โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

โชคดีที่ได้ย้อนกลับมาแต่งงานกับคุณอีกครั้ง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 เม.ย. 2567 เวลา 12.41 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2567 เวลา 12.41 น. • รักเหมียวที่สุด
เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะถนอมญาติของเธอทุกคน และยิ่งกว่านั้น ก็คือ…ผู้ชายที่แสนดีคนนี้ที่รักเธอมาตลอด เฉินอี้คุณให้โอกาสฉันอีกครั้งได้ไหม

ข้อมูลเบื้องต้น

ในชีวิตที่แล้ว หลังจากแต่งงาน เธอได้หนีจากตระกูลเฉินและทิ้งชายหนุ่มที่แสนดีแต่ยากจนอย่างเฉินอี้ไป และจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเพราะถูกหลอกลวงอย่างโง่เขลาจากชายหนุ่มอีกคนที่โรแมนติกและสมบูรณ์แบบ เมื่อได้โอกาสเกิดใหม่และกลับไปในคืนวันแต่งงานอีกครั้ง หยางอิ่งจึงขอสาบานว่าเธอจะไม่ปล่อยผู้ชายที่แสนดีและหล่อเหลาคนนี้ไปง่ายๆอีกเด็ดขาด เธอจะค่อยๆใช้ชีวิตดีๆกับเขาและปล่อยให้เขา…

แต่งงาน

ที่นี่คือที่ไหน?

หยางอิ่งตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงงุน เธอจ้องมองสภาพแวดล้อมที่อยู่ข้างหน้าอย่างว่างเปล่า

ที่นี่เป็นบ้านโคลนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยมีตัวอักษรมงคลสีแดงสดคู่หนึ่งติดอยู่ที่หน้าต่างบานเก่า โคมระย้าขนาดเล็กเปล่งแสงสีแดงสลัวๆจางๆออกมา

หยางอิ่งพบว่าเธอนอนอยู่บนเตียงไม้ใหม่เอี่ยมเรียบง่ายหลังหนึ่งที่ปูด้วยผ้าปูเตียงผืนบางสีแดงสด นอกจากนั้นที่ปลายเตียงเธอยังพบกับชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่มีท่าทางเคร่งขรึมและจริงจังกำลังนั่งจ้องมองเธออยู่เงียบๆ

หยางอิ่งตกตะลึงไปในทันที!

เขา…คือ พี่เฉินอิี้!!!

เป็นเขาจริงๆใช่ไหม?

เธอไม่ได้ฝันไปเองใช่ไหม?

นั้นเขาจริงๆ!

เฉินอี้พี่ชายข้างบ้านที่รักและดูแลเธอตั้งแต่เด็ก พวกเราเล่นสนุกด้วยกันทุกวัน และเขายังเป็นสามีที่แต่งงานกับเธอ แล้วถูกเธอทอดทิ้ง ปล่อยให้เขากลายเป็นพ่อหม้ายตลอดชีวิตที่เหลือ แต่เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ เขากลับเป็นคนเดียวที่คอยดูแลอยู่ข้างๆเธอ จับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อยและคอยให้กำลังใจเมื่อเธอป่วยหนัก จนกระทั่งเธอได้ตายจากไป…

…….

หัวใจของหยางอิ่งเต้นรัว เธอได้เกิดใหม่และกลับไปในคืนวันแต่งงานในวันนั้นอีกครั้ง

เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัวและกุมหัวใจที่กำลังเต้นรัวอย่างไม่น่าเชื่อ

บางทีการทำความดีในชาติที่แล้วและความรู้สึกผิดจากใจจริงของเธอ อาจจะทำให้สวรรค์เห็นใจและสงสารเธอ จึงมอบโอกาสให้เธอได้ย้อนกลับมาแก้ไขเรื่องราวที่ผิดพลาดไปใหม่อีกครั้ง

เมื่อหยางอิ่งคิดถึงสิ่งนี้ น้ำตาของเธอก็ค่อยๆไหลออกมาอย่างช้าๆ

ในเวลานี้ชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งเงียบๆที่ปลายเตียงเป็นเวลานาน ก็ขยับตัวลุกขึ้นและจ้องมองมาที่หยางอิ่งอย่างเย็นชา สายตาที่มองมาที่เธอเจือไปด้วยความผิดหวังอย่างที่สุด

ขณะที่หยางอิ่งกำลังหลับอยู่ เฉินอี้ได้นั่งคิดทบทวนด้วยตัวเองอย่างเงียบๆเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ซ้ำไปซ้ำมา

เขารู้สึกว่าเขากำลังทำผิดต่อหยางอิ่ง?

ใช่อยู่ในอดีตเด็กหญิงตัวเล็กมักวิ่งตามติดเขาอยู่ไม่ห่าง เธอมักจะวิ่งเล่นอยู่รอบๆตัวเขาอยู่เสมอ และเรียกชื่อเขาไม่หยุด พี่เฉินอี้อย่างนั้น พี่เฉินอี้อย่างนี้

แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว เด็กหญิงตัวเล็กในวันนั้นได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เธอสวยและสดใสอย่างดอกไม้แรกแย้ม เธอไม่มีทางตามติดเขาอย่างเมื่อก่อนอีก มิฉะนั้นแล้วเธอจะไม่มีทางกระทำหรือพูดคำบางคำที่ทำให้ครอบครัวของเขาเจ็บปวดช้ำใจแบบนี้

เธอจะยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ที่จัดขึ้นจากคำสัญญาหมั้นระหว่างผู้ใหญ่ได้อย่างไรกัน?

หัวใจที่ยึดมั่นของเฉินอี้ในสัญญาหมั้นระหว่างเขาและเธอเริ่มสั่นคลอน เขาทำถูกต้องหรือไม่? หยางอิ่งจะมีความสุขจริงๆใช่ไหม?

ในตอนเด็กเธออาจจะชอบเขามาก แต่นั้นก็เป็นเพียงเรื่องเก่าก่อนเท่านั้น

เฉินอี้รู้สึกสับสนและสงสัยกับการตัดสินใจในแต่งงานกับหยางอิ่งในครั้งนี้มาก

เธอคงไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับเขาแล้วจากเมืองหลวงมาอยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆบนภูเขาแบบนี้? เขาทำผิดต่อเธอ?

หลังจากภายในห้องเงียบลง เฉินอี้ก็หายใจเข้าลึกๆและพูดช้าๆว่า

"ผมเข้าใจแล้ว ในเมื่อคุณไม่อยากจะแต่งงานและอยู่ที่นี่ ในอนาคตผมจะหย่าให้คุณเอง" หยางอิ่งรีบเงยหน้าขึ้นมองเขาในทันที เขาพูดแบบเดียวกันกับในชาติที่แล้วไม่มีผิด

"พี่เฉิน…" เธอกำลังจะอธิบาย

โดยไม่คาดคิด ชายคนนั้นไม่ฟังและพูดขึ้นอย่างเย็นชาด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า

"คุณไม่จำเป็นต้องด่าผมแล้ว คุณสบายใจได้ผมจะไม่รบกวนคุณอีก!" หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังและเดินออกไปจากห้องในทันที

ปัง!

สถานะทางการเงินและสังคมของทั้งสองครอบครัวแตกต่างกันมาก เขารู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เธออาจไม่เต็มใจ แต่เธอไม่เพียงเมินเฉยกับครอบครัวของเขาเท่านั้น เธอยังไม่ดื่มชาเคารพพ่อกับแม่ของเขาด้วย นอกจากนั้นยังมีคำพูดที่ค่อยข้างรุนแรงเหล่านั้น เกินไป! มันมากเกินไปมากที่เขาจะรับได้อีก

หากไม่ใช่เพราะพ่อแม่ของเขาขอร้องไว้ เขาจะไม่รั้งและยอมปล่อยให้เธอกลับไปเมืองหลวงที่เธอจากมา

พ่อของเขาเสียแขนไปข้างหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน จากการช่วยพ่อของหยางอิ่งเนื่องจากอุบัติเหตที่เกิดขึ้นในโรงงาน และสุขภาพพ่อของเขาก็แย่ลงทุกวันเมื่ออายุมากขึ้น

เมื่อกินยาและหาหมอจนนับไม่ถ้วน และไม่มีอะไรจะดีขึ้น พ่อของเขาก็เรียกเขากลับบ้านแล้วรีบจัดงานแต่งงานนี้ขึ้นมาโดยเร็วเพื่อหวังเพียงว่าอยากจะเห็นเขามีความสุขในชีวิตคู่ และเป็นฝั่งเป็นฝาสักที

สถานการณ์ครอบครัวเขาแย่มาก ดังนั้นเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาเขาจึงเลือกทิ้งจดหมายตอบรับเข้ามหาลัย แล้วหันมาทำงานหารายได้เข้าครอบครัวและแบกรับภาระทุกอย่างในครอบครัวของเขาแทนพ่อ

เขาทำงานในสหกรณ์การตลาดของมณฑล และอาศัยรวมอยู่ในหอพักที่แออัดกับพนักงานคนอื่นๆอีกสิบกว่าคน

เขาใช้จ่ายอย่างประหยัดทุกเดือน และเงินเดือนส่วนใหญ่ของเขาก็หมดไปกับค่ายาของพ่อ เนื่องจากต้องหาหมอเป็นประจำ

เขาสามารถอดมื้อกินมื้อ และเศร้าเสียใจได้ แต่เขาจะไม่ยอมเห็นน้ำตาของผู้เฒ่าทั้งสองเป็นอันขาด

ดังนั้นเมื่อพวกท่านทั้งสองอยากเห็นเขาแต่งงาน เขาจึงยอมตกลงและทำการติดต่อครอบครัวหยางที่เมืองหลวงด้วยใบหน้าที่เขินอาย จัดงานแต่งงานนี้ขึ้นมาอย่างไม่ได้ปรึกษากับหยางอิ่งก่อน

คืนนี้คุณต้องนอนที่นี่เท่านั้น!

เฉินอี้เดินออกจากห้อง แล้วเดินตรงไปเปิดก็อกน้ำเพื่อใช้น้ำเย็นๆล้างหน้าของเขาให้ใจของเขาเย็นลงได้บ้าง

หยางอิ่งที่อยู่ในห้องเองก็รู้สึกเศร้าใจมากเช่นกัน เธอสัมผัสผ้าปูเตียงผืนบางสีแดงสดที่ผ่านการซักตากแดดและยังคงมีกลิ่นหอมของแสงแดดจางๆ

เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเธอยังมีเวลา 'หยางอิ่งเธอยังมีเวลา เธอยังมีเวลาที่จะทำให้พี่เฉินอี้ยกโทษให้กับเธอ'

เมื่อให้กำลังใจตัวเองแล้ว หยางอิ่งจึงได้ลุกจากเตียงนอนและเดินสำรวจไปรอบๆห้องหอของเธอ ที่นี่เคยเป็นห้องหอที่เธอเคยรังเกียจมากที่สุดในชาติที่แล้ว แต่ตอนนี้หัวใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความคิดถึง

เมื่อเดินมาถึงโต๊ะเครื่องแป้งแบบเก่าที่มุมห้องและมองเห็นตัวเองในกระจก

เธอก็รู้สึกสะท้อนใจมาก หญิงสาวในกระจกตอนนี้มีผิวขาวน้ำนมนวลเนียน ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์ บอบบางและสวยงาม นี่คือเธอในวัยยี่สิบปี

เธอเกิดใหม่แล้วจริง!!

ในชีวิตที่แล้ว เธอเป็นผู้หญิงในแบบฉบับหญิงสาวในเมืองที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เพ้อฝันอยากจะเจอผู้ชายที่โรแมนติกและสมบูรณ์แบบ ใช้ชีวิตในเมืองกับเขาอย่างสุขสบายและมีเกียรติจนถึงบั้นปลายชีวิต

แต่สิ่งที่เธอได้กลับกลายเป็นผู้ชายโรแมนติกและสมบูรณ์แบบปลอมเปลือกคนหนึ่ง ที่มีแต่คำพูดหลอกลวง และให้ความหวังลมๆแล้งๆ เธออยากกลับเข้าเมืองมากจึงเชื่อเขาอย่างโง่เขลาแล้วหนีตามเขาไป เธอยอมทำงานหนักและหลอกเงินจากพ่อแม่ของเธอเป็นจำนวนมากเพื่อหวังจะหาเงินสักก้อนให้เขาลงทุนทำธุรกิจ

แต่เขากลับนำเงินทั้งหมดที่เธอหามาได้อย่างยากลำบากไปเล่นการพนันและคั่วผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าจนหมด

มารู้ภายหลังก็สายไปแล้ว เธอไม่สามารถพึ่งพาเขาได้ และเธอเองก็ไม่มีหน้าจะกลับไปพบพ่อกับแม่ได้อีกเช่นกัน เธอจึงได้แต่ทำงานหนักงกๆเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวกิน และยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ทำให้รูปร่างที่เคยสวยงามของเธอแก่ก่อนวัย และเปลี่ยนเป็นหญิงชราในวัยสี่สิบต้นๆเท่านั้น หลังจากนั้นเธอก็ได้ล้มป่วยและจบชีวิตลงอย่างน่าสังเวช

…..

สักพักประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้ง

สามีที่เพิ่งแต่งงานของเธอได้ก้าวเข้ามาในห้อง เขาสวมเสื้อเชิ้ตบางๆ เขามีใบหน้าหล่อเหลาและเย็นชา

เฉินอี้สูงมาก เขาสูงมากกว่า 180 เซนติเมตรได้ ผิวขาวสาลีอย่างคนสุขภาพดี ไหล่กว้างและช่วงเอวแคบนั้นก็…

เรียกได้ว่าหล่อเหลาและเท่มากในแบบฉบับผู้หญิงยุคใหม่

หยางอิ่งแอบกลืนน้ำลายเงียบๆ อึก อึก…

ในชีวิตที่แล้ว เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่สามารถทิ้งผู้ชายสุดเท่และหล่อเหลาคนนี้ไปได้ แล้วหนีไปกับนักวิชาการหน้าขาวที่ดีแต่ลมปากคนนั้น 'เอะ…หรือว่าตอนนั้นหัวของเธออาจจะโขกเข้ากับกำแพงโดยไม่ได้ตั้งใจจึงทำให้เธอเลอะเลือนไปชั่วขณะนะ มันต้องใช้แน่ๆ!'

หยางอิ่งไม่สามารถยอมรับความโง่นี้ของตัวเองในตอนนั้นได้จริงๆ เฮ้อ!

แต่ช่างเถอะ! ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว และยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขสถานการณ์

เฉินอี้มองมาที่เธออย่างเย็นชา เขาก้มเก็บเสื้อผ้าสองสามชุดของเขาแล้วเตรียมจะเดินออกไป

"เดี๋ยวก่อน!" หยางอิ่งเรียกเขา แม้ไม่รู้ว่าเริ่มพูดกับเขาอย่างไรดี แต่เธอก็ได้ถามเขาเสียงอ่อนไปว่า

"คุณจะไปไหน?"

เฉินอี้ตอบกลับอย่างเย็นชาว่า

"ไปนอนห้องเก็บฟืน"

หยางอิ่งเบิกตาโตอย่างกังขา และพูดขึ้นว่า

"ไม่! นี่คือวันแต่งงานของเรา คุณจะไปนอนในห้องเก็บฟืนได้อย่างไร คุณทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?" เธอยังคงแสดงอารมณ์อย่างหญิงสาวในเมืองที่เอาแต่ใจตัวเอง

เฉินอี้เงยใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาหันมามองหยางอิ่งด้วยความโกรธและพูดด้วยเสียงทุ้มๆของเขาว่า

"แล้วใครกันที่บอกว่าไม่อยากยุ่งกับผม ไม่อยากแต่งงานกับผม และไม่อยากจะเห็นหน้าผมสักวินาทีเดียว!"

" หยางอิ่ง! คุณไม่ต้องห่วง ผมจะไม่แตะต้องคุณแม้แต่ปลายเล็บ คุณสามารถนอนที่นี่ได้อย่างสบายใจ ผมจะไปนอนที่ห้องเก็บฟืนเอง" เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเปิดประตูออกไปอีกครั้ง หยางอิ่งก็รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและโอบเอวของเขาไว้

"คุณ…ไปไม่ได้!"

เฉินอี้ที่เติบโตในชนบทในช่วงทศวรรษ1980 ผู้ที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวหรือออกเดทกับผู้หญิงที่ไหนเลย เพราะเขามีคู่หมั้นคู่หมายกับตระกูลหยางไว้อยู่แล้ว ก็ตัวแข็งไปในทันที!

หูของเขาแดงก่ำและลามไปที่คออย่างรวดเร็ว เขาพูดเสียงอ่อยๆว่า

"ปล่อย!"

เมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนั้น หยางอิ่งจึงยอมปล่อยมือออกจากตัวเขาแต่โดยดี เพราะเธอไม่อยากยั่วโมโหจนทำให้เขาโกรธอีก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอยืนขวางที่หน้าประตูและไม่ยอมให้เขาออกไปอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าอย่างไร คืนนี้เขาไม่รับอนุญาตให้นอนที่อื่นยกเว้นห้องหอกับเธอ!

ในชีวิตที่แล้วคืนวันแต่งงาน เธอเมินเฉยต่อเขา บอกให้เขาอยู่ห่างๆจากเธอ และไล่เขาไปนอนนอกห้อง

ทำให้เช้าวันต่อมา เพื่อนบ้านในละแวกนั้นหลายคนต่างรู้เรื่องนี้เข้า และจับกลุ่มนินทาหัวเราะเยาะเขา ว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถและใช้การไม่ได้

แม้เฉินอี้จะใจเย็นมากแค่ไหน เขาก็ทนการนินทาว่าร้ายและความอัปยศอดสูเช่นนี้ไม่ได้ จึงทำให้เขายิ่งโกรธเธอมากขึ้น และสมาชิกในครอบครัวเฉินที่เคยเอ็นดูเธอก็ไม่พอใจในตัวเธอมากเช่นกัน

'พี่อย่าได้คิดหนีไปไหนเลย ฉันต้องพึ่งพาพี่ไปตลอดทั้งชีวิตนี้แล้ว'

แต่คราวนี้เธอจะไม่ปล่อยให้เรื่องแย่ๆแบบนั้นเกิดขึ้นได้อีก

หยางอิ่งเม้มริมฝีปากและกระพริบตาอย่างไร้เดียงสา

"ตอนนี้เราเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว ถือได้ว่าเราเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง ถ้าหากคุณไปนอนนอกห้องในคืนแต่งงานของเรา แล้วถ้ามีคนอื่นรู้เข้า คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างไร?" เมื่อเห็นว่าหยางอิ่งพูดมีเหตุผล ท่าทีของเฉินอี้ก็อ่อนลงมาก

"คุณยังกลัวเสียหน้าอยู่อีกหรอ เมื่อเช้าในพีธีแต่งงานหน้าของคุณไม่เหลืออะไรแล้ว!" เฉินอี้ยังรู้สึกโมโหกับท่าทีที่ร้ายกาจของหยางอิ่งไม่หาย

"…" หยางอิ่ง

"ก็หน้าฉันเสียไปแล้ว แต่หน้าของคุณยังไม่เสียสักหน่อยนิ แต่ถ้าคุณนอนนอกห้องหอในคืนนี้ หน้าของคุณจะต้องเสียไปด้วยแล้วจริงๆ" หยางอิ่งยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้

เฉินอี้รู้สึกตลกเล็กน้อยกับความคิดของเธอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหยางอิ่งพูดมีเหตุผลจริงๆ

เรื่องนี้ถ้ามีใครรู้เข้าคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ และเป็นเรื่องที่ดูน่าเกลียดมาก!

เมื่อเห็นท่าทีของเฉินอี้เริ่มคล้อยตามคำพูดของเธอ หยางอิ่งก็เสนอทางออกเรื่องนี้ขึ้นมาในทันที

"เตียงนอนนี้ใหญ่มาก คุณนอนด้านหนึ่ง ส่วนฉันก็นอนอีกด้าน ตกลงไหม?"

"ไม่! ในเมื่ออนาคตผมตัดสินใจจะหย่าให้คุณ เราจะไม่ทำแบบนี้ ผมจะไปนอนที่โซฟาไม้แทน" เขาจะไม่ทำอะไรให้ดูคลุมเครือระหว่างเขากับหยางอิ่ง เพราะว่าในอนาคตเธอยังต้องแต่งงานใหม่และมีความสุขกับคนที่เธอชอบจริงๆ จะได้ไม่ถูกคนอื่นเขาดูถูกเอาได้

หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของหยางอิ่งก็แดงเล็กน้อย เธอไม่สามารถซ่อนอารมณ์ความน้อยใจนี้ของเธอได้

เมื่อผ่านมาชาติหนึ่งแล้ว หยางอิ่งรู้ดีว่าเฉินอี้เป็นคนอย่างไร ถึงเขาจะพูดอย่างนั้นหรือโมโหเธอมากแค่ไหน แท้จริงแล้วเขาเป็นคนใจอ่อนให้เธอเสมอและให้อภัยเธอได้ตลอด เขาใจกว้างกับเธออย่างไม่น่าเชื่อ และดูแลเธออย่างดีจนเธอได้ตายจากไป

เฉินอี้เป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบและใจดีมาก เขาเป็นผู้ชายที่รักเธออย่างแท้จริง

เธอมองแผ่นหลังของชายคนนั้นที่กำลังทำความสะอาดโซฟา และกำลังคิดวางแผนอะไรบางอย่าง

'พี่เฉินอี้ พี่อย่าได้คิดหนีไปไหนเลย ฉันต้องพึ่งพาพี่ไปตลอดทั้งชีวิตนี้แล้ว!'

คำคืนที่มืดมิด มีเพียงแสงดาวที่ส่องสว่างให้มองเห็นสลัวๆในความมืดเท่านั้น

สามีภรรยาคู่ใหม่ต่างแยกย้ายกันนอนคนละด้านของห้อง คนหนึ่งนอนบนเตียงขนาดใหญ่ และอีกคนนอนบนโซฟาไม้ขนาดเล็กที่ไม่สมขนาดตัวของเขาเท่าไหร่นัก

หยางอิ่งนั่งรถมาไกลแล้วยังมาเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เหนื่อยทั้งกายและใจ เมื่อหัวถึงหมอนเธอก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ผิดกลับอีกคนที่นอนไม่หลับ เขาพลิกตัวไปพลิกตัวมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี เมื่อต้องเจอกับปัญหาที่เขาจะต้องแก้ไขสถานการณ์ในอีกสองสามวันข้างหน้านี้ หัวใจของเขายุ่งเหยิงไปหมด

ครั้งนี้พ่อป่วยหนักมากและใช้เงินไปกับการรักษาเป็นจำนวนมาก เขาจึงได้แต่ยืมเงินจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และเป็นหนี้มากกว่า 1000 หยวน ไหนจะค่าจัดงานแต่งงานครั้งนี้ที่แม่ยืมเงินมาจากญาติอีก 100 หยวน

ค่าสินสอดหยางอิ่ง 88 หยวน ค่าเดินทางไปกลับเมืองหลวงอีก 10 หยวน และเงินที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ดีที่พ่อตาแม่ยายตระกูลหยางเข้าใจและไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม

พวกท่านทั้งสองมีเหตุผลมาก และปล่อยให้เขาได้จัดงานแต่งนี้ขึ้นมาอย่างราบรื่น

'ภายในสองสามวันนี้เขาจะหาเงินจากที่ไหนมาจัดการหนี้สินพวกนี้ให้เรียบร้อยนะ…'

ยิ่งคิดเฉินอี้ก็ยิ่งปวดหัว เขาจึงแอบเผลอหันไปมองผู้หญิงคนนั้นที่นอนหลับอย่างสบาย และดูเหมือนเธอกำลังฝันดีด้วย เมื่อเฉินอี้เห็นอย่างนั้นใจของเขาก็สงบลงและเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

…….

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมีเสียงไก่ขัน เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก…

เฉินอี้ก็ลืมตาและลุกขึ้นมาแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เขาเก็บที่นอนอย่างเรียบร้อย แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อแปลงฟัน และล้างหน้าหน้าตา

แต่เมื่อเขาเดินกลับเข้ามา เขาก็พบว่าหยางอิ่งยังคงหลับอยู่

ในตอนแรกเขาไม่คิดอยากจะยุ่งกับเธออีก แต่เมื่อคิดว่าอีกสักพักคงจะมีญาติและแขกเหรื่อมารับน้ำชาหรือขนมในเช้าวันนี้ เขาก็จำใจต้องเดินไปที่เตียงนอนใหญ่เพื่อปลุกเจ้าสาวหมาดๆของเขาให้ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและแต่งตัวได้แล้ว

"หยางอิ่ง! ลุกได้แล้ว"

หยางอิ่งที่ยังคงง่วงนอนอยู่มาก เมื่อได้ยินเสียงของเขา เธอก็ถามกลับไปด้วยเสียงงัวเงียว่า

"เช้าแล้วหรอ?"

"หือ! ข้างนอกสว่างแล้ว คุณควรลุกได้แล้ว อีกเดี๋ยวจะมีญาติและแขกเหรื่อมารับน้ำชาและขนม คุณรู้ไหมว่าต้องทำยังไงบ้าง?"

เมื่อได้ยินเฉินอี้พูดอย่างนั้น เธอก็ตื่นเต็มตาและฟื้นคืนสติขึ้นมา

"แล้วฉันต้องทำอย่างไรบ้าง?"

เธอสวนชุดนอนบางๆ คอกว้างเผยให้เห็นคอและไหล่ที่ขาวราวหิมะ ผมของเธอยุ่งเหยิงเล็กน้อย เธอทำหน้ามุ่ยขัดใจเล็กน้อยอย่างน่ารักและว่าง่าย

เฉินอี้รู้สึกตกตะลึงกับภาพนี้อยู่ครู่หนึ่ง

หยางอิ่งขยี้ตา เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบเธอ เธอก็คิดว่าเขาคงไม่พอใจเธออีกแล้ว เธอจึงพูดเสียงอ่อนลงว่า

"ฉันไม่เข้าใจธรรมเนียมการแต่งงานของที่นี่ คุณช่วยบอกฉันที ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง?" เฉินอี้จึงรู้สึกตัวขึ้นมา และรีบหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

"คุณเพียงต้องยกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ และแบ่งขนมให้แขกในงานคนอื่นๆเท่านั้น" หยางอิ่งพยักหน้าอย่างเข้าใจและลุกขึ้นอย่างเชื่อฟัง

"อืม! ฉันเข้าใจแล้ว"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...