บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตแรง "นิสชิน" ลุ้นขึ้นบริษัท 1 ล้านล้านเยน
คอลัมน์ Market Move
สภาพเศรษฐกิจตกสะเก็ด และจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลกระทบที่เลี่ยงไม่ได้จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น
แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ตอนนี้กำลังกลายเป็นตัวเลือกของผู้คนจำนวนมากทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ระหว่างการเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือที่พัก และต้องรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายรับมือกับการขาดรายได้ชั่วคราว
นักวิเคราะห์คาดว่า “นิสชิน” ยักษ์วงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจมีลุ้นที่จะบรรลุเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นบริษัทมูลค่า 1 ล้านล้านเยนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นปีนี้ตามที่วางไว้ จากมูลค่า 9.31 แสนล้านเยนในปัจจุบัน
สำนักข่าวนิกเคอิ รายงานว่า ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมายอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น โดยชาวญี่ปุ่นซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยไปมากถึง 7.19 ล้านถ้วย เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิสชิน ขนาด 78 กรัม ครองแชมป์สินค้าขายดีที่สุด
ตัวเลขนี้นับเป็นการเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญสำหรับประเทศที่มีคนสูงวัยจำนวนมาก และประชากรกำลังหดตัวต่อเนื่อง
ส่วนด้านตลาดสหรัฐอเมริกานั้น แม้ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขชัดเจน แต่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของมาตรการโซเชียลดิสแทนซิ่งที่บีบให้หลายธุรกิจต้องเลย์ออฟ หรือให้พนักงานหยุดงานแบบไม่ได้รับค่าจ้าง จะทำให้ดีมานด์อาหารราคาถูกอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
สภาวะเช่นนี้ทำให้ “นิสชิน” หนึ่งในผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ของญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา ที่ยักษ์ใหญ่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพยายามรุกเข้าไปสร้างฐานลูกค้ามาอย่างยาวนาน จนเริ่มสร้างโมเมนตัมได้บ้างแล้ว สะท้อนจากยอดขายช่วง 3 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2562 (เม.ย. 62-ธ.ค. 62) เพิ่มขึ้นอีก 5% เป็น 4.85 หมื่นล้านเยน หรือ 1.47 หมื่นล้านบาท และมีกำไร 3.6 พันล้านเยน หรือ 1.09 พันล้านบาท นับเป็นการเติบโตมากกว่า10 เท่า จากผลกำไร 300 ล้านเยน ในช่วงเดียวกันเมื่อปี 2558 จนปัจจุบันกำไรจากภูมิภาคนี้มีสัดส่วนถึง 10% ของกำไรทั้งหมด
นักวิเคราะห์มองว่า นอกจากดีมานด์ช่วงโควิด-19 และการที่แบรนด์เป็นที่รู้จักของชาวอเมริกันแล้ว นิสชินยังมีข้อได้เปรียบจากการมีพอร์ตโฟลิโอสินค้าทั้งเซ็กเมนต์ระดับแมสและพรีเมี่ยม หลังการปรับกลยุทธ์เมื่อปี 2558 ที่หันมามุ่งจับผู้บริโภคในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมมากขึ้นด้วยจุดขายด้านนวัตกรรม เพื่อเลี่ยงการแข่งขันราคาดุเดือดในตลาดระดับแมสหลังจำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บริษัทสามารถรองรับดีมานด์จากทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วยจุดขายด้านราคา ส่วนกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อสามารถจูงใจด้วยจุดขายด้านนวัตกรรมและความสะดวก
เห็นได้จากช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา “นิสชิน” ลอนช์สินค้าไฮไลต์ตัวใหม่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับอุ่นด้วยไมโครเวฟ สอดคล้องกับพฤติกรรมของชาวอเมริกันที่นิยมเติมน้ำธรรมดาลงในถ้วยบะหมี่ก่อน แล้วจึงนำไปต้มให้ร้อนในไมโครเวฟ แทนการเติมน้ำร้อนลงในถ้วยแบบชาวญี่ปุ่น โดยสินค้าใหม่นี้สามารถวางขายในเชนร้านค้าปลีกวอลมาร์ตกว่า 2.8 พันสาขาทั่วสหรัฐ ด้วยราคา 2 เหรียญสหรัฐต่อถ้วย สูงกว่าเซ็กเมนต์แมสที่สินค้าจะมีราคา 1 เหรียญสหรัฐต่อ 3 ถ้วยอยู่มาก ซึ่งเป็นไปตามแผนเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าพรีเมี่ยมจาก 30% เป็น 40-50% ด้วยทัพสินค้าราคาสูงกว่า 2 เหรียญสหรัฐ
เมื่อรวมแนวโน้มนี้กับผลประกอบการปีงบประมาณ 2562 (เม.ย. 62-มี.ค. 63) ที่นิสชินมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% เป็น 35.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 1.07 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วน 80% มาจากตลาดในประเทศญี่ปุ่นเอง และ 10% มาจากสหรัฐอเมริกา ได้หนุนให้ราคาหุ้นของบริษัททำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 9,440 เยน หรือคิดเป็นมูลค่า 9.31 แสนล้านเยนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา