การเดินทาง และความคิดของ Scrubb ที่มาพร้อมกับคอนเสิร์ตโตที่สุดในรอบ 18 ปี
หลังจากที่เราได้ทราบข่าวมาว่า Scrubb วงดนตรีที่เรารัก ที่เราฟังเพลงมาตั้งแต่สมัยยังอยู่มัธยม กำลังจะมีคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 18 ปี วันนี้ LINE TODAY ก็ได้มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับ บอล ต่อพงศ์ จันทบุปผา และเมื่อย ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ กับเรื่องราวของชีวิตที่คลุกคลีในวงการดนตรีทั้งผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 18 ปี ชวนมาคุยเรื่องอัลบั้มใหม่ บทบาทใหม่ที่ได้ทำในฐานะคนเบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินรุ่นใหม่ๆ และคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่ทำเราตื่นเต้นมากที่สุดในรอบปีก็ว่าได้
Scrubb ห่างหายจากการทำเพลงไปประมาณ 4 ปี ระหว่างนั้น ทำอะไรกันบ้าง
บอล : ส่วนตัวทำงานประจำแต่แรกอยู่แล้ว ทำงานเป็นเบื้องหลังตั้งแต่เริ่มแรก ตำแหน่งแผนกคัดสรรและพัฒนาศิลปิน ก็ยังโชคดีที่ยังอยู่ในหมวดบันเทิง พอมาทำ Scrubb ก็ได้แบ่งงานเป็น 2 Part ไปเลย อยากหาอะไรทำที่เป็นของตัวเองไว้ก่อน แต่พอเหมือนตอนหลังหน้าที่เยอะขึ้น แล้วก็มาทำเพลงด้วยมันก็เลยอาจจะมีช้าไปบ้าง แต่เราก็ยังอยากทำเพลงที่เราชอบแล้วสนุกกับมันจริงๆ
เมื่อย : ส่วนผมก็มี Side-Project เป็นดนตรีบรรเลง แล้วก็มีอีกหลายโปรเจคเลยทำดนตรีที่ไม่เกี่ยวกับ Scrubb เป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีบรรเลง แต่ว่ามันอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา แล้วก็ใช้เวลาว่างจาก Scrubb ไปจัด Event เล็กๆ กับเพื่อนๆ ชื่อว่า DOOD เป็นพื้นที่ที่ให้วงที่มีเพลงของตัวเอง แต่ไม่มีค่าย โดยเฉพาะวงที่เริ่มทำเพลงเอง เลยยิ่งอยากจะชวนมาให้พวกเค้าได้เล่น ได้พัฒนาตัวเอง ทำประมาณนี้ก็หมดเวลาแล้วนะ (ฮ่าๆๆๆ)
แต่ละคนชอบงานไหนมากกว่ากัน
เมื่อย : ส่วนตัวผมว่ามันคนละแบบกัน Scrubb เป็นเหมือนงานหลัก เป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตตัวเอง ครอบครัว แล้วก็เอาเวลาที่เหลือกับเงินบางส่วน มาทำวงดนตรีที่สนใจให้ลึกๆลงไปอีก แล้วก็ผมรู้สึกว่ามันส่งเสริมกัน เวลาผมไปจัดอีเว้นท์หรือไปทำ Side-Project ผมก็จะไปเจอวงรุ่นใหม่ๆ หรือวงที่อายุน้อยกว่า ซึ่งตอนนี้ผมก็อายุ 40 ล่ะนะ มันก็จะเห็น Attitude ของรุ่นใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงาน ผมว่ามันไม่มีชอบฝั่งไหนเป็นพิเศษ มันชอบพอๆกัน ไม่ว่าจะเล่น Scrubb จนเรียกว่าเบื่อก็ได้นะ กับสภาพแวดล้อมที่เจอตลอด เจอพี่บอล เจอน้อง มันก็จะมีความน่าเบื่อ เราก็เลยต้องล้างไพ่ด้วยการไปเจอสังคมใหม่ๆ ไปเจอลูปวงจรใหม่ๆ เห็นวิธีคิด เห็นอะไรที่อยู่นอกวงก็สนใจไปหมด ยิ่งพอได้มาเจอรุ่นน้อง ก็จะดูเขาว่าเล่นดนตรี เขาดูแลวงกันยังไงอะไรอย่างนี้ ผมรู้สึกสนุกสนานกับอะไรพวกนี้ครับ เลยเลือกไม่ได้ รู้สึกชอบพอๆ กัน
บอล : ผมคิดคล้ายๆกัน คือโชคดีที่มันอยู่ในหมวดเดียวกัน ก็เหมือน Scrubb ก็อยู่หน้าบ้าน ตัวงานที่ดูแลศิลปินก็อยู่หลังบ้านไป ทั้ง 2 อย่างมันเอื้อกัน คือเหมือนว่าเล่นดนตรีกัน Scrubb ก็ได้ประสบการณ์เรื่องการทำงาน ทำเพลง ได้ออกไปข้างนอกไปเล่นดนตรี พอกลับกันการมาทำงานของตัวเอง มันก็ได้เอาประสบการณ์ตรงนั้นก็ได้มาดูแลเด็กๆ ดูแลน้องๆ สอนเขา ถ่ายทอด หรือบางอย่างที่เขาถาม เราก็ไม่ได้ให้อย่างเดียวบางทีเราได้ฟังเด็กๆ คุยกัน แชร์เรื่องเพลง ว่าเขาฟังเพลงอะไร เขาสนใจเรื่องอะไรกันอยู่ โชคดีที่เป็นสังคมเดียวกัน มันเลยได้เอื้อกันไปด้วย เพราะว่าจริงๆส่วนนึงก็ได้ทำงานมานาน เป็นธรรมดาที่ความสนใจเราจะเขยิบจากอีกวัยนึงไปสู่อีกวัยนึง การที่ได้ฟังได้แชร์เรื่องความชอบ รสนิยม มันเหมือนเป็น Input ที่เอามาปรับใช้กับการทำงานของเราด้วย คือถ้าอยู่กลุ่มเพื่อนกันอย่างเดียวก็จะคุยเรื่องแบบสุขภาพ อาหารการกิน ครอบครัว ทำให้มุมมองหรือวิธีการแชร์ก็หลากหลายขึ้น ผมก็ไปดูงานของเมื่อย ไปดูวงน้องๆ เจอบางวงชอบก็ชวนมาทำด้วยกันในที่สุด สุดท้าย 2 คนที่ทำกันอยู่ ต่อให้ไม่ใช่ Scrubb เป็นงานส่วนตัวที่ทำกันอยู่ก็ยังเกี่ยวข้องในเรื่องดนตรี เรื่องเพลงอยู่ดี ซึ่งสุดท้าย ไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อมมันก็กับมาเอื้อกันงานที่เราทำอยู่ๆ ดี ก็เลยชอบทั้งคู่ และดีที่มันอยู่ด้วยกันได้
สำหรับหลายๆ คนที่เพิ่งรู้จัก Scrubb อยากให้เล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อก่อนลุยกันมาเยอะแค่ไหน
บอล : ถ้าเทียบตามปีตามอายุวง 18 ปี น่าจะเป็น 3 ปีแรกที่เริ่มทำกันเอง แต่ใช้ชื่อ Scrubb แล้ว พอมาอีก 15 ปี อยู่กับค่าย Blacksheep, BEC-Tero ถ้าช่วงหนักๆ มันก็หนักกันคนละแบบ ช่วงแรกเหมือนทำกันเองลุยกันเอง มันก็มีลูกบ้า ลูกห่ามของยุคนั้น เอาสนุกเข้าว่า เราก็แค่อยากเสนอวิธีเล่าเรื่อง หรือเพลงในแบบของเรา โดยไม่ได้หวังว่าจะมีค่ายหรือไม่มีค่าย คิดแค่ว่าให้มีคนรู้จักมากขึ้น แล้วก็เคยลองนำเสนอหลายที่แล้ว ก็มีคนที่เข้าใจบ้างหรือไม่เข้าใจเลย จนรู้สึกว่าให้มันเป็นงานอดิเรกก็แล้วกัน สุดท้ายเรายังได้ทำงานอยู่แล้วมีคนสนับสนุน มีคนซัพพอร์ตในด้านอื่นๆ ที่ไม่ต้องไปลุยทำเอง ไม่ต้องผลิตเอง ไม่ต้องฝากขาย มันก็ยากง่ายกันคนละแบบ ช่วงแรกก็เหมือนมวยวัดตอนนั้นยังเด็ก
เมื่อย : เขาเรียกว่าใช้ชีวิตแบบแจ๊ส (ฮ่าๆๆ)
บอล : ช่วงนั้นเหนื่อย แต่สนุกเพราะเราก็ยังเด็กอยู่ อันไหนที่ลุยได้ก็ลุยเองหมด พอมาทำงานกับค่าย มีคนซัพพอร์ต มีคนช่วยสนับสนุน ความยากจะกลายว่ามันจะยากขึ้นอีกขั้น คือตอนนี้พอมีคนมีซัพพอร์ตให้ แล้วกลายเป็นว่าความรับผิดชอบก็จะจริงจังมากกว่าทำกันเอง ทำกันเองยังมีขี้เกียจได้บ้าง พอมีทีมมันไม่ได้หมายความว่าวงไม่ได้มีแค่ 2 คน ในความที่เราต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีค่าย มีฝ่ายต่างๆ คนที่คอยดูเรื่องแผนอนาคตให้เรา แต่ข้อดีคือทุกคนเข้าใจกัน ทุกคนก็ซัพพอร์ทซึ่งกันและกัน เราก็ทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องมีเรื่องของวินัยเรื่องความจริงจัง ในความรับผิดชอบมากขึ้นอีก
วงการเพลงตอนที่ Scrubb เริ่มก้าวเข้าครั้งแรกมากับตอนนี้ต่างกันมากแค่ไหน
บอล : คือตั้งแต่อยู่มาถ้ารวมอาชีพที่ตัวเองทำด้วย ก็น่าจะราวๆ 20 ปีกว่า จริงๆตอนเริ่มฟังเพลงตอนนั้นก็เริ่มมี mp3 ละ ตอนเริ่มมี Scrubb ตอนนั้นเทปเริ่มมีน้อย วงการ CD เริ่มสั่นคลอน สักพักมีดาวน์โหลด เวลาจะเริ่มทำเพลงทุกคนจะบอกว่าอย่างเพิ่งทำเลย ตอนนี้วงการเพลงแย่นะ!! แต่อยู่มาเรื่อยๆ ก็ยังไม่เห็นมีใครพูดวงการเพลงช่วงนี้ดีจัง เราต้องดูว่าวัตถุประสงค์คืออันไหน ถ้าในแง่ความอยู่รอด ความเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ก็ต้องดูที่เราทำหรือความถนัดที่เราทำอยู่มันจริงจังแค่ไหน บางคนที่จริงจังมีทักษะความรู้ความสามารถมาก อยู่ในค่ายหรือองค์กรขนาดใหญ่ก็อาจจะอาชีพได้ ปัจจุบันมันก็มีช่องทางหลายมีรูปแบบ ผมว่าเราต้องดูที่วัตถุประสงค์ก่อน ทำเอาสนุก ทำเอาตอบโจทย์ตัวเราและเพื่อนๆ ก็อาจเป็นกลุ่มกันได้ ต่อยอดไปคนรู้จักมากขึ้น ก็ขยายความไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ก็เลยคิดว่ามันไม่มีอะไรถูกผิด ทุกวันนี้ยังมีวงดนตรีมีน้องๆ หน้าใหม่ ทำเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน นั้นหมายความว่าเขาไม่ได้อยากจะได้เงินละ คือคนอยากจะสร้างสรรค์งาน อันนี้ไปถึงหมวดหนัง หนังสือ อะไรด้วยทุกๆอย่างคือนักสร้างสรรค์ที่ยังมีอยู่ แต่ว่ารูปแบบและเป้าหมายมันแค่ขยับไป ทุกคนคงเริ่มจากสนุกก่อน แต่หลังจากนี้ใครทำแล้วได้รับโอกาสต่อ ค่อยๆโตไป ซึ่งเราก็จะได้พบกับคนที่ประสบความสำเร็จ และส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าไม่ได้จะทำจริงจัง จะเป็นแบบนี้เกือบหมด เราเองก็ไม่ได้คิดจริงจังแต่แรก แต่ว่าโชคดีที่ปล่อยไปแล้วมันมีทางของมันได้ มีคนสนับสนุนต่อ ถ้าคิดง่ายๆ เหมือนเมื่อยชอบพูดว่า ถ้าคิดแบบนี้เราเองก็ยังชอบ มันน่ามีคนที่โตคล้ายๆ เรา น่าจะชอบคล้ายๆ เหมือนกันไหม คิดหาเพื่อนเพิ่มดู เราชอบแบบนี้น่าจะมีคนชอบ
เมื่อย : ตอนทำเพลงแรกๆ ผมเอาเพลงไปโพสต์ตามอินเตอร์เน็ต คือผมโดนด่าก่อนเลยนะ คือเข้าไปโพสต์ใน Pantip โดนแม้กระทั่งเว็บมาสเตอร์เข้ามาด่า ว่านี่มันพื้นที่ที่เขาเอาไว้คุยกัน มาขายของอะไร แต่พอสุดท้ายเขาก็สนับสนุนนะ พอรู้ว่าเราทำอะไร เขาก็ทำเป็นคลิปให้ ประเด็นคือพองานเข้าไปสู่สนามจริงแล้วก็ คนก็คุยกันเต็มที่ จ่ายเงินเต็มที่ แต่ว่าเราเป็นวงที่ไม่มีใครชอบคำด่า แต่ว่ามันจำเป็นนะ พอวันนึงเราปลดล็อคได้ เดี๋ยวก็ต้องปรับปรุงสิ่งที่เขาด่าทั้งหมด โหร้องอย่างนี้จะทำเพลงขายหรอ!! ก็โดนมาหมดครับ ร้องเพลงได้ด้วยหรอ!! เพลงพูด เพลงบ้าบอ แต่พวกเราก็ไม่สนใจเพราะว่าอย่างที่บอกคือพี่บอลยังแฮปปี้กับงานที่ผมส่งให้เค้าอยู่ พี่บอลส่งทำนองอะไรมา ผมก็แฮปปี้ที่จะแต่งเนื้อเพลงเข้าไปประกบ แม้กระทั้งตอนนี้วงเราก็ยังเป็นอย่างนี้ ที่จริงเรามีพี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) อีกคนที่เป็นคนคอยดูภาพใหญ่ ให้ซึ่งเท่ากับเป็นงานกลุ่ม 3 คนเลย ก็ต้องคอยประคองกันไป พอทำงานมาถึงจุดนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าแต่ละคนเป็นยอดฝีมือแล้วมารวมงานกัน มันมาเหมือนสร้างความสัมพันธ์มากกว่า คือเบื้องหน้าที่แต่ละคนเป็นคนที่เก่ง แล้วก็เอางานมาทำด้วยกัน วงดนตรีความสำคัญมันคือความสัมพันธ์ในวงมากกว่า พอมันเป็นเพื่อนกันหรือเป็นอะไรกันก็ ผมจะบอกประมาณว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันก็แก้ไขได้
คอนเซ็ปต์ในการทำเพลงโตขึ้นมายังไง
เมื่อย : ผมต้องเป็นคนที่ร้องเพลงของ Scrubb ผมเลยอยากให้เนื้อเพลงเป็นกลางๆ ขึ้นเรื่อยๆ หมายถึงว่าไม่ต้องมาเน้นว่าตอนนี้เป็นผมเสียใจร้องไห้อยู่ มันจะไม่มีแบบนั้น สมมติผมเสียใจกับเรื่องนึง แต่ที่เขียนลงไปก็แค่อารมณ์เสียใจ มันไม่ใช่เหตุการณ์ผมเดินไปชกกำแพง เปิดฝักบัวอาบน้ำ จะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้น มันจะแบบเขียนเพื่อให้เห็นภาพ แล้วเราก็จะบ่นกัน พี่บอลแม่งโดนหลอก พี่บอลแม่งโดนโกหกอีกแล้ว พูดแค่ตรงความขัดแย้งมากกว่า บรรยายสภาพแวดล้อม แค่หวังว่าวันหนึ่งเรื่องแบบนี้ คนฟังบางคนอาจจะตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้ก็ได้ เค้าอาจจะบังเอิญได้ยินเพลงเราพอดี คงจะเข้าใจ คือมันเป็นเพลงที่มันไม่ได้ อยากเฉพาะเจาะจง แค่อาจจะเป็นเพลงนี้แต่งยุคสมัยนี้ เพลงนี้แต่งเพื่อใครก็จะไม่พยายามระบุเข้าไป ก็จะแต่งคล้ายๆ แล้วก็ใส่ความเห็นตัวเอง เช่นโดนเรื่องแย่ๆ มา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ก็จะไม่มีแบบเรื่องแย่ แย่ชิบหาย โคตรแย่เลย ผมจะไม่แนวนั้น ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งที่หาทางออก จริงๆ เพลงมันเหมือนการเยียวยาตัวเอง เช่นยิ่งตอน Scrubb ช่วงแรกๆ เราสองคนไม่มีอะไรเลย ก็จะคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย อยากเป็นนู่นเป็นนี่ คิดว่าตัวเองเจ๋งอย่างนู่นอย่างนี้ โชว์ความคิดอะไรอย่างนี้ หมายถึงใครจะคิดอะไรก็เรื่องของเขา ไม่เห็นจำเป็นต้องมาต่อสู้กันเรื่องมึงต้องคิดเหมือนกู เราเจอความรักมาเราก็พูดไว้ เราเจอปัญหาเรื่องเพื่อนมา เราก็พูดไว้ในเพลง
อยู่ด้วยมานานขนาดนี้ เคยทะเลาะกันบ้างมั้ย
เมื่อย : ทะเลาะกันเป็นปกติ งอนกันทุกอย่าง จนรู้สึกว่าไม่งอนดีกว่า มันเสียเวลา บางทีทะเลาะกันเรื่องงี่เง่า เรื่องอะไรก็ไม่รู้ บางทีพี่บอลเข้ามาในห้องแล้วเห็นผมดูดบุหรี่ในห้องซ้อม มันก็เซ็งละ บางทีพี่บอลมาช้า เราก็เซ็งละ คือเราทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว คนอื่นทีมงานน้องๆ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจผมก็ไม่รู้นะ แต่ผมสองคนรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง พี่บอลก็จะรู้ว่าผมแย่สุด เกเรสุดได้แค่ไหน ผมก็จะรู้ว่าพี่บอลเครียดสุด มีระเบียบสุดแค่ไหน เราก็รู้กันหมดแล้ว เราเป็นวงเดียวกัน แต่เราเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องมีนิสัยเหมือนกัน เราแค่ชอบทำเพลงเหมือนกัน ชอบดนตรีสดเหมือนกัน ชอบแนวเพลงที่ใกล้ๆกัน แต่จริงๆแล้วเราก็แทบไม่ได้ยุ่งกันเลย เพราะเราเจอกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว
บอล : ข้อดีคือมันเป็นเพื่อนกันมาก่อน พอเป็นเพื่อนกันมาก่อน มันจะมีพื้นฐานที่ต้องทำงานร่วมกันโดยปราศจากผลประโยชน์ แล้วเราอยู่กันมานานจนรู้แล้วว่าไอ้นี่นิสัยใจคอยังไง ในการทำงาน โดยเฉพาะอาชีพนี้มันจะมีความตึงเครียด มีโอกาสของความไม่เข้าใจหรือผิดใจกันสูง ซึ่งมันก็มีอยู่ในทุกอาชีพอยู่แล้ว แล้วมันจะมีเรื่องของความรู้สึก ตรงนี้มันมีวัดความถูกผิดไม่ได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นการที่เป็นเพื่อนกันมาก่อนมันแยกออกได้ว่าพอมันเป็นเรื่องส่วนตัวเนี่ย เราไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้จะมารบราฆ่าฟันใครให้ตายกันไปข้างนึง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันก็จะมีประเด็น บางทีมันก็เกิดขึ้นกับงานหรือผู้ร่วมงานที่บางทีไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเลย แต่เราก็ต้องเข้าไปเกี่ยวด้วย เราเลยแยกได้ว่านี่คืองาน ทุกวันนี้เลยกล้าทะเลาะ ทะเลาะกันได้เป็นเรื่องปกติ เราเลยรู้ว่านี่คือทะเลาะกันเรื่องงาน เราจะแยกออกมาอันไหนเรื่องส่วนตัว อันไหนเรื่องงาน หรือกลายเป็นว่าบางอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องของมึง คือมันเป็นนิสัยส่วนตัวของแต่ละคนไป เราก็ไม่ได้เอาเก็บมาคิดว่าทำไมต้องแบบนั้นแบบนี้ จนเป็นปัญหาในชีวิต ผมว่าพื้นฐานของการเป็นเพื่อนกันในทุกๆที ในหลายๆ ที่แล้วเราเจอ เพื่อนที่เคยใช้ชีวิตในจุดที่ยากที่สุด มันไม่มีปัจจัยเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง มันมีแต่เรื่องที่เราคอยดูแลช่วยเหลือส่งเสริมกัน พอเราเจอเรื่องปัญหาแบบนี้เราจะมองมันเป็นเรื่องเล็กไปเลย เพราะเราเจอเรื่องอื่นที่มันเป็นเรื่องยากมาแล้ว
เมื่อย : อย่างเราเจอกันเพราะโรงเรียนดนตรี เราก็พอจะรู้พื้นฐานนิสัยกัน พอมันรู้จักกันก็จะลดเปอร์เซนต์การกระทบกระทั่งกันได้สูงกว่า พออยู่มหาลัย เราก็เที่ยวด้วยกัน ไปต่างจังหวัด เดินเจเจ คือเรารู้จักกัน ชอบอะไรเหมือนๆกัน เราก็ชอบนิสัยใจคอกัน มันเลยข้ามตรงนั้นมาได้
บอล :โชคดีที่เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนเราเลยคุยกันง่าย เคลียร์กันได้ เพราะเรารู้วัตถุประสงค์ของปัญหานั้นๆ ว่ามันเกิดจากอะไร
มีปัจจัยอะไรอีกที่ทำให้ Scrubb เป็นวงดนตรีวงหนึ่งที่อยู่มายาวนานในประเทศไทย
บอล : อาจจะเป็นเพราะเราไม่ตั้งใจว่ามันจะมาเป็นอาชีพ คือเราไม่รู้ว่าทักษะนี้มันจะเอามาเป็นทักษะที่เราเอามาเป็นอาชีพหลัก จากที่เราคุยกันแล้วก็คือมันจะเป็นงานอดิเรกช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมันก็หมดเวลาไปตามวัยหรือตามอะไรก็แล้วแต่ แต่พอมันเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน หรือเมื่อยบอกว่าต้องไปช่วยที่บ้าน ทำงานนู้นงานนี้บ้าง พอมาเจอกันมาทำ Scrubb กัน เราก็จะรู้กันว่ามันคือเวลาว่างของเรา ไม่ได้มามองว่า เห้ย อันนี้ต้องขาย อันนี้ต้องปล่อยให้ได้ ไม่งั้นเราไม่มีจ่ายค่าเช่าบ้าน พอเราไม่เอาภาระทุกอย่างไปไว้ที่งานเพลง แล้วเราพยายามจัดการตรงนั้น เราจะทำด้วยความชอบความสนุกเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อต้องรีบ ต้องปล่อย เพื่อจะเลี้ยงตัวเองอะไรขนาดนั้น มันเลยมีของแถมคือเราสามารถยืดตรงนี้ได้ เราขอแก้อีกหน่อย เราสามารถไม่เอาตรงนี้ได้ ถ้าเราไม่ได้รู้สึกสนุกกับมันเต็มที่ ด้วยปัจจัยพวกนี้ มันเลยทำให้เรามีเวลาคัดกรองงานตัวเอง แล้วก็อย่างที่เมื่อยบอก คือเราทำเพลงเพื่อบำบัดความรู้สึกตัวเองด้วย มันเลยทำให้เราสนุกด้วยกันทั้งคู่ จะมีเพลงใหม่เกิดขึ้นคือทุกคนในวงชอบ ถ้ามีใครซักคนยังไม่สุด เราก็จะรู้ละว่าเพลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นฐานความสบายใจของบางคน เราก็จะถอยออก ไปเที่ยว ไปกินข้าวกันก่อน ไว้อาทิตย์หน้ามาเจอกันก็ได้ คือเราจะเว้นช่วงให้ทุกคนมีพื้นที่ เราไม่ได้รีบ เราเลยอยากให้มันออกมาเต็มที่ แต่เราก็ไม่ได้แพลนกันไว้นะว่าต้องทำงานกันแบบนี้ มันก็ต่อยอดของมันไป เลยเป็นผลให้เราโชคดีที่มีคนฟัง พอเขาชอบเขาก็ส่งต่อ พอเราปล่อยอีก เขาก็ชอบอีก มันก็เลยค่อยๆคล้องกันไป เหมือนโซ่ที่คล้องกันไปเรื่อยๆ เป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง ค่อยๆสะสมกันไป จริงๆต้องพูดเลยว่า ถ้าไม่นับทุกอย่างที่ทุกคนรู้จักในช่วงแรกอย่าง ใกล้ คู่กัน จริงๆเป็นเพลงที่ไม่ได้เปรี้ยงปร้างนะ ช่วงแรกที่ปล่อย ได้ทำงานกับมันพักใหญ่ๆ กว่าคนจะรู้จักหรือร้องได้ มันอาจจะไม่ได้ว่าด้วย Passion ที่เป็น Talk หรือเป็น Trend ในช่วงนั้นๆ แต่ว่ามันเป็นเพลงที่ส่งต่ออารมณ์และความรู้สึกของผมและเมื่อยในช่วงเวลาหนึ่ง มันเลยค่อยๆทำงาน เราเลยค่อนข้างเฉื่อย ไม่ได้มีสปีดอะไรเต็มที่ เราชอบ เราก็เลยเรื่อยๆกับมัน และเราก็ทำมาแบบนี้ ถึงจะมาใครเข้ามาช่วยมากช่วงน้อย มันก็คือยังตามเดิม ก็ยังทรงๆนี้ พอระยะเวลานานขึ้น คนก็คงเริ่มรู้จักเรามากขึ้น เริ่มคุ้นๆกันมากขึ้นว่า อันนี้งานเรา พอมันสะสมมากขึ้นมันก็เริ่มเป็นกลุ่ม มันไม่ต้องเปรี้ยงปร้างมากก็ได้นะ แต่มันก็ประมาณนี้
คิดยังไงกับที่คนบอกว่า เพลงของ Scrubb เป็นเหมือนเพลงหมอกหรือควันของพี่เบิร์ด ที่มันดูเป็นอมตะ ไม่เชย
บอล : จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นแบบนั้นนะ แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวมาก เป็นเรื่องใกล้ตัวและเราก็เล่าผ่านเพลงได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งมากนะ แต่พวกเหตุการณ์นี้ เรื่องเล่าประมาณนี้จากคนใกล้ตัวมันก็เจอแบบนี้มาเหมือนกัน เรื่องของเรามันเลยเป็นเรื่อง Simple เรื่องง่ายๆ แล้วมันก็คงคนที่เขามีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน เราเลยส่งต่อกันได้ มันไม่ใช่เรื่องที่สร้างหรือประดิษฐ์ขึ้นมา คือเรื่องที่เราเจอมาก็คือเจอมากันจริงๆ เป็น Moment ในแต่ละวัน เป็นบรรยากาศหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะจบลงกันคนละแบบก็ได้ แต่เราก็ยกสถานการณ์หนึ่งมาวางไว้ให้แต่ละคนมีประสบการณ์จากสถานการณ์นี้อย่างไรก็ไปต่อกันเอาเอง
เมื่อย : ผมว่า Scrubb เหมือนก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ปรุงเยอะ มันเลยดูไม่เลี่ยน กินได้เรื่อยๆ อยากปรุงเพิ่มก็ปรุงเอาเอง แต่พอเป็นก๋วยเตี่ยวรสจัด ถ้าเรากินมันทุกวัน 2-3 เดือนเราก็เบื่อ มันต้องพัก อีกอย่างคือเราก็เล่าเรื่องจริง ที่เป็นวงทั่วไปที่เล่าเรื่องผ่านความรักที่เราก็เล่าผ่านตัวเราเอง ที่ไม่ได้ประดิษฐ์อะไรเพิ่มมากเกิน หรือให้มันดูสวยหรูขนาดนั้น จริงๆมันก็มีเรื่องที่ผมยังคิดไม่จบหรือมันไม่ถูกกล่าวถึงในตอนนั้น หรือบางทีเราแก่ขึ้น เราเจออะไรมามากพอแล้ว เราก็หยิบเรื่องของพี่บอลมา ถึงผมจะเป็นคนแต่งเพลงเองก็ตาม แต่พี่บอลก็จะมี Concept มีเรื่องที่อย่างเล่าอยู่ เราก็จะมีน้องๆมาช่วย โชคดีที่พี่บอลเขาก็เลือกน้องๆที่ดี ที่คิดว่าไม่น่าจะทำให้วงดนตรีเรามันผิดทิศผิดทาง สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดมันเป้นเรื่องที่เราอยากเล่าอยู่ดี มันคือการแชร์ประสบการณ์ ไม่ใช่เรื่องแต่ง
มีคำถามจากทางบ้านว่า เพลง ใกล้ ได้มาจากไหน
เมื่อย : ที่มาที่ไปก็คือผมไม่ใช่คนคิด Concept เพลงแล้วเอามาแต่งได้ ผมเลยต้องออกไปหาอะไรมาเขียน แล้วผมก็ได้ไปสนิทกับเพื่อนแก๊งหนึ่ง แล้วเราก็ไปคลุกคลีกับเขาเกือบทุกวัน แล้วมันก็มีเพลงนี้อยู่ในหัว ถ้าพูดก็คือเราก็ออกไปเจออะไรใหม่ๆ แล้วก็เมามายกับเพื่อนให้เต็มที่ แลกเปลี่ยน คุยกัน แล้วเราก็อย่างแต่งเพลงที่มันให้ความรู้สึกแบบ จริงๆคือเหมือนเรามีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่เราไปรู้สึกดีกับอีกคนหนึ่ง มันก็เลยมี Moment แบบนั้น ถึงเพลงเราจะได้สื่อออกมาแบบนั้น แต่ตอนนั้นผมมีความรู้สึกแบบนั้น จริงๆก็คือเราเจอใครบางคนแล้วไปท้าว่ามาลองคบกันสิ อะไรทำนองนี้
บอล : นี่ถึงขนาดที่เต๋อ นวพลต้อง inbox มาถามผมเลยว่าเป็นตัวแทนเพื่อนๆมาถามว่า เพลง ใกล้ หมายความว่าอะไร แล้วผมก็ไม่รู้ มันไม่มีใครคิด ไม่มีใครตอบได้ จำได้แค่ว่าตอนนั้นใกล้ถึงเวลาต้องส่งแล้ว จริงๆแล้ว Deadline ก็เป็นอีกกำลังใจหนึ่งในการทำงานนะครับ (ฮ่าๆๆ)
เมื่อย : บางทีเวลาเราแต่งเป็นคำขึ้นมาเพื่อให้มันคล้องกับเมโลดี้ที่เราได้ แล้วพอมันโอเค ก็ร้องกันต่อเลย จริงๆ แล้วบางเพลงมันอาจจะไม่ต้องรู้ความหมายก็ได้ นึกถึงตอนเด็กๆ ที่เราร้องเพลงภาษาอังกฤษแบบที่เราไม่รู้ความหมายอะไรเลย แถมเราก็ร้องได้เต็มปากด้วยนะ สุดท้ายถ้าเรามีเมโลดี้ที่ไพเราะและเนื้อเพลงที่เข้าปากมันก็น่าจะพอแล้ว
บอล : ผมชอบคำว่าเข้าปากมากเลย บางทีผมไม่รู้ว่าพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกเล่าเรื่องอะไรนะ แต่เออมันร้องได้ มันเข้าปาก ประมาณนี้ บางทีไม่ต้องเข้าใจมาก แต่พอมันเข้าปาก แล้วคือดี มันไม่ต้องพยายามจำ เป็นเหมือนระบบออโต้อะไรบางอย่าง
เนื้อเพลงที่เมื่อยแต่งทุกเพลงจะมีลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์
เมื่อย : จริงๆ เราโชคดีอยู่อย่างคือทางค่ายเขาไม่ได้เข้ามาบังคับ เราออกซิงเกิ้ลไป อีก 2 อาทิตย์ต้องมีงานโชว์ คือมันไม่ใช่แบบนี้ เมื่อก่อนจะมีขายเทป เขาก็จะกำหนดว่าวางแผง 3 เดือน แต่เพลงเราไม่ได้ดังขนาดนั้น บางทีเขาเก็บเทปไปแล้ว คนเพิ่งจะรู้จักกัน เราเลยขอให้ไปฟังในยูทูปเถอะ แต่มันก็จริงนะครับวงของเราขายได้ด้วยการโชว์อะไรทำนองนี้มากกว่า ถ้าเป็นแผ่นหรืออะไรแบบนี้ก็จะไม่ดีเท่า เพราะระบบบางอย่างมันยังไม่แข็งแรง ยิ่งดาวน์โหลด ผมว่ามันคือความเข้าใจมากกว่า อย่างบางคนก็คิดว่า เห้ยทำไมต้องเสียตังค์ แต่พอได้ลองฟังแล้วก็ชอบ แล้วได้โหลดอาจจะสะดวกมากกว่าด้วยซ้ำ
เมื่อยในวันนี้ อยากบอกอะไรกับเมื่อยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว
เมื่อย : ถ้าเอาจริงๆ ผมอยากเรียนต่อ พอเราเริ่มทำเพลงแล้วต้องมีโชว์เราก็เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้ ตอนปี 3 เพิ่งรู้ตัวว่าชอบวาดรูป เลยจะไปเอ็นทรานซ์ใหม่ ถ้าเป็นไปได้คงอยากเรียนเยอะๆ อยากเก่งภาษา เรียนตอนเด็กมันดี เรียนตอนโตมันเหนื่อย ติดเที่ยวติดเล่นไปหน่อย
บอลในวันนี้ อยากบอกอะไรกับบอลเมื่อ 18 ปีที่แล้ว
บอล : ก็คงเรียนเหมือนกัน เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตมันเข้าถึงทุกอย่างหมดแล้ว เราอยากรู้อะไรต้องมาคอยนั่งอ่านซับไตเติ้ล ซึ่งจริงๆถ้าเรารู้หมดคงสะดวกกว่านี้ เพื่อนมันรู้ไปถึงไหนแล้ว แต่เราไม่รู้อะไรเลย
ถ้าเก่งภาษาอังกฤษ จะได้ฟัง Scrubb เพลงภาษาอังกฤษ?
เมื่อย : ก็คงไม่ใช่แบบนั้น เอาแค่ไปเล่นที่ต่างประเทศแล้วสื่อสารได้ก็พอครับ เอาแค่อ่านหนังสือกับสื่อสารก็พอครับ แต่งเพลงผมคงไม่ไหว
ไปเล่นคอนเสิร์ตในต่างประเทศ ตื่นเต้นกว่าไทยมากมั้ย
บอล : คนละแบบกันนะ แต่จริงๆถึงไปต่างประเทศเราก็ยังไปเล่นให้คนไทยดู แต่มันก็จะต่างกันนะ อย่างเล่นในบ้านเรา เราก็จะตามกันทันว่า Trend เดี๋ยวนี้คนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อย่างตอนไปเล่นที่ออสเตรเลีย ความสนใจของเขาก็จะเลทไปหน่อย ช้ากว่าเราไปซัก 6 เดือน ถึงแม้เดี๋ยวนี้มันจะตามทันกันหมด แต่มันจะมีสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน ความยาวในการโชว์ ช่วงเวลาที่เล่น แต่เราก็ยังไม่เคยไปเล่นแบบจริงจังให้ต่างชาติดู แต่เคยมีโอกาสได้ไปโชว์ที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง ให้เมื่อยเล่าดีกว่า
เมื่อย : ตอนไปเล่นที่ออสเตรเลียก็คือไปเล่นเพลงไทย ในร้านอาหารไทยที่มีแต่คนไทย แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็จะเป็นเพลงบรรเลง แล้วมันมีเวทีสำหรับเพลงบรรเลง ซึ่งเราก็มีเพลงบรรเลงที่เก็บๆไว้เยอะเลย เราก็เลยขอเพื่อนๆมาลองช่วยแล้วก็หาช่องทางไปเล่นในงานเฟสติวัลที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นทำ Scrubb แรกๆด้วย เราก็ไม่รู้ด้วยคนฟังเขาเป็นยังไง แค่เราว่ามันเป็นแรงบันดาลใจที่ดี ตอนนั้นคนไทยยังไม่นิยมฟังเพลงบรรเลง เราก็เลยได้เปิดกว้างเรื่องนี้ ได้เจอทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ก็เอาประสบการณ์มาเล่าให้เพื่อนฟัง และบอกให้น้องๆพยายามหาโอกาสไปเล่นดู จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้เมืองไทยเราเด็กเก่งๆเยอะเลย แต่ถ้าอยู่แค่ในไทย เด็กบางคนที่หัวก้าวหน้าเกินไปก็เหมาะที่จะไปอยู่ในจุดนั้นมากกว่า ไม่ใช่ว่าอยู่แค่นี้แล้วมีทางเลือกเดียว แต่ตอนนั้นสนุกดีครับ อยู่ตรงนั้นเราก็สนุกดีครับ ได้ไปอยู่กับเพื่อนๆที่เป็นต่างชาติหมดเลย แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ยังไม่ใช่นะ ไม่ใช่ Scene ที่จะเอามาทำมาหากินได้ เป็นแค่ไปเปลี่ยนบรรยากาศมากกว่า ได้ออกไปเจอโลกนั้นโลกนี้ ประเทศนี้นั่งเครื่องบินห่างกัน 6 ชม. ก็มีดนตรีในอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย ผมจะตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้มากกว่า หรือไม่ก็เอาประสบการณ์ ความเหนื่อยล้าจากการทำ Scrubb ไปโยนทิ้ง แล้วกลับมาเริ่มใหม่
พูดถึงอัลบั้มใหม่บ้าง ทำไมถึงชื่อ “สีสัน”
บอล : ชื่อนี้ถูกค้นพบโดยเมื่อยบนเครื่องบินที่เราเห็นจากโบร์ชัวร์ จริงๆ ชื่ออัลบั้มเป็นชื่อที่ตั้งยากนะ แต่ชื่อเพลงเราจะหยิบเอาหัวเพลง หรืออะไรในนั้นในเนื้อเพลงซักอย่างมาใช้ เช่น ทุกอย่าง คำตอบ รอยยิ้ม อะไรทำนองนี้ แต่ชื่ออัลบั้มมันจะยาก แต่ว่าจะมีทริคที่เมื่อยชอบใช้ ก็คือเราจะใช้คำพ้องที่เป็นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย อย่าง Kid คิดส์ Season สีสัน อะไรทำนองนี้ แล้วอัลบั้มนี้เราก็ได้คนมาช่วยเยอะ แล้วทุกคนก็พอรู้ๆ คุ้นๆแหละ ว่าเนี่ยเป็นงานของเรา แต่ว่าอะไรที่เป็นของใหม่ ที่เราไม่เคยทำ ได้ใช้ ซาวน์ใหม่ ดีไซน์ ใหม่ มันก็ดูแปลกดี เป็นสีสันดีนะ แล้วบังเอิญไปคล้องกับคำว่า Season ที่แปลว่าฤดู ซึ่งเพลงของเราก็มีเพลง ฝน ฤดู อะไรทำนองนี้ เกี่ยวกับบรรยากาศ อุณหภูมิต่างๆ พี่ฟั่น โปรดิวเซอร์เขาก็เลยเอามาเรียงร้อยแล้วให้เพลงเล่าผ่านฤดูต่างๆ เราเลยเห็นว่าประสบการณ์ของคนที่ผ่านไปในปีๆนึง เป็นวงจรวิ่งผ่านฤดูต่างๆนี้แหละ หลายๆคนก็มีเหตุการณ์มีความทรงจำที่เกิดขึ้น เลยโชคดีที่ได้ชื่อนี้ขึ้นมา จริงๆเราก็ไม่มี Concept ว่าจะเล่าอะไรแบบนี้ แต่พอเรียงร้อยออกมาก็เหมือนได้เป็นอีกชั้นบรรยากาศหนึ่งขึ้นมา แล้วก็บังเอิญไปสอดคล้องกับเพลงได้ด้วย ก็เลยออกมาเป็นฤดูอะไรทำนองนี้
แปลว่าวิธีการทำงานคือคิดแต่ละเพลงก่อน
บอล : ใช่ครับ เราตั้งเป้าว่าจะทำอัลบั้มกันนะ แต่เราจะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆก่อน ก็คือเพลง แล้วเราก็จะเห็นกลุ่ม 2 3 4 ไปเรื่อยๆ ค่อยๆหยิบชิ้นเล็กทุกอย่างที่อยากเล่าแล้วค่อยไล่ไปจุดใหญ่ๆ ผมว่ามันเป็นทั้งเรื่องบังเอิญและไม่บังเอิญ ชื่อ Season หรือสีสันที่เราจะเล่าเนี่ยมันก็เป็นเรื่องจริงที่เราสนใจและอยากเล่า เพราะฉะนั้นเพลงที่ชอบ ดนตรีที่ชอบ และทุกๆอย่างที่เราเอามาวางก็เหมือนว่ามันเป็นความสนใจในช่วงนั้นจริงๆ เป็นอะไรที่หยิบจับมาประกอบกันได้ เหมือนวัยนี้ของเรา เราได้มาสังเกตุว่าเราผ่านฤดูอะไรมาบ้าง เจอคนแบบไหน แล้วผ่านไปยังไง ซึ่งแน่นอนมันก็ไม่เหมือนชุดแรก ชุดสอง ที่เรายังสนุก ยังซ่า ที่บอกว่าไม่มีแก่นสาร ชีวิตเพ้อฝันไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนั้นเราก็มีความสนใจแบบนั้นจริงๆ มันก็เหมือนไดอารี่ที่เราสนใจแล้วก็บันทึกมันลงไปในช่วงเวลานั้นๆของอัลบั้มนั้นๆ ว่าเราทำอะไร สนใจเรื่องอะไรอยู่ แล้วก็เอามาเล่าผ่านเพลง ช่วงนี้ก็สนใจเรื่องท้องฟ้า ธรรมชาติ ทำให้มันช้าๆหน่อย
อัลบั้มนี้ได้คนมาช่วยในส่วนของการทำดนตรีมากขึ้น แล้วมีวิธียังไงที่ทำให้ Scrubb ยังเป็น Scrubb เหมือนเดิม
บอล : สุดท้ายมันเขียนโดยเรา อาจมีคนมาช่วยคิดช่วยเติมมากขึ้น แต่สุดท้ายมันก็คงเป็นความคุ้นเคยระหว่างเรากับคนฟัง มันก็เคยมีนะ Demo บางเพลงที่ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นเพลงของ Scrubb เราจะไม่รู้เลย ว่านี่เป็นเพลงของวงเรา ก็เลยลองมาทำกันใหม่ ใส่กีต้าร์ของเรา ใส่เสียงร้องของเมื่อย ก็จบละ มันเลยมีลายเซ็นอะไรบางอย่างที่เป็นของเราในตัวงานอยู่เสมอ เราเลยไม่กังวลมาก กลับกันมันจะได้บาลานซ์โทนสีใหม่ๆบางอย่างในเพลงของเรา ซึ่งก็ดีกว่าได้แต่อะไรเดิมๆทำกันเองแค่นี้ สุดท้ายเราก็จะได้งานลูปเดิมๆ เพราะทำแค่ 2 คน มันเลยไม่เต็มวงอยู่แล้ว เราก็เลยต้องไปหามือกลองใหม่ๆ ตอนนี้เราอาจจะชอบคนนี้ ชอบมือเบสคนนี้ เลยได้มีโอกาสชวนคนโน้นคนนี้มา มันก็เริ่มจากการชอบก่อน ชอบลายมือคนนี้ เห็นคนนี้เล่นกีต้าร์แบบนี้ เราก็ลองชวนเขามา ดูนิสัยใจคอ ดูทรงที่เราชอบอยู่แล้วด้วย เลยไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ อย่างชุดนี้ได้ลองอะไรแปลกๆเยอะ ตอนทำ Demo เลยคิดว่า เอ๊ะ!! ใช่เรารึเปล่านะ (ฮ่าๆๆ)
เมื่อย : ถ้ามองเป็นเรื่องของ Concept เราก็ตั้งใจไว้ว่า อยากให้คนฟังมองเป็นก้อนเดียว ถ้าใครฟังแบบสตรีมมิ่ง ข้อเสียของมันก็คือจะไม่สมูท จะเห็นรอยต่อระหว่างเพลงอยู่ มันก็จะเสียอารมณ์หน่อย แต่ถ้าซื้อเป็นอัลบั้มไป ก็จะได้อารมณ์หน่อยตรงที่เราละเอียดกันถึงขั้นว่าควรปล่อยไว้กี่วิเพื่อจะเว้นให้ได้จังหวะนี้
ในส่วนของการทำเพลง แบ่งการทำงานกันยังไง
บอล : ถ้าในเรื่องดนตรีจะเป็นผม ส่วนควบคุมการผลิตทั้งหมดก็จะเป็นพี่ฟั่นโปรดิวเซอร์ พวกโครงแรกๆก็จะเป็นเมื่อยขึ้นมา มีคอร์ด มีทำนอง มีเนื้อร้อง มีมากมีน้อยก็แล้วแต่ เหมือนเป็นต้นน้ำ แล้วผมเอามาใส่ทำนอง มาต่อยอดเองอีกที แต่มาสุมหัวกัน 3 คน แล้วคิดเพลงขึ้นมาด้วยกันก็มี บางทีผมมีทำนองในหัวแล้วก็เอามาวางก่อนก็มี อย่างเพลงรอยยิ้ม เมื่อยเขาตั้งใจเล่นให้คนอื่น เป็นเนื้อเพลงแห้งๆ แต่ผมไปเห็นแล้วก็ขโมยมาใส่ทำนองเอง มาประกอบร่างเอง มันแล้วแต่โอกาสและจังหวะเลยครับ คือมันต่อยอดกันได้แล้วก็มีอะไรบางอย่างมาเชื่อมโยง แต่ส่วนมากก็จะเป็นเมื่อยที่เริ่มโครง แล้วพี่ฟั่นก็มาช่วยทั้งหมดทุกอย่าง
ถ้าแนะนำให้คนฟังเพลงอัลบั้มนี้ จะเลือกเพลงอะไร
บอล : เพลงฤดู ชื่อเดียวกับอัลบั้ม เหมือนเป็นตัวสุดท้ายที่ทำ และเป็นตัวปิด เป็นอะไรที่เรียบร้อย ง่ายๆ อาจเชื่อมไปถึงเพลงเก่าๆ หรืออัลบั้มอื่นๆได้
เมื่อย : ผมให้เป็นเพลงละคร ก็แล้วก็ครับ ต้องหาฟังบนสตรีมมิ่ง ไม่มีบนยูทูป คือเรายังไม่ได้ปล่อย อยู่ในอัลบั้มใหม่ที่เราพยายามหาอะไรใหม่ๆใส่ลงไป อยากให้ลองฟังดูแล้วกันครับ
Scrubb มีวิธีแบ่งน้ำหนักของทำเพลงยังไง ในแง่ของความรู้สึกและธุรกิจ
บอล : ช่วงแรกเราคงให้น้ำหนักกับความรู้สึกก่อน เอาที่มาจากความชอบก่อน แต่เมื่อความรู้สึก ไอเดีย วิธีคิด มันเริ่มได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ต่อมามันคงต้องเข้ากระบวนการตรงนั้น จะต้องเรียบเรียงยังไง บันทึกเสียงยังไง ส่งงานเมื่อไหร่ มันเลยมีเรื่องของคนอื่นมาเกี่ยวข้อง อย่างถ้าผมรู้มาว่าต้นปีหน้า ค่ายอยากให้ปล่อยเพลงซักเพลงหนึ่ง ผมจะไม่ไปบอกเมื่อยว่าค่ายอยากได้เพลง เราจะไม่เอาการจัดการมาพูด ผมจะบอกว่า เห้ย ทำเพลงใหม่กันมั้ย พยายามสร้างพื้นที่การทำงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ ไม่เอาการจัดการมาเกี่ยวข้อง พอได้โครงมา เราใส่ทำนอง เราก็บอกว่า เออเนี่ยเดี๋ยวอัดเลยนะ จะได้ลองเอาส่งค่าย แบบนี้มันก็จะเข้าใจได้ ผมพยามแบ่งพื้นที่ของคนที่อยู่ในโหมดของความคิดสร้างสรรค์ ที่อยู่กับงานโดยไม่ต้องมีกรอบกำหนดมาเกี่ยวข้องนะ แต่เมื่องานมันเป็นก้อนและเห็นภาพชัดเจนแล้ว มันเลยเป็นกติกาที่ว่าเราจะโยนมาอีกล่องหนึ่ง เพื่อให้กล่องกระบวนการจัดการมันถูกต้อง ซึ่งกล่องขั้นตอนสุดท้ายอาจไม่ใช่เรา ตรงนี้ผมเลยกลายเป็นคนที่รอให้ได้โครงจากความคิดสร้างสรรค์ก่อนแล้วต่อยอดให้มันเสร็จ แต่ภาคที่มันเป็นธุรกิจหรือการโปรโมท อันนี้ก็เป็นส่วนของค่ายในส่วนที่ 3 แต่ในส่วนที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องปล่อยในทีม 3 จัดการไปเพราะมันมีทีมงาน มีผู้เกี่ยวข้องเข้ามาอีก คือถ้างานจาก 1 มันหลุดไป 2 แล้วต่อไป 3 ได้อ่ะ ผมว่ามันก็เป็นรูปเป็นร่างละ มันคือการลงทุน มีการจ่ายเงิน มีการสนับสนุนให้เราเป็นที่รู้จักในพื้นที่ของเราได้มากที่สุด เราก็ต้องรับผิดชอบด้วยว่าอะไรที่เราจะทำให้ทั้งหมดนี้เดินไปพร้อมกันได้
พูดถึงคอนเสิร์ตที่กำลังจะมีขึ้น
บอล : คอนเสิร์ตเราจะมีขึ้นวันที่ 1 กันยายน 2561 ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ชื่อคอนเสิร์ตว่า “โตแล้ว ทำอะไรก็ได้” ก็มีที่มาจาก Concept 18+ ที่เหมือนกับว่าเราโตแล้ว จริงๆ เรามีอะไรที่อยากทำให้ดู มีเพลงที่อยากเล่น อยากโชว์ แต่ว่าโตแล้วก็เหมือนตามใจตัวเองได้นิดนึง ก็อาจมีอะไรที่ไม่เคยทำมาทำให้ดู ส่วนจะพิเศษยังไงก็ขอแอบซ่อนเอาไว้ก่อน ว่าจะเป็นยังไง แล้วก็มาพร้อมกันกับปีที่เราก็ยังมีอัลบั้มนะ ยังมีคอนเสิร์ต ยังทำเพลง คือเราก็ยังจะ 18++ กันต่อไปอยู่
ตื่นเต้นมั้ย บัตร Sold Out เร็วมาก
บอล : ทีแรกคิดว่าคงไม่เหงา โตมาขนาดนี้แล้วก็มีแฟนประมาณหนึ่งแหละ ไม่คิดเหมือนกันว่าจะหมดเร็วขนาดนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณทุกคนมากๆ จากตื่นเต้นมันกลายเป็นความกดดันเล็กๆ มากกว่า เพราะเห็นทุกคนอยากมางานนี้จริงๆ ตอนนี้พวกเราก็หยุดงานแล้วมาเต็มที่กันการซ้อมให้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะเราก็จะมีเพลงที่เหมาะกับหลายช่วงอายุ ก็ยังต้องซ้อมกันต่อไปเรื่อยๆ ในช่วงนี้
อยากบอกอะไรกับคนที่ซื้อบัตรไม่ทันมั้ย
บอล : ขอบคุณทุกคนที่สนใจ ก็ไม่อยากให้พลาดกัน เดี๋ยวยังไงจะลองหาทางให้ แต่ยังไงเสร็จจากงานนี้เราก็ยังเล่นดนตรีอยู่ ก็ยังสามารถติดตามกันได้เรื่อยๆ นะครับ
ฝากผลงานอัลบั้มใหม่และโปรเจคพิเศษต่างๆ
เมื่อย : ขอฝากอัลบั้ม Season ด้วยครับ เป็นอัลบั้มที่บันทึกความคิดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ของเรา และก็คอนเสิร์ตใหญ่นี้ และคิดว่าน่าจะมีรวมเพลงเก่าๆ มาให้ฟัง
บอล : เราก็ยังมีอัลบั้มอยู่ และเราก็ยังเล่นดนตรีกันอยู่นะครับ ขอเปลี่ยนเป็นขอบคุณแทนดีกว่า ที่เราเล่นกันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่คนฟัง แต่กันยังมีคนฟังที่คอนสนับสนุน มีแฟนคลับที่ซัพพอร์ตเรา ถ้ามีแค่คนเล่นอย่างเดียวก็คงมาไม่ได้ถึงทุกวันนี้ จริงๆก็มีสนใจเรื่องกำกับบ้าง แต่ก็คงไม่เอาดีด้านนั้น เรายังพบว่าเราชอบเล่นดนตรีอยู่ และก็ย้ายมาอยู่หลังบ้านครับ คอยช่วยฝึกซ้อมน้องๆ วนเวียนอยู่กับสังคมดนตรี เด็กๆ สมัยนี้เก่งๆเยอะครับ บางคนมีความสามารถบางอย่างที่บางทีเจ้าตัวยังไม่รู้ จริงๆเราชอบช่วยทีมแบบนี้ เพราะเราก็มาจากตรงนั้น ทำกันมาเองเรื่อยๆอยู่แล้ว