โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดกำเนิด "ศาลสถิตยุติธรรม" และ "หอนาฬิกา" จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 มี.ค. 2566 เวลา 14.29 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2566 เวลา 19.32 น.
ภาพถ่ายเก่า

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย

การก่อสร้าง ศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim Grassi) เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง และมีพระยานรรัตน์ราชมานิต (โต นิตยกุล) เป็นกงสี โดยมีบันทึกกล่าวถึงขนาดของศาลสถิตยุติธรรมความว่า

“…มีแผนที่กว้างยาวสูงต่ำดังนี้ ตึกหลังใหญ่พื้นสองชั้น โดยสูงตั้งแต่ดินขึ้นไปหกวาคืบตั้งแต่ถานหอนาฬิกาสูงพ้นจากตึกหลังใหญ่ขึ้นไปถึงยอดซุ้มนาฬิกาสิบเจ็ดวาสามศอกคืบ ตึกหลังใหญ่ยาวสามสิบห้าวาสามศอกคืบ กว้างในที่กลางขาดหลังผนังสิบสองวาศอก ตึกแถวซ้ายสูงสามวา ขวาสูงสามวา ยาวด้านละเจ็ดวาสองศอกคืบ กว้างห้าวาสองศอก รวมเปนเขตรศาลโดยยาวห้าสิบหกวา โดยกว้างสิบสองวา…”

ศาลสถิตยุติธรรมมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เน้นมุขกลางที่มีหลังคาจั่วแบบวิหารกรีก รองรับด้วยเสาลอยตัวแบบคอรินเธียน 6 ต้น ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงความบริสุทธิ์ยุติธรรม ปลายตึกทั้ง 2 ข้าง มีระเบียงสั้นๆ ต่อออกไปจรดอาคารเล็กๆ ทรงลูกบาศก์คล้ายป้อม โครงสร้างอาคารเป็นแบบกำแพงรับน้ำหนัก ผนังชั้นบนเป็นช่องเปิดแบบโครงสร้างคานโค้งต่อเนื่อง ชั้นล่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมธรรมดา ยกเว้นมุขหน้าเป็นโครงสร้างคานโค้งทั้ง 2 ชั้น

เดิมหลังคาเป็นหลังคาแบน ขอบหลังคาเป็นพนักโปร่ง ประดับลูกกรงแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิค ตรงกลางอาคารสร้างหอนาฬิกาสูง ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งในยุคนั้น แต่ในปี พ.ศ. 2435 หอนาฬิกาที่ศาลสถิตยุติธรรมเกิดแตกร้าว ทำให้อาคารส่วนอื่นๆ ทรุดไปด้วย รวมทั้งหลังคาแบนก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นหลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องแทน

อาคารแห่งนี้เป็นอาคารหลังแรกที่มีการสร้างหอสูงไว้ด้านบนของอาคาร สันนิษฐานได้ว่าอาจเพราะเป็นอาคารราชการที่สำคัญ เนื่องจากศาลเป็นสถานที่ว่าความ ซึ่งจะมีทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อติดต่อราชการ จึงจำเป็นต้องมี “นาฬิกา” มาติดตั้งไว้บนส่วนด้านหน้าของอาคาร เพื่อบอก “เวลา” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการติดต่อราชการ

แม้จะมีนาฬิกาเรือนใหญ่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารแล้วก็ตาม แต่ด้านบนสุดของหอนาฬิกาแห่งนี้ ได้ปรากฏ “กลอง” มาติดตั้งไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชนชั้นนำสยามยังคงใช้ระบบการนับเวลาแบบจารีตผสมไปกับระบบการนับเวลาแบบสากลเช่นเดียวกับในสมัยที่ผ่านมา

อาคารหลังนี้ถูกออกแบบโดย โจอาคิม แกรซี (Joachim Grassi) แม้การสร้างหอสูงจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสถาปนิกผู้นี้ก็ตาม แต่การสร้างหอสูงบนอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกย่อมเป็นงานที่ท้าทาย

แต่อย่างไรก็ตามงานสถาปัตยกรรมประเภทหอนาฬิกาแห่งนี้ ยังไม่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางการก่อสร้างที่ต่างไปจากหอนาฬิกาหลังก่อนหน้าเสียเท่าไร กลับเป็นการชี้ย้ำให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างงานสถาปัตยกรรมรูปแบบตะวันตก ด้วยวิธีการก่อสร้างแบบท้องถิ่น ที่สุดท้ายแล้วกลับประสบความล้มเหลว จนต้องรื้อถอนออกไปในที่สุด…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “หอสูงกับการบอกเวลา” เขียนโดย พิศาลศรี กระต่ายทอง ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2558

ทั้งนี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปอาคารศาลสถิตยุติธรรมชำรุดทรุดโทรมมาก กระทรวงยุติธรรมจึงวางแผนที่จะก่อสร้างอาคารศาลฎีกาขึ้นแทนอาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาออกแบบอาคารของกระทรวงและศาลยุติธรรม

น.อ.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น และคณะกรรมการ เห็นชอบให้หลวงจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์เป็นตัวแทนดูแบบอาคารกระทรวงและศาลยุติธรรมหลายประเทศและได้ข้อสรุปแบบอาคารศาลสูงสมาพันธรัฐสวิสเป็นต้นแบบ

ปัจจุบัน อาคารศาลฎีกาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อศาลฎีกาตัดสินใจรื้อถอนอาคารที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองทิ้ง และสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นแทนที่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มกราคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...