4 เช็กลิสท์ ก่อนตัดสินใจ จะเลือก SSF หรือ SSFX แบบไหนดี?
ทันข่าว Today
อัพเดต 03 เม.ย. 2563 เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2563 เวลา 06.50 น. • ทันข่าว ChannelHighlight
- หลาย บลจ. เริ่มมีการออกกองทุน SSF กันแล้ว ลองเปรียบเทียบ SSF และ SSFX
- SSF จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนหลายท่าน และเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราควรต้องวางแผน กับ 4 เช็กลิสท์ ก่อนตัดสินใจ
- SSF และ SSFX เหมาะกับใคร
หลาย บลจ. เริ่มมีการออกกองทุน SSF กันแล้ว ซึ่งมีทั้งแบบปกติ (SSF) และแบบพิเศษ (SSFX) ย่อมาจาก SSF Extra (Super Saving Fund Extra) ความเหมือนและความแตกต่าง รวมถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่ควรต้องรู้ ก่อนจะตัดสินใจ ทางนี้กันครับ
รายชื่อกองทุนที่ได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต.
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, *ตรวจสอบเงื่อนไขการซื้อกับทางบลจ.
เปรียบเทียบ SSF และ SSFX
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการออม (SSF) และการออมพิเศษ (SSFX) คือ ชนิดเพื่อการออม (SSF) จะเป็นส่วนที่คำนวณจาก 30% ของรายได้พึงประเมินและซื้อได้ไม่เกิน 200,000 บาท และรวมกับ RMF PVD และการลงทุนเพื่อการเกษียณอื่นได้ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนชนิดเพื่อการออมพิเศษคือวงเงินพิเศษสำหรับซื้อกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยมากกว่า 65% และซื้อเฉพาะช่วง 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน นี้
4 เช็กลิสท์ ก่อนตัดสินใจ
SSF จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนหลายท่าน และเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราควรต้องวางแผน และสร้างเช็กลิสท์ก่อนตัดสินใจ
1. เช็คก่อนซื้อ
เนื่องด้วยกองทุนเพื่อการออมนี้มีรูปแบบการออกกองทุนที่แตกต่างกันในแต่ละ บลจ. โดยอาจเป็น
1) บลจ.ออกกองทุนเดียวแต่สามารถซื้อได้ทั้งแบบวงเงินปกติหรือวงเงินพิเศษโดยแบ่งตามช่วงเวลาคือหากซื้อในช่วง 1 เมษายนถึง 30 มิถุนายนนี้ จะถือเป็นวงเงินพิเศษไม่เกิน 200,000 บาทเท่านั้นและหลังจากนั้นจะถือเป็นวงเงินปกติ หรือ
2) บลจ.ออกกองทุนแยกออกเป็น SSF แบบปกติและแบบพิเศษ โดยกอง SSF (ปกติ) สามารถซื้อได้ทั้งปี ในขณะที่แบบพิเศษหรือ SSFX สามารถลงทุนได้เฉพาะช่วง 1 เมษายนถึง 30 มิถุนายน ฉะนั้นก่อนจะซื้อกองทุนจึงควรตรวจสอบก่อนว่าเป็นกองทุน SSF หรือ SSFX เพื่อให้ลงทุนได้ตามแผนที่วางไว้และได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
2. วางแผนบริหารสภาพคล่อง
ทั้ง SSF และ SSFX มีเงื่อนไขการถือครอง 10 ปีเต็มโดยเริ่มนับจากวันที่ซื้อ จากเดิมที่กองทุน LTF มีเงื่อนไขการถือครองที่สั้นกว่าคือ 5 หรือ 7 ปีปฏิทิน ทำให้นักลงทุนควรคำนึงถึงสภาพคล่องและแผนการเงินส่วนตัวเพื่อให้สามารถถือครองกองทุนในระยะยาวได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
3. พิจารณาประเภททรัพย์สินที่ลงทุน
การลงทุน SSFX จะเน้นการลงทุนในหุ้นมากกว่า 65% จากรายชื่อกองทุนด้านบนจะเห็นได้ว่ากองทุน SSFX ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนตราสารทุนหรือกองทุนหุ้น และมีบางกองทุนที่เป็นกองทุนผสม ทำให้ส่วนของการลงทุน SSFX พอร์ตของนักลงทุนอาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงในขณะที่กองทุน SSF ที่ออกมาช่วงนี้จะเป็นกองทุนหุ้นไทย แต่ในระยะต่อไปจะเริ่มมีกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์หลากหลายประเภท ฉะนั้นเมื่อมีกองทุน SSF ทยอยออกมา นักลงทุนควรพิจารณาด้วยว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดเพื่อให้จัดสัดส่วนและความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างเหมาะสม
4. จดบันทึกการลงทุน
การนับระยะเวลาการลงทุนของ SSF จะเปลี่ยนไปจาก LTF ที่นักลงทุนคุ้นเคยคือนับปีปฏิทินเปลี่ยนเป็น 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ นอกจากบริการที่ทางบลจ.สรุปข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนแล้ว นักลงทุนควรมีการจดบันทึกการลงทุนของตนเองเพื่อให้ทราบว่ามีการลงทุนไปเป็นจำนวนเท่าไหร่และเริ่มไถ่ถอนได้เมื่อไหร่ในอนาคตโดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการทยอยซื้อหลายครั้งหรือมากกว่า 1 บลจ./กองทุนในแต่ละปี ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการวางแผนการเงินได้เป็นอย่างดี
SSF และ SSFX เหมาะกับใคร
1. คนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะคนที่มีฐานเงินเดือนสูง และใช้สิทธิจากกองทุน SSF, RMF, ประกันบำนาญและกองทุนเกษียณอายุอื่นๆ จนเต็มสิทธิแล้ว กองทุน SSF เฉพาะกิจ จะเป็นตัวช่วยพิเศษที่ทำให้ได้สิทธิลดหย่อนเพิ่มอีก 2 แสนบาท
2. มีเงินลงทุนในระยะยาว และสามารถลงทุนได้ยาวถึง 10 ปีขึ้นไป นับจากวันที่ซื้อ รวมถึงต้องรับความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ดี หากย้อนไปดูผลตอบแทนการลงทุนในอดีต จะพบว่าหลังวิกฤตเกิดขึ้นไป 10 ปี การลงทุนส่วนใหญ่มักจะได้ผลตอบแทนที่ดี
3. เหมาะกับคนอายุต่ำกว่า 50 ปี เพราะเงื่อนไขของ SSF ต้องถือครองขั้นต่ำ 10 ปี (หากอายุ 50 ปีขึ้นไป การซื้อ RMF จะน่าสนใจกว่า เพราะสามารถเลือกใช้สิทธิถือครอง 5 ปี ได้เนื่องอายุเกิน 55 ปีไปแล้ว)
ที่มา: Morningstar , SET