โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่อง 8 ไอเดียการลงทุน เลือกถูกจังหวะ รับผลตอบแทนที่ดี

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 ต.ค. 2566 เวลา 20.37 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 00.23 น. • The Bangkok Insight

เพื่อรักษาผลตอบแทนและลดความเสี่ยง! ต้องวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ส่อง 8 ไอเดียการลงทุน เลือกถูกจังหวะ รับผลตอบแทนที่ดี

เศรษฐกิจโลกมีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทำให้นักลงทุนลังเลกับการตัดสินใจลงทุน ดังนั้น เพื่อรักษาผลตอบแทนและลดความเสี่ยง ต้องวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและกระจายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญต้องมองหาไอเดียการลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี

การลงทุน

ปี 2566 เป็นอีกปีที่การลงทุนเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ดัชนีหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในแดนบวก ประกอบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนประเมินว่าสหรัฐอเมริกา กำลังข้ามผ่านภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแบบเงียบ ๆ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจากนี้ไปจะมีปัจจัยลบอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน เช่น กำไรบริษัทหดตัว การบริโภคหดตัว หรือจะมีแบงก์ล้มอีกหรือไม่ หรือมีปัจจัยบวก เช่น เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและตลาดหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

จากความไม่แน่นอนดังกล่าว หากนักลงทุนลังเลกับการตัดสินใจลงทุน อย่าเพิ่งท้อและเดินออกจากตลาด เพราะยังมีแนวทางการลงทุนในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง ดังนี้

การลงทุน

1. เลือกบริหารเงินส่วนสภาพคล่อง โดยลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศไทยอายุไม่เกิน 2 ปี ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.50% ซึ่งเหตุผลที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อยู่ที่ระดับ 5.5% ส่งผลให้ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากสามารถรับความเสี่ยงเรื่องค่าเงินหรือมีความเข้าใจการลงทุนในต่างประเทศ การเลือกกองทุน ETF กลุ่มตราสารหนี้ เช่น iShares 0-3 Month Treasury Bond ETF (SGOV) หรือ SPDR Bloomberg 1-3 Month T-Bill ETF (BIL) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 4 – 5% ต่อปี เนื่องจากตราสารหนี้สหรัฐฯ มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก ขณะเดียวกันอายุตราสารหนี้ในกองทุนสั้นมาก (1 – 3 เดือน) จึงมีความเสี่ยงต่ำ

2. เปิดใจลงทุนสินทรัพย์ตราสารหนี้ เลือกลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐ หรือกลุ่มหุ้นกู้เอกชน (ควรกระจายการลงทุน) โดยอาจเพิ่มอายุตราสารหนี้ให้ยาวขึ้น (ประมาณ 5 – 10 ปี) เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 3 – 4% ต่อปี เช่น กองทุน ETF อาทิ iShares Core U.S. Aggregate Bond ETF (AGG) และ Vanguard Intermediate-Term Corporate Bond ETF (VCIT) เป็นต้น

3. หาหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้น จากสถิติย้อนหลังพบว่า หากราคาหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐ ปรับขึ้น มีโอกาสถึง 70% ที่ราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะปรับขึ้นตามไปด้วย และหากมองหุ้นในดัชนี S&P 500 พบว่าเมื่อหุ้นขนาดใหญ่ปรับขึ้น จะทำให้หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสปรับขึ้นตามในอีก 12 เดือนข้างหน้า ดังนั้น นักลงทุนควรเลือกหุ้นตัวอื่น ๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งเก็บเข้าพอร์ตลงทุน

เช่นเดียวกัน หากนักลงทุนมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐค่อนข้างสูง อาจพิจารณาลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย ที่เริ่มโดดเด่นด้วยปัจจัยด้านประชากรและนวัตกรรมที่ทำให้อินเดียมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการเลือกกองทุน ETF เช่น iShares Core MSCI Emerging Markets ETF (IEMG) ซึ่งปีนี้ให้ผลตอบแทน 5.98% หรือ iShares MSCI India ETF (INDA) ให้ผลตอบแทน 6.02% (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2566)

การลงทุน

4. เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์สกุลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์ เพื่อลดผลกระทบหากสหรัฐ เข้าสู่ช่วงปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะตามทฤษฎีเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับลดลง ทำให้เงินไหลออกจากดอกเบี้ยต่ำไปหาแหล่งที่ดอกเบี้ยสูงกว่าเสมอ และเมื่อเงินไหลออกจะทำให้เงินอ่อนค่า โดยหากดอลลาร์อ่อนค่า สกุลเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจะเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยูโรหรือดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นต้น

ถึงแม้ว่าไอเดียการลงทุนดังกล่าว ไม่สามารถสร้างประโยชน์ในแง่การจัดพอร์ตลงทุนมากนัก เพราะการเก็งกำไรในค่าเงินถือว่ามีความเสี่ยงสูง คาดการณ์ยาก (นักลงทุนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญควรหลีกเลี่ยง) แต่การเข้าใจค่าเงินจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการเข้าใจทิศทางการไหลเวียนของเงินทุน เพื่อวางแผนรับมือล่วงหน้าได้

5. แบ่งเงิน (บางส่วน) ลงทุนกลุ่มสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) หากนักลงทุนมีสินทรัพย์ลงทุนหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ขณะเดียวกันรับความเสี่ยงได้สูงก็สามารถแบ่งเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด เช่น หุ้นนอกตลาด อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ตราสารหนี้นอกตลาด เพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ตโดยรวม แต่หากรับความเสี่ยงได้น้อย อาจเลือกลงทุนผ่านกองทุน ETF เช่น Invesco Global Listed Private Equity ETF (PSP) ซึ่งปีนี้ให้ผลตอบแทน 15.62% (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2566)

6. หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันเงินทุนจากมาตรการภาครัฐที่ทยอยประกาศออกมาเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ โลกร้อน และภัยคุกคามอื่น ๆ อาจเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนกลุ่มที่เป็นห่วงโซ่การผลิตที่มีนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ให้ระบบดีขึ้น ฉลาดขึ้น (Smart Automation/ Supply Chain) เช่น พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า หรือกลุ่มที่เน้นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง โดยสามารถเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคหรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน แต่มีอีกทางเลือก คือ กองทุน ETF เช่น iShares Global Infrastructure ETF (IGF) หรือ First Trust NASDAQ Clean Edge Green Energy Index Fund (QCLN)

การลงทุน

7. ลงทุนเมกะเทรนด์ เลือกลงทุนกลุ่ม ESG รักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการเลือกหุ้นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือมีแนวทางสนับสนุน ไม่ส่งผลกระทบกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ สุขภาพ ประชากร พลังงาน น้ำ เป็นต้น ปัจจัยสนับสนุน คือ ความตระหนักรู้จากรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ส่งผลให้มีเงินทุนอัดฉีดเข้ามาลงทุนในบริษัทกลุ่มนี้มากขึ้น หรือลงทุนผ่านดัชนีหุ้น SETTHSI ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (EGS Bond) หรือกองทุน ETF เช่น iShares USD Green Bond ETF (BGRN) ที่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทกลุ่มธุรกิจรักษ์โลก

8. ลงทุนหุ้นไทย โดยอาศัยปัจจัยการจัดตั้งรัฐบาลกับความคาดหวังแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและออกมาตรการกระตุ้น ศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแรงมากขึ้น ด้วยการเน้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น กลุ่มพาณิชย์หรือท่องเที่ยว หรือกลุ่มธนาคาร ที่มีโอกาสสร้างผลประกอบการที่ดีขึ้นจากภาวะดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง หรือเลือกลงทุนกองทุน ETF เช่น TDEX, EBANK หรือ ENGY เป็นต้น

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะต้องเลือกสินทรัพย์ลงทุนให้ถูกต้องและลงทุนในราคาที่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะแต่ละวงจรเศรษฐกิจ สินทรัพย์ลงทุนในแต่ละภูมิภาคหรือแต่ละประเทศ ย่อมมีเวลาที่รุ่งเรืองและเวลาที่ยากลำบากสลับกันไป ดังนั้น หากจัดพอร์ตลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ย่อมมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ขณะเดียวกันอาจช่วยลดความเสียหายได้อีกด้วย

โดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...