โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมียเดียวหลายผัว : ว่าด้วย Polyandry เพศวิถีที่ผู้หญิงหนึ่งคนมีสามี 2 คนขึ้นไปได้

The MATTER

เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 04.04 น. • seX-ray

ใช่ๆ อ่านไม่ผิด 'เมียเดียวหลายผัว' ไม่ใช่ 'ผัวเดียวเมียเดียว' หรือ 'ผัวเดียวหลายเมีย' อย่างที่เราๆ คุ้นชิน ได้เห็นได้ยินกันตามละคร ข่าวดารา ข้าราชการคนดัง บุคคลสำคัญ เน็ตไอดอล

'เมียเดียวหลายผัว' หรือ 'polyandry” คือการที่ผู้หญิงหนึ่งคนมีสามีจำนวน 2 คนขึ้นไปได้ ลูกที่เป็นผลผลิตออกมาเป็นสมบัติร่วมของครอบครัว เป็นอีกเพศวิถีและวัฒนธรรมการแต่งงานที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่พบน้อยมากและกระจัดกระจายตามชุมชนท้องถิ่นสังคมชนเผ่าที่ยังคงรักษาโครงสร้างสังคมดั้งเดิม ก่อนภาวะสมัยใหม่ที่มาพร้อมวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวของชาวตะวันตกคริสเตียนผิวขาว

ความสัมพันธ์แบบเมียเดียวหลายผัวถูกอธิบายว่ามี 4 ลักษณะคือ

1.ความสัมพันธ์ที่บรรดาผัวทั้งหลายเป็นพี่น้องหรือเป็นญาติกัน

2.ความสัมพันธ์ที่บรรดาผัวทั้งหลายต่างมาจากหลายๆ ครอบครัว

3.มีการจัดงานสมรสเป็นเรื่องราว

4.ไม่มีงานแต่งงาน แต่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า พวกผู้ชายกลุ่มนี้ร่วมกันเป็นคนรับผิดชอบครอบครัวและหญิงนางนี้[1]

ความสัมพันธ์แบบเมียเดียวหลายผัวถูกอธิบายว่า เป็นกลไกในการควบคุมประชากรในชุมชนที่มีอัตราประชากรชายหญิงไม่สมดุลกัน และทรัพยากรก็มีอย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งพบหนาแน่นที่สุดในชุมชนท้องถิ่นแถบเทือกเขาหิมาลายา และเป็นตัวอย่างที่ถูกนักมานุษยวิทยายกมากล่าวถึงและศึกษาบ่อยๆ ที่พี่น้องชายจะแต่งงานกับหญิงคนเดียวกัน เป็นทรัพยากรร่วมกันระหว่างพี่น้องเป็น Fraternal polyandry และลูกคนนึงก็สามารถมีพ่อหลายคนได้

จากการศึกษาครอบครัวเมียเดียวหลายผัวชุมชนหลายชาติพันธุ์ในเทือกเขาหิมาลายา ผู้ชายเป็นเพศที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะเป็นผู้นำทรัพยากรที่จำเป็นเข้าในครัวเรือน ภายใต้สภาพแวดล้อมอันแร้นแค้น ขาดแคลนที่ดินที่อยู่อาศัยทำมาหากิน เป็นคนผลิตมากกว่าผู้หญิง ทำงานนอกบ้าน และต้องออกเดินทางเพื่อหาหาเลี้ยงครอบครัวบ่อยครั้งหรือเป็นเวลานาน  อาจตายหรือหายสาบสูญบ่อย ขณะที่ผู้หญิงรับผิดชอบกิจการภายในครัวเรือนอยู่ติดบ้าน (ซึ่งก็เป็นงานหนักไม่แพ้กัน) การแต่งงานแบบนี้จะช่วยให้ครอบครัวอยู่รอด มั่นคงได้ นอกจากนี้ยังอาจจะมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากมรดกที่ตกทอดกันมาจากฝ่ายชาย การเอาสมาชิกมาเพิ่มในครอบครัวช่วยให้มีแรงงานในการผลิตให้กับครอบครัว ผู้หญิงจะแต่งงานกับผัวหลายคน เพื่อให้ครอบครัวสามารถดำรงชีพอยู่ไปได้แม้ว่าทรัพยากรมันจะมีจำกัด[2]

อย่างไรก็ตาม ไม่มีทฤษฎีอะไรที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้หมดทุกกรณี เพราะความสัมพันธ์เช่นนี้มีอยู่ทั่วโลก โดยมีเงื่อนไขปัจจัยที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่เกิดในสังคมเพาะปลูกทำไร่เลื่อนลอยแต่ทฤษฎีที่นำมาใช้อธิบายได้มากที่สุดคือ เพื่อตอบสนองต่ออัตราส่วนชายหญิงที่ไม่เท่ากัน

และเนื่องจากเป็นรูปแบบครอบครัวและการแต่งงานของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ห่างไกลตัวเมือง นักมานุษยวิทยาตะวันตกจึงมักศึกษาอธิบายด้วยการเอาชาติพันธุ์ตนเองเป็นศูนย์กลางเป็นกรอบและใช้กรอบแนวคิดแบบจักรวรรดินิยมตะวันตก[3] ทำให้การแต่งงานแบบนี้จึงไม่เพียงถูกจัดวางให้เป็นของแปลกประหลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่คุ้นชินกับสังคมชายเป็นใหญ่ที่มักจะโตมากับระบบผัวเดียวหลายเมียและผัวเดียวเมียเดียวอย่างเป็นทางการ ที่ผู้ชายเป็นศูนย์กลางหัวหน้าครอบครัว เป็นเจ้าของตระกูล ลูกที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าเมียคนเดียวหรือกับเมียคนใดก็สืบสายตระกูลผ่านผู้ชาย ด้วยเหตุนี้เมียเดียวหลายผัวจึงมักถูกตั้งคำถามว่า อ้าว! ถ้าแม่มีหลายผัว เด็กจะรู้มั๊ยว่าใครเป็นพ่อ? และผัวจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นลูก? ซึ่งเป็นคำถามแบบปิตาธิปไตยมากๆ ที่จะต้องรู้ให้ชัดเจนว่าเด็กที่เกิดเป็นลูกของชายคนใด

อย่างไรก็ตามทุกครอบครัวเมียเดียวหลายผัว ผู้ชายไม่ได้เป็นศูนย์กลางครอบครัว ผู้ชายเป็นแต่เพียงคนหาเลี้ยงลูกเมีย แม่ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางเมื่อมีทารกเกิดมา ผู้ชายทุกคนจะช่วยดูแล เช่นครอบครัวเมียเดียวหลายผัวในกลุ่มเกษตรกรแบบถางโค่นและเผาป่าแถบโคลอมเบียกับเวเนซูเอล่า เชื่อกันว่า เด็กคนนึงอาจมีพ่อทางสายเลือด หรือ 'พ่อแท้ๆ' หลายคนได้ บทบาทสำคัญของผู้ชายคือปกป้องคุ้มครอง ออกแรงทำงาน หาอาหารและทรัพยากรอื่นๆ มาป้อนให้กับครอบครัว เพราะงั้นการมีผู้ชายเยอะๆ ช่วยทำให้ครอบครัวหนึ่งมีหลักประกันได้ว่า ถ้าผู้ชายคนนึงตายไป ก็ยังมีอีกหลายคนคอยเลี้ยงคนที่เหลือทั้งหมดในครอบครัว[4]

ครอบครัวเมียเดียวหลายผัวจึงไม่มานั่งให้ความสำคัญว่าจะต้องคำนึงว่าเด็กที่เกิดออกมานั้นมาจากสเปิร์มใคร หรือสงสัยพิสูจน์การเป็นพ่อ หากแต่มีสำนึกของการเป็นพ่อร่วมกันแต่เมียเดียวหลายผัวก็อาจจะไม่ใช่โครงสร้างสังคมหญิงเป็นใหญ่ หรือมาตาธิปไตย (Matriarchy)

เพราะผู้หญิงถูกมองว่ามีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย แต่สถานะเมียหรือหน้าที่แบบของผู้หญิงนี้มันหาอะไรมาแทนไม่ได้ ในขณะที่แม้ผู้ชายจะมีสถานะทางสังคมสูงกว่า แต่ก็หาคนมาเปลี่ยนได้ง่ายๆ เพราะผู้หญิงเป็นคนดูแลงานต่างๆในบ้านกับดูแลลูก ในขณะเดียวกันเป็นคนเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผัวทุกคนทั้งหมดเข้าด้วยกัน จัดการปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดในครอบครัวได้ เช่นผัวทะเลาะกันหรือหึงกัน เมียจะจัดการให้แต่ถ้าเมียไม่สามารถจัดการได้หรือทำหน้าภายในครัวเรือนหรือระหว่างผัวๆ ได้ ครอบครัวก็จะแตกสลายไป ส่วนใหญ่ครอบครัวที่ยังอยู่รอด ผู้หญิงมักจะมีความสามารถในการรวบอำนาจได้เท่ากับหรือมากกว่าผัว

ขณะที่ผัวเดียวหลายเมียเกิดจากการประกาศความสะสมทรัพยากรได้มากของผู้ชายบนพื้นฐานของชายเป็นใหญ่ สามารถเลี้ยงดูมีบริวารสนองความต้องการทางเพศได้อย่างฟุ่มเฟือย เมียเดียวหลายผัวต่างกันตรงที่เป็นผลจากการดำรงเผ่าพันธุ์ให้รอดภายใต้ความบีบบังคับของทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ บนพื้นฐานความคิดที่ผู้ชายก็ยังมีคุณค่าเหนือกว่า

ขณะเดียวกัน ในบางกรณี เมียเดียวหลายผัวยังเป็นผลผลิตของชายเป็นใหญ่เช่นในรัฐสปาร์ตาชนเผ่าที่สำคัญของกรีกในยุคโบราณที่ทำสงครามตลอดเวลา ผู้ชายก็ไม่ค่อยอยู่และตายจำนวนมาก

ไลเคอกัส (Lycurgus of Sparta ,820–730 ก่อนคริสตกาล) นักปราชญ์ชาวสปาร์ตา ก็ได้เขียนไว้ว่า ผู้ชายจะแบ่งผู้หญิงคนเดียวกันให้เพื่อนของตัวเองได้ หรือถ้าตัวเองมีลูกกับเมียจนพอแล้วก็สามารถส่งต่อเมียให้เพื่อนได้ หรือชาว Lacedaemonian ที่ผู้ชาย 3-4 คนก็จะมีเมียคนเดียวกัน ส่วนใหญ่พวกผู้ชายก็มักจะเป็นพี่น้องกัน หรือ ผู้หญิงอาจจะเลือกเอาผู้ชายที่ดูทรงแล้วงานดีที่สุดมาช่วยทำลูกให้ อาจจะเป็นคนในเมืองหรือคนจากต่างบ้านต่างเมืองก็ได้ แม้ว่าบางกรณีผู้หญิงจะเลือกผู้ชายมาทำลูก แต่ก็จะต้องให้สามีอนุญาตก่อนเหมือนกัน

ผัวเดียวหลายเมียในกรีกยังถูกอธิบายหลายแบบว่าเป็นเพราะความสำส่อนทางเพศของผู้หญิง มีปกรณัม (myth) หลายเรื่องเขียนถึงผู้หญิงที่ลักพาตัวหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้ชายเอาไว้บำบัดความใคร่ของตัวเองไม่ว่าจะโสดหรือแต่งงานแล้ว ผู้หญิงมีอิสรภาพทางเพศมากพอที่จะจัดให้เซ็กส์เป็นกิจกรรมบันเทิง หาความสุขได้โดยไม่มีใครมาหึงหวงกันในกรณีที่ผัวหายไปนานๆ พวกเธอมีสิทธิชอบธรรมที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่นหรือชายอื่นๆ หลายคน ที่ไม่ใช่ผัวตัวเองก็ได้ โดยที่ไม่ทำให้การแต่งงานเป็นโมฆะ เพราะผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็มีสิทธิเปลี่ยนผัวได้ ไปหาคนที่ตัวเองรักมากกว่าคนที่หนุ่มกว่า แข็งแรงกว่า หล่อกว่า หรือผัวตายโดยอาจเป็นเพราะผัวหายไปนาน ป่วย มีเซ็กส์ด้วยไม่ได้ หรือเป็นหมันพวกเธอยังสามารถ 'ยืมผัว' ได้คล้ายๆ ที่พวกสปาร์ตาให้เพื่อนๆ ยืมเมียได้[5]

อิจนะ…ทว่าทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงมีลูกที่ดี

แม้จะยังคงอยู่ในโครงสร้างชายเป็นใหญ่ แต่นั่นทำให้เห็นว่าอันที่จริงในหลายพื้นที่และเขตวัฒนธรรม เมียเดียวหลายผัวไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ หากแต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากไปกว่านั้นก็ไม่ได้ไกลไปจากวัฒนธรรมไทย

ในมหากาพย์อินเดียคลาสสิคอย่างมหาภารตะ ตัวละครสำคัญของเรื่องจะเรียกว่านางเอกก็ว่าได้ นางก็แต่งงานกับสามีถึง 5 คน นางเทราปตี (อ่านว่า เทรา-ปะ-ตี) เป็นลูกของท้าวทรุปัทแห่งแคว้นปัญจาละมีอีกชื่อหนึ่งว่า 'กฤษณา' นางมีสิริโฉมงดงาม พ่อของเธอจัดงานเลือกคู่ให้ด้วยการประกวดยิงธนูแม่น ผู้ชนะจะได้แต่งงานกับเทราปตีสาวงาม ปรากฏว่าอรชุนแห่งพี่น้องปาณฑพทั้ง 5 คน เป็นผู้ชนะการประลองและได้เทราปตีกลับบ้านไป เมื่อพี่น้องทั้ง 5 กลับถึงบ้านพร้อมนางเทราปตี นางกุนตีซึ่งเป็นแม่ของพี่น้องปาณฑพ บอกกับลูกๆ โดยไม่ทันมองว่าอรชุนพกเมียมาด้วยว่า “มีอะไรกลับมาก็แบ่งๆ กันนะลูกๆ” เนื่องจากพี่น้องปาณฑพเชื่อฟังคำแม่ถือว่าเป็นประกาศิต อรชุนจึงแบ่งเทราปตีให้เป็นเมียพี่น้องอีก 4 คน  ซึ่งนางก็รักและปรนนิบัติสามีทั้ง 5 อย่างเสมอภาค แบ่งเวลาปีละคน จนมีด้วยกันลูก 5 คน

วรรณกรรมคลาสสิคเรื่องนี้เองก็ยังส่งอิทธิพลต่อครอบครัวและหลักปฏิบัติในการครองเรือนไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรณคดีสอนหญิงกลุ่ม 'กฤษณาสอนน้อง' ที่มีหลายสำนวน เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่ไม่เพียงเอาเค้าโครงมหาภารตะมาทำให้เป็นไทยมากขึ้น  ยังเป็นกระบวนการทำให้ปิตาธิปไตยแข็งแรงมากขึ้น

กฤษณาสอนน้องเป็นหนังสือ self help ว่าจะทำอย่างไรให้ผัวรักผัวหลง ต่อให้มีผัวกี่คนก็สามารถทำได้ ถ้าปฏิบัติตามคู่มือนี้ ซึ่งก็แต่งโดยผู้ชายซึ่งก็เป็นพระในกฤษณาสอนน้องฉบับธนบุรีหรือกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เล่าว่า

พระราชาพรหมทัต เจ้ากรุงพาราณสี  มีเจ้าหญิง 2 นาง ชื่อนางกฤษณาและนางจิรประภา นางกฤษณามีพระสวามีในคราวเดียวกันถึง 5 คน กฤษณามีผัวทั้ง 5 ของกฤษณาอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่สามัคคี  ส่วนนางจิรประภามีเพียง 1 คน แต่กลับระหองระแหงมีปัญหา ผัวไม่ปลื้ม ต่างจากกฤษณาที่ผัวทั้ง 5 ทั้งรักทั้งหลง น้องจิรประภาเสียใจกลัดกลุ้มจนซูบผอมและมาปรึกษาพี่กฤษณา ขอเคล็ดลับว่าพี่สาวมีอะไรเด็ด มัดใจสามี นำไปสู่คำสอนหญิงในการเป็นเมียที่ดี การวางตัวกิริยามารยาทกุลสตรีและการปรนนิบัติพระเจ้าผัว

กฤษณาสอนน้องจึงทำหน้าที่ลดความเป็นศูนย์กลางของผู้หญิงลงในครอบครัวเมียเดียวหลายผัว กลายเป็นแต่เพียงทรัพยากรหนึ่งเพื่ออำนวยความสบายความสำราญผู้ชายในบ้านในยุคสมัยที่ผัวเดียวหลายเมียเฟื่องฟู ประกาศถึงบารมีความมั่งคั่งของชนชั้นนำสยามก่อนสมัยใหม่

และเมื่อหลังสมัยใหม่มาแล้ว การมีอยู่ของเมียเดียวหลายผัว ผัวเดียวหลายเมีย ก็ไม่ใช่เรื่องเจ๋ง เฟียสหี หรือแปลกประหลาดจนต้องเอามาโชว์ราวกับ freak show และก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาแข่งกันว่าเพศไหนควรสะสมผัวหรือเมียได้มากกว่ากันหรือแม้แต่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอว่า ในเมื่อมีผัวเดียวหลายเมียก็ต้องมีเมียเดียวหลายผัวบ้าง สังคมเปิดโอกาสให้ผู้ชายมีเมียน้อยได้ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีผัวน้อยได้บ้างสิ ซึ่งก็เป็นความตื้นเขินเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และไม่ได้แสวงหาทางออกอะไรในการเลือกปฏิบัติทางเพศนอกจากจะดูเกรียน

และก็ห่างไกลไปจากเฟมินิสต์ โดยไม่ต้องพาดพิงถึง

ขณะเดียวกันไม่ว่าจะกี่เมียกี่ผัว อันที่จริงมันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลเจ้าของความสัมพันธ์นั้นจะมาตกลงออกแบบกันเองเป็นการส่วนตัว ที่สังคมไม่น่าเข้าไปเผือก หรือทำตัวเป็นตำรวจศีลธรรมเอาชุดความคิดตนเองไปตัดสินลงโทษ

อ้างอิงข้อมูลจาก

[1] Starkweather, KE, and Hames, 2012, ‘A Survey of Non-Classical Polyandry’, Human Nature 23.2 (2012): pp. 149-172.

[2] Starkweather, KE 2010, ‘Exploration into Human Polyandry: An Evolutionary  Examination of the Non-Classical Cases’, Master of Arts thesis, University of Nebraska-Lincoln, Lincoln. 2010.

[3] Cassidy, Margaret L. "The Study of Polyandry: A Critique and Synthesis." Journal of Comparative Family Studies 20.1 (1989): 1-11.

[4] Ibid.

[5] Zolotnikova, Olga. “Πολυάνωρ γυνή” (“Wife of many husbands”): Ancient Greek polyandry as reflected in the mythic/epic tradition. In Proceedings of the Danish Institute at Athens VI. Athens: The Danish Institute at Athens, 2009.

Illustration by Yanin Jomwong

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...