย หรือต่อให้ชาตินี้ฉันสู้ไม่ได้ ชาติหน้าก็ยังมี!
เพราะความผิดพลาดของตัวตนที่ระบุไม่ได้ทั้งสอง ส่งผลให้วิญญาณของโนเอลจำต้องเป็นฝ่ายข้ามมิติมาหลอมรวมกับเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของตน ในตอนแรกที่โนเอลได้เห็นร่างที่ไร้ลมหายใจจากอีกโลกหนึ่ง ร่างบอบบางที่อยู่ในอาภรณ์เก่าขาด เส้นผมที่ยาวจนไม่รู้ว่าจะยาวยังไงได้อีก กับผิวที่ซีดขาวจนไม่นึกว่าเป็นคน
จริงๆ ก็ไม่ใช่คนแล้วละนะ เป็นศพไปแล้ว
“คนนี้หรอ จมน้ำตายสินะ”
โนเอลพิจารณาจากจุดที่อีกคนอยู่รวมถึงร่องรอยที่เกิดขึ้นรอบตัว เพราะไม่พบอะไร อีกทั้งจุดที่อีกคนนอนเสียชีวิตก็อยู่ในป่าลึก ร่างที่ไร้ลมหายใจลอยมาตามน้ำก่อนจะถูกซัดขึ้นฝั่ง โชคดีที่คนพวกนั้นไม่ปล่อยให้ร่างกายถูกสัตว์ร้ายกินไปซะก่อน เท่าที่ฟังเรื่องเล่าจากสองคนนั้น เห็นบอกว่าเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้น
ถ้าเป็นแค่อุบัติเหตุก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ามีอะไรมากกว่านั้นเห็นทีคงต้องจัดการ
ดวงวิญญาณหลักลอยวนรอบร่างที่ไร้ลมหายใจอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะลองแตะร่างที่ตนต้องมาอาศัยนับจากนี้ ทันทีที่วิญญาณของโนเอลสัมผัสร่างนั้น คล้ายกับมีแรงดึงดูดอันไร้ที่มาที่ไป ดึงวิญญาณของโนเอลให้หายเข้าร่างตรงหน้าทันที
“เข้าง่ายกว่าที่คิดนะ”
“อืม”
เทวดาและยมทูตหนุ่มที่แอบมองจากที่ไกลๆ หลังมาส่งเด็กหนุ่มผู้นั้นแล้วชิ่งหนีทันที ถ้าเป็นปกติพวกเขาก็คงอยู่ต่อจนกว่าอีกคนจะกลับเข้าร่างได้อย่างปลอดภัย แต่เพราะวีรกรรมขูดเลือดขูดเนื้อของดวงวิญญาณร้ายกาจผู้นั้น ทั้งยมทูตหนุ่มและเทวดารูปงามจึงไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้เด็กคนนั้นเท่าไหร่นัก
เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เกรงว่าทรัพย์สินที่ต้องเสียให้กับอีกคนคงจะมีมากกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อยเลย
วิญญาณอะไร ปล้นได้แม้กระทั่งกับตัวตนปริศนาอย่างพวกเขา ไม่รู้จักกลัวอะไรเอาซะเลย
“เอายังไงต่อละ”
“ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าชะตาของเด็กคนนั้นจะอยู่หรือตาย”
“น่าเสียดายที่ไม่สามารถบอกกล่าวอะไรได้เลย”
“แค่ทรัพย์สมบัติของพวกเราที่เจ้าตัวชิงไปก็คงพอช่วยเหลือได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะใช้พวกมันทำอะไรเท่านั้น”
ยมทูตและเทวดาหนุ่มมองส่งเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งเอาไว้ก็แต่ร่างบอบบางที่ผิวกายซีดขาวคล้ายศพ เริ่มมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น และหนึ่งชั่วโมงต่อมา แพขนตายาวที่ปิดสนิทก็เริ่มขยับไหว ก่อนที่ดวงเนตรสีฟ้าน้ำทะเลจะลืมตาตื่น
“ไม่อยากจะเชื่อ แค่กๆ”
เสียงแหบแห้งเอ่ยออกมาแผ่วเบาเพราะพึ่งฟื้นจากความตาย ดวงตาคู่สวยสั่นระริกด้วยความคาดไม่ถึง เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณที่อาศัยอยู่ที่โลกใบนี้ แสดงให้เห็นถึงความทรงจำก่อนตายของเจ้าตัว แม้สาเหตุที่ตายจริงๆ จะเกิดจากการจมน้ำเพราะพลัดตกลำธารในระหว่างที่กำลังหนี
และใช่พวกคุณฟังไม่ผิด เจ้าของร่างคนก่อนหรือจริงๆ ก็ตัวของโนเอลเองนั่นแหละผลัดตกน้ำในระหว่างที่หนีจากชาวบ้าน แม้เศษเสี้ยวที่อาศัยอยู่ในร่างนี้จะพูดไม่ได้ รวมถึงสติสตังที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เพราะเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของหมู่บ้านหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับป่าต้องห้าม ป่าที่ว่าใครก็ตามที่ได้ย่างกายเข้าไปก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครรอดกลับมา
และเพราะความเชื่อใจชาวบ้านที่เลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่เกิด เด็กคนนี้จึงไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุที่พวกชาวบ้านอดทนคอยเลี้ยงดูเจ้าตัวมามันเป็นเพราะอะไร และในวันที่เจ้าตัวได้ยินบทสนทนาของหนึ่งในคนที่เลี้ยงดูตนเองมาโดยตลอด ความหวาดกลัวก็เริ่มกัดกินจิตใจ ทั้งผิดหวังและมากที่สุดคือความเสียใจ
‘อีกไม่นานพวกเราก็จะขายมันได้’
‘ดวงตาคู่นั้นที่นายท่านต้องการ เมื่อมัน 15 หนาว ข้าจะควักออกมาทันที’
‘ถ้าไม่ใช่เพราะมีเงื่อนไข ป่านนี้ข้าคงควักออกมาตั้งนานแล้ว’
ดวงตาสีน้ำทะเลที่แสนงดงามคู่นี้ ชีวิตที่เติบโตมาจนถึง 12 หนาว ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากคำสั่งของคนผู้หนึ่ง ใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังคนในหมู่บ้าน มันต้องการที่จะเลี้ยงดูเด็กน้อยคนหนึ่งให้เติบโตจนครบ 15 หนาว ก่อนจะควักดวงเนตรที่งดงามออกมาด้วยความเลือดเย็น
ชีวิตที่เคยคิดว่าเติบโตขึ้นมาจากความรัก กลับถูกความจริงตีแสกหน้า
มิน่าละถึงไม่คิดตั้งชื่อให้เจ้าตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงนี่เอง โชคดีจริงๆ ที่อีกคนหนีออกมาได้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้งรึเปล่า
“ในเมื่อพวกมันทำกับนายแบบนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับทำร้ายฉันอีกคน”
ดวงตาสีฟ้าที่เคยสดใส แปลเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามที่ดูงดงามและน่าหวาดกลัว อดีตวิญญาณเร่ร่อนท่องคำคมที่ตนเองยึดติดมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย หรือต่อให้ชาตินี้ฉันสู้ไม่ได้ ชาติหน้าก็ยังมี!
“โอ๊ย!”
และในระหว่างที่กำลังระลึกถึงเรื่องราวในอดีต โนเอลที่ขยับตัวไม่ระวังก็ถึงกับต้องนิ้วหน้าเพราะเผลอไปโดนโขดหินจนได้เลือด แต่ความกังวลเพราะกลัวว่าอาจจะมีสัตว์ป่าตามกลิ่นเลือดเข้ามาก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก เพราะในตอนนี้แผลที่เคยเลือดออกกลับสมานเข้าหากันมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!
อ่อ จริงสิลืมไปว่าเรารีดไถสองคนนั้นมานี่นะ
โนเอลจากที่ตกใจก็เป็นอันต้องเปลี่ยนอารมณ์ เพราะก่อนหน้านี้พึ่งไปรีดไถสมบัติจากสองคนนั้นมา ด้วยเพราะไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะต้องลำบากกับอะไรอีกบ้าง อีกทั้งโลกที่กำลังยืนอยู่ยังเป็นโลกในรูปแบบของจีนโบราณ กำลังภายในและสัตว์ในเทพนิยาย
มันก็น่าสนใจอยู่หรอกหากว่าเขาแข็งแกร่งละก็นะ น่าเสียดายที่ไม่สามารถขอพลังโดยตรงได้ แต่ก็โชคดีที่อย่างน้อยๆ ความเร็วในการฝึกตนก็จะเร็วกว่าชาวบ้านชาวช่องคนอื่นเขา
“แล้วจะเองยังไงต่อละทีนี้”
โนเอล มองสภาพแวดล้อมรอบตัว แม้จะโชคดีที่หนีรอดออกมาได้ แต่กลับโชคร้ายที่พลัดตกลำธาร เพราะลำธารสายนี้แม้บนผิวน้ำจะดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ถ้าได้ลองตกลงไปสักครั้งคนธรรมดาก็จะไม่มีโอกาสตะเกียกตะกายขึ้นมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง
เพราะความพิเศษในเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้เด็กคนนี้ต้องจมน้ำตาย และสุดท้ายก็มาเกยตื้นในป่าต้องห้าม ป่าที่มีเพียงสัตว์อสูรมากหน้าหลายตา เพราะความอันตรายมันจึงไม่เหมาะที่มนุษย์ธรรมดาจะย่างกายเข้ามาที่นี่
และในตอนนี้โนเอลก็มานั่งอยู่บนโขดหิน ใกล้กับตำแหน่งที่ตนเองเกยตื้นภายในป่าต้องห้ามที่คนธรรมดาอย่างเจ้าตัวไม่ควรเข้ามามากที่สุด
“จะบ้าตาย”
แม้จะรู้ว่าทันทีที่มาอาศัยยังที่ที่ไม่คุ้นเคยจะต้องลำบากในการปรับตัว แต่ใครจะคิดละครับว่าจะต้องมาหาทางเอาชีวิตรอดจากป่าที่ได้ชื่อว่าไม่เคยมีใครรอดกลับออกไปได้เลย แม้แต่คนเดียว
ถ้าไม่มีใครรอดออกไปแล้วจะรู้เรื่องป่าต้องห้ามได้ยังไง ยังมีกระทั่งสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์นั้นอีก ย้อนแย้งกันเกินไปแล้ว
ร่างบางที่มีเส้นผมปกปิดใบหน้ากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ในตอนนี้เจ้าตัวไม่มีกระทั่งเวลาจะมาสนใจสภาพของตนเอง ในหัวมีแต่ความคิดว่าจะทำยังไงต่อจากนี้ดี ไม่รู้เลยว่าถ้าออกเดินทางย้อนกระแสน้ำจะต้องไปเจอกับอะไรเข้ารึเปล่า ซ้ำร้ายถ้าออกไปได้ก็ต้องไปเจอหมู่บ้านที่ตนเองหนีมาอีก ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็อันตรายทั้งคู่
แต่ถ้าเดินหน้าต่อมันก็อันตรายอยู่ดีไม่ใช่รึยังไง
“เอาไงดี”
โชคดีแค่ไหนที่ในตอนนี้ไม่ได้เจออสูรหรือสัตว์สักตัว แต่นั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะปลอดภัย ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าโนเอลอาจจะกลายเป็นอาหารของสัตว์แถวๆ นี้ไปแล้วก็ได้
และในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังใช้ความคิด ดวงตาคู่สวยก็พลันเหลือบไปเห็นพืชแปลกตาชนิดหนึ่ง ลักษณะของใบคล้ายกับใบเตยที่รู้จักแต่กลับมีสีแดงน่ากลัว มันขึ้นเป็นกอใหญ่ปกคลุมริมฝั่งลำธารบริเวณที่โนเอลถูกซัดขึ้นมา ใบหน้างามผินมองด้วยความแปลกใจ และเมื่อโนเอลให้ความสนใจกับมันข้อมูลของพืชดังกล่าวกลับลอยเข้ามาในหัวจนสามารถรับรู้ได้ว่ามันคืออะไร และมันทำอะไรได้บ้าง
“ก็ว่า ตายไปตั้งนานทำไมถึงไม่มีสัตว์ที่ไหนมาลากไปกิน”
เจ้าของร่างคนปัจจุบันเอ่ยขึ้นมาด้วยความเข้าใจ เมื่อข้อมูลที่รับรู้ได้มันแสดงให้เห็นว่าพืชดังกล่าวมันทำอะไรได้บ้าง เจ้าพืชที่เหมือนใบเตยแต่มีสีแดงเป็นสิ่งที่สัตว์อสูรไม่ชอบ พวกมันจึงหลีกเลี่ยงกลิ่นหอมรุนแรงนั้นเพื่อไปกินน้ำที่ริมฝั่งด้านอื่น ไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ในระยะรัศมีของกลิ่น อีกทั้งมันยังจะกลายเป็นพิษหากว่าสัตว์เหล่านั้นรับกลิ่นเข้าสู่ร่างกายในระดับหนึ่ง
ช่างเป็นพืชที่มีพระคุณอย่างสูง
โนเอลที่เมื่อเห็นว่าใบเตยแดงกอนี้มีประโยชน์อย่างมาก เจ้าตัวก็คิดที่จะเก็บเกี่ยวไปด้วยส่วนหนึ่ง พร้อมกับจะออกเดินทางตามการไหลของน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอกับสถานที่ที่ปลอดภัย เป็นบ้านที่เขาจะอาศัยอยู่นับจากนี้
“ก่อนหน้านั้นก็ขอจัดทรงผมบ้าๆ นี่หน่อยเถอะ”
เมื่อเห็นว่าที่นี่ปลอดภัยมากที่สุดในตอนนี้แล้ว เจ้าตัวก็ได้โอกาสมาให้ความสนใจกับร่างกายบางๆ เสียที โชคดีที่ตอนนี้พึ่งเช้าโนเอลจึงยังพอมีเวลาจัดเตรียมของก่อนออกเดินทาง แม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ แต่ในเมื่อชีวิตมันไม่แน่นอน การลุยให้สุดในทุกๆ ด้านกลับเป็นอะไรที่โนเอลอย่างที่จะทำมากที่สุดในตอนนี้
แต่ก่อนจะไปลุยก็ขอจัดการกับสภาพที่เป็นยิ่งกว่าฝันร้ายในยามราตรีของใครหลายๆ คน
“จะบ้าตาย ตัดทิ้งซะเลยดีไหม”
โนเอลอยากตัดเจ้าผมยาวบ้าๆ นี่มาก แต่ลึกๆ ในใจมันกลับยังคงอยากหลงเหลือเส้นผมสีดำสนิทนี่เอาไว้ มันอาจจะเป็นความรู้สึกลึกๆ ของเศษเสี้ยวดวงวิญญาณ และในตอนนี้โนเอลก็ดันยอมเก็บผมเอาไว้ส่วนหนึ่ง อย่างน้อยๆ มันก็พอเป็นผ้าห่มฉุกเฉินได้ละนะ
เจ้าตัวพยายามปลอบใจตนเองสุดฤทธิ์
โนเอลเสียเวลาช่วงเช้าไปกับการดูแลตนเองและหาอาหารที่จะใช้ประทังชีวิต โชคดีมากที่เจ้าตัวมีความสามารถในการรับรู้ถึงข้อมูลที่ตนต้องการ จริงๆ ก็เป็นเพราะการรีดไถมาจากตัวตนที่ไม่แน่นอนทั้งสองละนะ ความพิเศษของสมบัติที่โนเอลปล้นมายังมีอีกมาก แต่ที่เป็นประโยชน์มากที่สุดในตอนนี้ ก็เห็นจะเป็นดวงตาแห่งพระเจ้า ที่สามารถอ่านข้อมูลของทุกสิ่งได้ ไม่เว้นแม้แต่วัตถุที่ไม่มีชีวิต
รองลงมาก็เป็นพลังรักษา พลังที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายที่จากเดิมคงเกินเยียวยาไปแล้วให้กลับมาเป็นมนุษย์ได้เหมือนคนทั่วไปซ้ำใบหน้าและผิวพรรณกลับดูงดงามกว่าร่างเก่าของโนเอลราวฟ้ากับเหว
“อันตรายแน่ๆ ใบหน้าข้าในตอนนี้มันงามเกินไป”
โนเอลที่เริ่มปรับเปลี่ยนคำพูดให้เข้ากับโลกใบนี้ แม้จะไม่มีใครให้คุยด้วย แต่การฝึกเอาไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร ร่างบางที่มีใบหน้างามเกินคนมันรับกับเส้นผมนุ่มสลวยที่ถูกพลังรักษาฟื้นฟูหลังเจ้าตัวจัดแต่งทรงแล้วเสร็จ
ดวงเนตรสีฟ้าเหลือบน้ำเงินคู่งาม มองสำรวจใบหน้าที่สะท้อนในเงาลำธารจนพอใจ หลังจากนั้นก็ควักก้อนศาสตราออกมาจากมิติเก็บของที่ทำได้แค่เก็บของจริงๆ เข้าไปหลบอะไรก็ไม่ได้ ซ้ำยังเก็บสิ่งมีชีวิตไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยๆ มันก็ใช้ประโยชน์ได้มากในสถานการณ์ที่ต้องออกเดินทางด้วยตัวคนเดียว
อาหารการกินของโนเอลจึงถูกยัดเข้ามิติ เก็บรวบรวมและสะสมเอาไว้ให้มากๆ ในตอนนี้ในเรื่องของอาหารไม่นับว่าเป็นปัญหา เรื่องของสุขภาพก็ปลอดภัยหายห่วง จะยกเว้นก็แต่ในกรณีที่ต้องสู้กับอสูรถ้าถูกอีกฝ่ายทำลายจุดตายได้ ต่อให้มีพลังรักษาก็ไม่อาจฟื้นคืนชีพ
มันไม่เหมือนกับคราวที่โนเอลพึ่งเข้าร่าง ในตอนนี้ชีวิตเจ้าตัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
“เห็นบอกว่าต้องใช้ความคิดสินะ”
เจ้าตัวบางเอ่ยพึมพำถึงข้อมูลการใช้งานก้อนศาสตราที่อยู่ในมือ สิ่งนี้มันคือของวิเศษที่กว่าโนเอลจะรีดไถมาได้ สองตัวตนปริศนานั้นก็แทบกรีดเลือดของตนเองมาแลก เพราะความอันตรายหากใช้มันในทางที่ผิดโลกทั้งใบก็อาจถูกทำลายได้เลย แม้ดวงตาพระเจ้าจะฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่ของวิเศษทั้งหลาย แต่เพราะมันทำได้แค่แสดงความจริงของโลกให้ผู้ครอบครองได้รู้เท่านั้น
มันจึงไม่ได้คุกคามโลกทั้งใบได้เท่าก้อนศาสตราสีดำทมิฬที่เหมือนก้อนถ่านเลยแม้แต่น้อย
“มีด”
โนเอลคิดถึงมีดขึ้นมาในหัว แต่เจ้าก้อนถ่านกลับนิ่งสงบไม่มีความเคลื่อนไหว และเมื่อโนเอลอ่านข้อมูลที่แสดงให้เห็นอีกครั้งดีๆ กลับพบถึงสาเหตุที่ไม่อาจใช้งานเจ้าก้อนถ่านได้
ต้องทำสัญญาเลือดก่อนใช้งาน
อืม ก็ว่าทำไมใช้ไม่ได้
………..
อย่างที่ว่าเอาไว้ การแก้แค้นใครสักคนสำหรับโนเอลมันคือการไม่รีบร้อน รอเมื่อตนพร้อม รอจังหวะและรอโอกาส แล้วเจอกันตอนที่สอง "ก้อนถ่านสารพัดประโยชน์"
02 ก้อนถ่านสารพัดประโยชน์
02
ต้องทำสัญญาเลือดก่อนใช้งาน
อืม ก็ว่าทำไมใช้ไม่ได้
โนเอลที่รู้ตัวแล้วว่าตนเองพลาดอะไรไปก็ทำหน้ามึน หันมากัดนิ้วของตนเองให้ได้เลือด ก่อนจะป้ายใส่ก้อนศาสตราที่ได้ชื่อว่าเจ้าก้อนถ่านไปแล้ว ทันทีที่เลือดถูกปาดลงไป มันกลับส่องประกายแสงสีขาวนวลตาและหลังจากนั้นชื่อผู้ครอบครองก้อนศาสตราก็กลายเป็นชื่อของโนเอล
แต่จะใช้ชื่อนี้ตลอดไปก็คงไม่ได้ เพราะเท่าที่สองคนนั้นบอกมา โลกใบนี้มีลักษณะคล้ายกับยุคจีนโบราณ แม้ว่าความจริงแล้วมันจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม เป็นเพียงโลกที่คล้ายแต่ไม่ใช่ อีกทั้งยังมีการฝึกวรยุทธ์ที่ในยุคของโนเอลถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องลวงโลก หาได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นชื่อก็ควรจะออกแนวจีนๆ โนเอลคิดแล้วคิดอีก จนเผลอไปนึกถึงอีกตัวตนที่ในตอนนี้ได้หลอมรวมเข้ากับโนเอลโดยสมบูรณ์แล้ว
จิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ จิตวิญญาณที่แม้จะรู้ว่าถูกเลี้ยงดูมาด้วยความประสงค์ร้ายแต่ก็ยังไม่คิดโกรธแค้น เป็นจิตวิญญาณแห่งความกรุณาอย่างแท้จริง
“ฮุ่ยหลิง”
ชื่อที่มีความหมายตรงตัวเพื่อคงไว้ซึ่งการระลึกถึงอีกคนในความทรงจำ แม้ในตอนนี้พวกเราจะเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้ว แต่ความจริงที่ว่าครั้งหนึ่งเคยถูกแยกจาก กลับเป็นอะไรที่ไม่อาจมองข้ามได้
และการตั้งชื่อที่จะใช้ต่อจากนี้ไปทั้งชีวิตก็นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น มันสมควรที่จะมีความหมายโดยนัยเสมอ
เมื่อได้ชื่อที่เหมาะสมแล้ว ฮุ่ยหลิงก็เปลี่ยนเจ้าก้อนถ่านให้กลายเป็นมีดอีโต้หรือพร้าขนาดเหมาะมือ ร่างบางหันไปสับเอาหน่อไม้ที่เกิดอยู่ใกล้กับโขดหินที่ตนเองใช้นั่ง เพียงการฟันเบาๆ ในครั้งเดียวหน่อไม้ที่เจ้าตัวต้องการก็ขาดออกราวกับหั่นเต้าหู้ ฮุ่ยหลิงพยายามควบคุมแรงของตนเองให้ได้มากที่สุดเพราะยังไงซะอีโต้ที่อยู่ในมือก็นับว่าเป็นศาสตราวุธที่ทรงพลังที่สุดแห่งปี
“เป็นของดีจริงๆ”
ไผ่ลำโตและงามจับตาทั้งหน่อไม้และลำต้นไผ่บางส่วนถูกตัดและส่งไปเก็บในมิติ อีกส่วนหนึ่งถูกนำมาประกอบกันให้กลายเป็นกระถางไม้ไผ่ โชคดีมากที่ในอดีตฮุ่ยหลิงสนใจในเรื่องพวกนี้จึงมักศึกษาและลงมือสร้างด้วยตนเองกับมือ
แต่น่าเสียดาย พลังในการรังสรรค์โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรง เป็นอีกหนึ่งพลังที่ต่อให้ร้องขออ้อนวอนมากแค่ไหน (จริงๆ แล้วข่มขู่) ก็ยังไม่อาจนำมันมาครอบครองได้
ช่างเป็นคนที่ขี้งกซะจริง
“เรียบร้อย”
ร่างบางมองผลงานที่เจ้าตัวสร้างขึ้นด้วยความพึงพอใจ กระถางไม้ที่ทำมาจากไม้ไผ่ล้วนๆ มันมีขนาดที่ใหญ่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการเคลื่อนย้าย ในตอนนี้วันเวลาก็ผ่านไปเร็วมาก เร็วจนแม้แต่ฮุ่ยหลิงที่สัมผัสได้ถึงแสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้สูงใหญ่มากระทบกับใบหน้านวลขาวจนต้องหันกลับไปมอง
ก็ว่าทำไมรู้สึกร้อนๆ ที่แท้ก็เลยเที่ยงวันแล้วนี่เอง
ฮุ่ยหลิงหาได้สนใจ เจ้าตัววางกระถางเอาไว้ตรงนั้น ก่อนจะกลับไปตัดเอาใบกล้วยที่ห่างไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย ขากลับร่างบางหาฟืนมาเป็นตัวช่วยเพิ่มไออุ่นสำหรับราตรีที่กำลังจะถึงนี้ น่าเสียดายที่หาต้นงิ้วไม่เจอ แต่ก็อย่างว่าป่าแห่งนี้นับเป็นดินแดนอันตรายสำหรับมนุษย์ธรรมดา จะมีก็แต่พวกมีวรยุทธ์เท่านั้นที่พอมีความสามารถถึงจะกล้าเข้ามาเหยียบป่าต้องห้ามนี้ได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงความเข้าใจของฮุ่ยหลิงเองละนะ
คิดมาถึงตรงนี้ร่างบางก็เริ่มสัมผัสได้ถึงเรื่องน่ากังวลบางอย่าง
“แย่ละ เจ้านั้นมันอาจจะส่งผู้ฝึกตนมาหาร่างของเราก็ได้ ต้องรีบแล้ว”
จากที่เคยอ้อยอิ่ง ฮุ่ยหลิงก็รีบหาของยังชีพโดยเฉพาะพืชที่พอจะนำมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ ผ้าห่มจำเป็นที่ถูกทำขึ้นมาจากใบตอง โชคดีที่เจ้าตัวเจอพริกและมะขามเปรี้ยว พืชสองชนิดนี้มันช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลและเพิ่มความอบอุ่นจากภายใน ตะไคร้และใบเตยสีแดงช่วยขับไล่แมลงโดยเฉพาะพวกเวทมนตร์และสัตว์เลื้อยคลาน
ถ้าเป็นพืชในโลกเดิมที่ฮุ่ยหลิงจากมา นับว่าเจ้าพวกนี้ก็คงเป็นเพียงพืชธรรมดา หาได้มีความพิเศษจนสามารถไล่แมลงหรือฆ่าสัตว์เพียงแค่ใช้กลิ่นได้ แต่เพราะของพวกนี้มันอยู่ในต่างโลก อีกทั้งยังเป็นโลกที่มีวิญญาณและผู้ฝึกตนรวมไปจนถึงผู้วิเศษที่สามารถใช้เวทมนตร์คาถา
แต่น่าเสียดาย ฮุ่ยหลิงไม่ได้มีอะไรพวกนั้นสักอย่าง จะมีก็แต่ร่างกายที่รักษาตนเองได้ในทันทีที่บาดเจ็บ หรือไม่ก็มิติเก็บของที่เก็บได้แต่ของจริงๆ ใช้สู้อะไรก็ไม่ได้ ดวงตาพระเจ้าที่มองเห็นความจริงของทุกสิ่งบนโลก และก้อนศาสตราที่มีดีตรงพอเอามาเป็นอาวุธได้
แต่น่าเสียดายถ้าเกิดฮุ่ยหลิงโจมตีไม่โดนหรือถูกจัดการก่อนเจ้านี่ก็นับว่าไร้ประโยชน์ทันที
ทำไมไม่ให้พลังกันมาเลยนะ มีแต่บอกว่าให้ไปฝึกเอาเอง แล้วไหนละคู่มือไหนโอสถจำเป็น ไม่มีเลยสักกะอย่างเดียว
“เจ้าพวกขี้งก”
ใบหน้างามบ่นงุบงิบในระหว่างที่สานเปลนอนขึ้นมา ถ้าเป็นปกติคงทำไม่เร็วขนาดนี้ แต่เพราะอีโต้พิเศษที่ไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย จะตัดจะหั่นอะไรก็ง่ายไปหมด ต้องการจะใช้อุปกรณ์อะไรก็ง่ายแสนง่าย ตราบใดที่ในความคิดของฮุ่ยหลิงพวกมันสามารถใช้เป็นอาวุธได้ เจ้าก้อนถ่านก็ล้วนเปลี่ยนเป็นสิ่งนั้นได้หมด
ช่างเป็นก้อนศาสตราสารพัดประโยชน์โดยแท้
เมื่อได้เปลนอนแล้วเวลาก็ล่วงเลยมากว่าบ่ายสองโมง หรือเรียกอีกอย่างว่ายามเว่ย (13.00 – 14.59 น.) ฮุ่ยหลิงก็ทักเชือกจากกล้วยเพื่อนำมาผูกเข้ากับเปลนอนของตนเอง ขนาดของเส้นก็จะใหญ่มากหน่อยเพราะน้ำหนักของมนุษย์ก็ใช่ว่าจะน้อยๆ เสร็จจากตรงนี้ก็หันมาขุดใบเตยและตะไคร้ปลูกใส่กระถางใบเล็กสุดและลองนำมันส่งเข้าไปในมิติ
“ไหนบอกเก็บสิ่งมีชีวิตไม่ได้ พืชไม่นับว่ามีชีวิตหรือไง”
เจ้าตัวเริ่มสงสัยในสรรพคุณของมิติที่ตนเองปล้นมา แต่ถ้าจะหาสิ่งมีชีวิตมาลองเก็บเข้ามิติดูก็ดูเป็นความคิดที่โง่มาก ในป่าตอนนี้ถ้าเจอสัตว์ก็คงไม่แคล้วเป็นสัตว์อสูร อีกทั้งการที่สามารถเก็บพืชทั้งรากพร้อมกระถางที่ใส่ดินเอาไว้ได้แบบนี้ก็นับว่าเป็นผลดีไม่น้อย ค่อยไปไขข้อสงสัยในคราวหลังก็ได้
และกว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมากว่ายามโหย่วแล้ว (17.00 – 18.59 น.) ที่หลับที่นอนรวมถึงเชือกและผ้าห่มที่ทำมาจากใบกล้วยเสริมเชือกถัก ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ จะเหลือก็แต่กองไฟที่ฮุ่ยหลิงยังไม่ทันก่อ
ร่างบางเปลี่ยนเจ้าก้อนถ่านเป็นแท่งเหล็กโง่ๆ โชคดีที่ขอแค่คิดว่าเป็นอาวุธได้เจ้านี่ก็เปลี่ยนได้หมด แต่น่าเสียดายที่เปลี่ยนเป็นไฟแช็กไม่ได้ จากนั้นก็ทำธนูเชือก ไม้และหญ้ารวมถึงใบตองแห้งเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง
“น่าเสียดาย ถ้ามีนุ่นคงง่ายกว่านี้”
ฮุ่ยหลิงปั่นไม้กับอุปกรณ์ที่มีอยู่สักพักใหญ่ๆ จริงๆ ควรทำตั้งนานแล้วแต่เพราะติดลมกับการย้ายกล้าไม้กว่าจะคิดออกก็ตอนที่เหลือบมองฟ้าถึงได้รู้ว่าเวลาในตอนนี้มันเย็นมากแล้ว
เมื่อได้ไฟเจ้าตัวบางก็เผาหัวมันที่ไปเจอมาโดยบังเอิญ กินอาหารเสร็จก็เอนหลังพักผ่อน ไม่คิดกังวลว่าจอมยุทธ์พวกนั้นจะมาเจอตนเองเลยแม้แต่น้อย เพราะจุดที่เจ้าตัวอยู่ในตอนนี้ก็นับว่าไกลจากหมู่บ้านนั้นไม่น้อยเลย
“ฝันดี ฮุ่ยหลิง”
ร่างบางเอ่ยบอกฝันดีกับตนเอง เจ้าตัวนอนหลับในเปลไผ่สานที่ตนทำขึ้น พร้อมกับความคิดว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็หวังว่าจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปมันจะคุ้มค่ามากพอที่จะเสี่ยง ฮุ่ยหลิงไม่ได้ปล่อยวางความแค้น แต่ในเวลานี้เขาก็เป็นไม่ต่างกับปลาย่างแสนอร่อย เดินไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ปรารถนาของคนโลภ ตราบใดที่ยังแข็งแกร่งไม่มากพอ ฮุ่ยหลิงก็ไม่อาจนำหน้างามๆ ของตนเองออกสู่โลกภายนอกได้
บางทีการที่ต้องมาผจญภัยในป่าก็นับว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้าย แต่ตราบใดที่ยังไม่ถูกล่าโดยสัตว์อสูรในตอนนี้ ฮุ่ยหลิงก็จะยังคงคิดว่าตนเองโชคดีไปก่อน
……
เช้าตรู่ของวันใหม่ พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นดี ฮุ่ยหลิงก็ลุกมาออกกำลังกายแล้ว เจ้าตัวยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง ตลอดทั้งคืนฮุ่ยหลิงไม่ได้นอนหลับสนิทเลย เพราะการนอนในป่า นอนในที่ที่ไม่ใช่ที่ของตนเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่เมื่อคืนนี้เสียงร้องของสัตว์อสูรก็ยังคงดังให้อีกคนได้ยินตลอดทั้งคืน
ดูเหมือนว่าพวกมันจะนิยมออกหากินตอนกลางคืน แม้ในตอนกลางวันเจ้าตัวจะแอบเห็นรอยเท้าของสัตว์ร้ายอยู่นอกระยะของกลิ่นหอมของใบเตยอยู่บ้าง แต่พวกมันก็คล้ายกับว่าเดินผ่านไปเพียงเท่านั้น ไม่คิดย่างกรายเข้าสู่เขตแดนที่อาจส่งพวกมันไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ
ถ้าใบเตยพวกนี้มีแค่ต้นสองต้นอาจจะไม่ถึงตาย แต่เพราะพวกมันมีมากกว่า 10 กอ และเมื่อวานฮุ่ยหลิงก็ย้ายใส่กระถางไปมากกว่าครึ่งแล้ว
โชคดีที่ไม่มีผลต่อมนุษย์เพราะถ้าไม่อย่างนั้นฮุ่ยหลิงอาจไม่รอดมาจนถึงตอนนี้
ร่างบางเก็บข้าวเก็บของทุกอย่างยัดเข้ามิติ เหลือเอาไว้แค่มีดอีโต้และต้นใบเตยที่ห้อยคออยู่หนึ่งต้น ทุกอย่างล้วนถูกเก็บเข้ามิติส่วนตัวแล้วทั้งหมด
เมื่อพร้อมแล้วเจ้าตัวก็เริ่มออกเดินทาง ฝ่าเท้างามสวมรองเท้าไผ่สานที่เสริมด้วยวัสดุที่ทำมาจากกล้วย ทุกการเดินทางผ่านไปได้ด้วยดี มีแม้กระทั่งแวะเก็บสมุนไพรรวมถึงผลไม้ป่าอย่างเช่นมะม่วง และแตงโม พูดถึงแตงโมโชคดีมากที่ฮุ่ยหลิงไม่ได้ลืมวิธีการหาน้ำดื่มที่บริสุทธิ์มากิน แม้ว่าต่อให้เขาจะกินน้ำจากลำธารโดยตรงก็ไม่เกิดผลกระทบอะไรขึ้นก็ตาม
แต่ความสบายใจในตอนดื่มมันมีมากกว่าความมักง่ายนี่ครับ และในตอนนี้ก็มีแตงโมที่อุดมไปด้วยรสชาติที่หวาน หอม อีกทั้งยังมีน้ำมาก เนื้อแน่น ส่งผลให้ฮุ่ยหลิงอิ่มทั้งน้ำและเนื้ออยู่ได้อีกยาวๆ เลย
อึก อึก
“อืม ยังอร่อยเหมือนเดิม”
น้ำบริสุทธิ์ที่ได้จากไผ่กิมซุงที่เจ้าตัวกรอกทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ซ้ำก่อนหน้านี้ยังบังเอิญเจอต้นมะพร้าวน้ำหอม ในตอนนี้ปัญหาด้านน้ำดื่มน้ำกินนั้นหมดไปแล้ว จะเหลือก็แต่เครื่องนอนที่คนติดที่นอนอุ่นนุ่มอย่างฮุ่ยหลิงต้องหานุ่นมาให้ได้ ก่อนจะหานุ่นก็คงต้องหาต้นงิ้วให้เจอก่อนละนะ
ร่างบางก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงไม่คิดจะแวะพักที่ไหนเลย เพราะฮุ่ยหลิงไม่สามารถตอบได้ว่าสุดปลายทางของป่าต้องห้ามนั้นอยู่ที่ไหน หากไม่ใช่เพราะลำธารสายนี้อันตรายมาก บางทีเจ้าตัวอาจเลือกที่จะต่อแพแล้วเดินทางผ่านทางน้ำไหลเพียงแห่งเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ได้
และถ้ามีใครถามว่าทำไมถึงยังเดินตามลำธารอยู่อีก ต้องบอกเอาไว้เลยว่า หากใครเกิดหลงป่าก็ควรเดินตามลำธารเป็นดีที่สุด อย่าได้คิดออกห่างจะยกเว้นก็แต่เวลานอน
แต่ที่ฮุ่ยหลิงนอนได้มันก็เป็นเพราะการมีอยู่ของใบเตยสีแดงยังไงละ นั่นคือสาเหตุที่ขุดมามากกว่าห้าก่อ เพราะอย่างน้อยๆ ก่อนนอนก็ไม่ต้องระแวงมากจนเกินไป
“นั่น กระต่ายรึเปล่า”
ในตอนนี้ตรงหน้าของฮุ่ยหลิงปรากฏให้เห็นกระต่ายตนหนึ่ง ลักษณะภายนอกของมันมีขนสีขาวทั้งตัว มีหูที่ยาวและที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเขาที่เหมือนกับเขาของยูนิคอร์นในการ์ตูน
ว่าแต่ ปกติกระต่ายมันไม่ควรมีเขารึเปล่า
แกร๊ก
“กรรม”
ทันทีที่ฮุ่ยหลิงเหยียบกิ่งไม้อย่างที่ในละครมักทำกัน เสียงความเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียวกลับทำให้อสูรกระต่ายเขาเดียวรู้ตัว มันหันกลับมามองยังที่มาของเสียง ก่อนที่ในดวงตาสีแดงเข้มดั่งเลือดของมันจะปรากฏให้เห็นมนุษย์อยู่ในครรลองสายตา
กรร
“เฮ้ย กระต่ายบ้าอะไรร้องแบบนั้น”
ถึงแม้จะบ่นแต่เจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะรอช้า ฮุ่ยหลิงตั้งท่าเตรียมต่อสู้ มีดอีโต้คู่ใจถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นกริชสีดำสนิทสองเล่ม น่าเสียดายที่ไม่มีปืนแต่ฮุ่ยหลิงก็ไม่ได้บ่นอะไรอีก ร่างบางเตรียมต่อสู้ และในทันทีที่มันพุ่งเข้ามาในระยะ จู่ๆ สัตว์อสูรกระต่ายก็เกิดเสียหลักมันหยุดฝีเท้าก่อนจะนำขาหน้ามาปิดปากปิดจมูก พยายามวิ่งออกห่างจากมนุษย์แสนอร่อยตรงหน้าด้วยความตื่นกลัว
แต่ใครมันจะยอมปล่อยเนื้อออกจากปาก ทั้งๆ ที่มันมาเสิร์ฟถึงที่ได้กันละครับ
กริชเล่มงามถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นธนู ก่อนที่ร่างบางจะเรียกลูกธนูที่ทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา เล็งยิงไปยังเหยื่อตัวน้อยด้วยความเลือดเย็น และทันทีที่เข้าเป้า ร่างกายของกระต่ายตาแดงก็เป็นอันทรุด มันตายลงทันทีที่ลูกธนูสัมผัสกับตัว ความรู้สึกสุดท้ายที่มันรับรู้นั้นก็คือขาข้างหนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหว
แท้จริงแล้วขาข้างนั้นถูกลูกธนูที่ยิงโดยอาวุธเทพทำลายไปแล้วนั่นเอง
“อืม พลังทำลายล้างใช้ได้”
…………..
แจ้งๆ ไรท์เปิดทวิตเตอร์แล้วนะ ชื่อตามนามปากกาเลยค่ะ ใครที่อยากได้รูปปกเรื่องของไรท์ไปโหลดในเฟสได้นะชื่อเดียวกันเลย แล้วเจอกันตอนหน้าเน้อ