โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ทอนซิลอักเสบ เด็ก ๆ ก็เป็นได้เหมือนกันนะ

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 04.28 น. • Motherhood.co.th Blog

ทอนซิลอักเสบ เด็ก ๆ ก็เป็นได้เหมือนกันนะ

เพราะเด็ก ๆ เป็นวัยที่ตอบสนองต่อเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ไว อาการ "ทอนซิลอักเสบ" จึงเกิดขึ้นมาหลังจากที่ต่อมทอนซิลต้องรับบทหนักเพื่อต่อต้านเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายของเจ้าตัวน้อย แต่กลับเป็นอาการที่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ อาจจะมองข้ามไปว่าเด็กน้อยก็มีอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน วันนี้ Motherhood จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปรู้จักกับอาการทอนซิลอักเสบในเด็กให้ดีขึ้นค่ะ

ต่อมทอนซิลอักเสบคืออะไร?

ต่อมทอนซิลคือต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง มีอยู่ 2 ข้างในลำคอ คอยทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางลำคอหรือทางการหายใจ การที่มันอักเสบขึ้นมาเป็นเพราะเกิดการอักเสบและติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลเสียเอง

สาเหตุส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไรรัส

อาการในเด็กเกิดจากอะไร?

เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิล  เช่น Adenovirus, Influenza virus, Parainfluenza virus, Epstein-Barr virus นอกจากนี้สามารถเกิดจากการคิดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Group A beta hemolytic streptococcus, Mycoplasma pneumoniae และ Chlamydia pneumoniae ส่วนในเด็กภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว อาจจะเกิดจากเชื้อรา

ต่อมทอนซิลมีหน้าที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในร่างกายด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน

สาเหตุส่วนใหญ่ของทอนซิลอักเสที่พบในเด็กสุขภาพดีตามปกติ มากกว่า 50% มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่นด้วย รวมไปถึงการได้รับเชื้อจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสต่อไปนี้ อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้เช่นกัน

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและกลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้เกิดโรคหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ไวรัสที่มักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะพบได้ไม่บ่อย

ส่วนทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคคออักเสบ นอกจากนี้แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ก็พบว่าเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

โรคต่อมทอนซิลมักพบได้บ่อยในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนกลาง โดยทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียพบได้บ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี ขณะที่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากไวรัสจะพบในเด็กเล็กมากกว่า ส่วนวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดได้น้อย เพราะเด็กวัยเรียนมักมีการสัมผัสและอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อน จึงทำให้ต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่า

เด็กจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนลำบาก

เด็กจะมีอาการอย่างไร?

เด็กที่มีอาการจะเริ่มจากการเจ็บคอ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และอาจมีอาการปวดหูเพราะหูอักเสบตามมาได้ หากไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย จะเห็นว่าต่อมทอนซิลมีลักษณะแดงและบวมโต โดยมักโตทั้งสองข้าง เด็กบางรายอาจมีจุดสีขาวอมเหลืองคล้ายเป็นหนองกระจายอยู่ทั่วไป หากแพทย์ตรวจคอเพิ่มเติมก็อาจพบอาการต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีอาการ?

หากอาการเกิดในเด็กเล็ก เขาอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีอาการอย่างไร ผู้ปกครองอาจสังเกตจากสัญญาณบ่งบอกต่อไปนี้

  • มีอาการไข้และเจ็บคอมาก
  • น้ำลายไหล ที่มีสาเหตุมาจากการกลืนได้ลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะกลืนแล้วรู้สึกเจ็บมากนั่นเอง
  • งอแงมากกว่าปกติ

มีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่?

สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรงมาก เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ไปจนถึงภาวะที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ฝีรอบต่อมทอนซิล ฝีด้านหลังผนังคอ ซึ่งอาจมีอาการมากจนต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด นอกเหนือจากการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ หากเกิดอาการเพราะติดเชื้อแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบกำหนด อาจะทำให้เกิดโรคไตอักเสบเฉียบพลัน หรือโรคไข้รูมาติคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจได้

ทำการรักษาอย่างไร?

หากเกิดจากไวรัส มักจะรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่อาการจะดีขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาตัวเอง รับประทานยาแก้ปวดลดไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น โดยเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยให้สบายคอ สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาจอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ และควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองที่คอ เช่น ควันบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกลิ่นฉุนต่าง ๆ

ส่วนการรักษาการที่เกิดจากแบคทีเรียนั้นใช้เวลานานกว่า และอาจต้องใช้วิธีการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ การรับประทานยาปฏิชีวนะ โดยมากมักให้ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) หรือยาอิริโธรมัยซิน (Erythromycin) รับประทานเป็นเวลา 7-10 วัน ซึ่งการรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนหมด

หากพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนมาก แพทย์จะพิจารณาให้ผ่าตัด

อาการแบบไหนที่ต้องผ่าตัด?

การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง อักเสบเรื้อรัง หรืออักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

  • มีอาการอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • พบการอักเสบมากกว่า  4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
  • เกิดการอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา เช่น

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หายใจลำบาก
  • กลืนลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นหนา ๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น

สามารถป้องกันโรคให้ลูกได้อย่างไร?

หลักการป้องกันสำหรับเด็กก็จะเหมือนกับการป้องกันโรคจากการติดเชื้อในทางเดือนหายใจทั่วไป เพราะเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบนั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อและอักเสบที่ดีที่สุดจึงทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย และเนื่องจากโรคนี้มักพบได้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้ป้องกันจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมจานหรือดื่มน้ำร่วมแก้วกับผู้อื่นเพราะอาจมีการสัมผัสน้ำลายของอีกฝ่าย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
  • เปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้หลังจากป่วยเป็นทอนซิลอักเสบ
  • สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้
  • สอนให้ลูกไอหรือจามโดยใช้กระดาษทิชชู่ปิดปาก รวมทั้งล้างมือให้สะอาดหลังไอหรือจาม

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...