โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัว'บทเรียนทรงคุณค่าของไทย

สยามรัฐ

อัพเดต 18 ม.ค. 2563 เวลา 12.38 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 12.38 น. • สยามรัฐออนไลน์

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า ..“เงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัว” บทเรียนที่ทรงคุณค่าของไทย !!

“ค่าเงินบาทไทยแข็ง” หรือค่าเงินบาทมีอัตราสูงกว่าค่าเงินบาทที่แท้จริงที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ ประเทศไทยเคยประสบและบทเรียนมาแล้ว มาแล้วที่เรียกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาหรือ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ที่มีอยู่ จากการเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีการขายสินทรัพย์ของ ๕๖ สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ คดี ปรส เป็นประสบการณ์ที่ได้จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับ “ค่าเงินบาทแข็ง” ด้วย มาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล่าวคือ

ในช่วงที่รัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วง ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ - ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่วนตัวได้เคยขออนุญาตพบเพื่อสัมภาษณ์และซักถาม พล.อ. ชวลิตฯ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ท่านได้กรุณาให้ทำการบันทึกถ้อยคำท่านไว้ด้วย พร้อมทั้งได้ สรุปถึงบริบทของปัญหาในขณะนั้นว่า

“สภาพของประเทศไทยในขณะนั้นพบว่ามีปัญหาด้านเศรษฐกิจจากการก่อหนี้ต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และปัญหาคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน จนเป็นเหตุให้เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศชะลอลง ในขณะที่การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากการเรียกหนี้คืน โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศ และมีผลกระทบต่อฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง จึงได้ตราพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ (ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อ วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐) เพื่อจัดตั้ง “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” เรียกโดยย่อว่า “ปรส.” ขึ้น”

กรณี ปรส เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่า คือ ต่อมาในสมัยอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี คำสั่งที่ ๓/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ ลงนามโดยนายสมคิดฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติกรณีทางเศรษฐกิจ ขึ้นมี นายยุวรัตน์ กมลเวชช์ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ (หรือ ศสปป.) และมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถจำนวนหนึ่งเป็นคณะกรรมการ และมีทีมงานศึกษาวิจัยจากนักวิชาการสนับสนุนด้วย

ผลการศึกษาของคณะกรรมการทั้งหมดได้นำมาพิจารณาและรวบรวมเป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวนด้วย ซึ่งจำได้ว่ามีประมาณเกือบ ๔๐ เล่ม(ให้ส่งเป็นเอกสารในสำนวนการสอบสวนไปด้วย) กรณีสาเหตุการเกิดวิกฤติกรณีทางเศรษฐกิจมีหลายประการ แต่ที่เกี่ยวเนื่องกับ “เงินบาทแข็ง”ด้วย พอสรุปได้ว่าเกิดจาก

“…รัฐบาลในช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๕ – ๒๕๓๖ ได้การกำหนดนโยบายการผ่อนคลายระเบียบกฎเกณฑ์และข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวงและสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ และเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๖ ได้จัดตั้งวิเทศธนกิจ (International Banking Ficilities,IBF) ได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติดำเนินธุรกิจวิเทศธนกิจ มีการระดมเงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ภายในประเทศ (Out-In Transaction for Foreign Currencies) และเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภายในประเทศอยู่ในระดับสูง การมีส่วนต่างมาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ แข่งขันการทำกำไร เร่งนำเข้าเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ และเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศถูกกำหนดให้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง การลงทุนผลิตสินค้าจึงขยายตัวน้อย ทำให้การขยายสินเชื่อสู่ภาคการผลิตสินค้ามีขอบเขตจำกัด เหลือแต่ภาคการผลิตที่มีการเก็งกำไร เช่นธุรกิจเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยใช้หุ้นคำประกัน (Margin Loan) การซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ และธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้หนี้สินต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น มีการใช้สินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ราคาที่ดินสูงขึ้น มีการใช้เงินตราต่างประเทศไปในทางไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น ต้องยอมรับว่าช่วงเริมนโยบายอัตราการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ การขยายตัวการส่งออกหยุดชะงักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ค่าเงินบาทไทยที่ใช้ระค่อนข้างคงที่มีอัตราสูงกับค่าเงินบาทที่แท้จริง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้และนักลงทุนต่างประเทศ เริ่มเข้มงวดการปล่อยกู้และต่ออายุสัญญาเงินกู้ เงินตราต่างประเทศได้ไหลออก นักค้าเงินต่างประเทศ สถาบันการเงินไทย และนักธุรกิจไทย หันมาเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งในปี ๒๕๓๙-๒๕๔๐ ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอเกือบหมด”

พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ นั้น ซึ่งหลังลอยค่าเงินบาทให้เป็นราคาตามจริง ได้เกิดทั้งวิกฤติและโอกาส กล่าวคือภายใน ๑ ปี ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก ๒๕ บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปสูงมากที่สุดเป็น ๕๖ บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ม.ค.๒๕๔๑) ได้เกิดปัญหาใหญ่กับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่พุ่งขึ้นไป ๔๗ เปอร์เซ็นต์ พวกนายแบงก์ นักลงทุนที่กู้เงินต่างชาติได้รับผลกระทบมาก เศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงอย่างหนักหลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาทส่งผลทางการเมืองจน พล.อ.ชวลิตฯ ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในอีก ๔ เดือนต่อมา

แต่ที่เป็นผลดีที่เป็นโอกาส คือหลังจากประเทศไทย จากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในเวลาต่อมา คือ เศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมพัฒนาดีขึ้น มีรายได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ประชาชนมีรายได้มากขึ้นจากการท่องเที่ยว สินค้าเกษตรและการส่งออกของประเทศเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวทำให้มีศักยภาพคืนหนี้ต่างประเทศต่อมา

“อดีต” เป็นสมบัติของมวลมนุษย์ทั้งโลกเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ชีวิตผู้อื่นจากอดีตโดยไม่จำกัด ชาติและวัฒนธรรม ซึ่งบทเรียนในอดีตถ้าเป็นเรื่องอันเจ็บปวดเราจะต้องไม่ให้เกิดซ้ำรุ่นต่อ ๆ ไป เพราะ “คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่จะฉลาดกว่าถ้าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น” ดังนั้นบทเรียน กรณี “เงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัว” จึงถือว่าเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าของไทย !!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...