โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทฤษฎีสมคบคิด ถึงโควิด-19 และค้างคาววิทยา/อัญเจียแขฺมร์ อภิญญา ตะวันออก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 มิ.ย. 2564 เวลา 02.37 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 02.37 น.

อัญเจียแขฺมร์

อภิญญา ตะวันออก

 

ทฤษฎีสมคบคิด

ถึงโควิด-19 และค้างคาววิทยา

 

แม้ทางการอู่ฮั่นของจีนจะไม่ให้ความร่วมมือนักสืบถึงรหัสดีเอ็นเอของไวรัสโคโรนา 2019 แต่อย่างใด แต่นักวิจัยฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งซึ่งซุ่มศึกษาค้างคาวกว่า 8 ชนิดทางจังหวัดตอนเหนือกัมพูชา (สตึงแตร็ง-พระวิเหียร์) มาร่วม 10 ปีแล้ว ก่อนสรุปว่า สัตว์สายพันธุ์นี้มีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

แต่ที่สะกดฉันไปอีกคือไม่นานมานี้ เมื่อสถาบัน (หลุยส์) ปลาสเตอร์กัมพูชาได้ส่งต้นแบบสัตว์ที่ว่าไปถอดรหัสพันธุกรรมที่ปารีสก็พบว่า มีค้างคาวเขมรถึง 2 ชนิดจากสตึงแตร็งมีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ชนิด “สายพันธุ์ใหม่”

ไม่ผิด! นี่เป็นการค้นพบที่จะให้ประโยชน์ทางการจีนที่อ้างว่าพบไวรัสชนิดนี้จากตลาดค้าสัตว์ซึ่งเป็นต้นทางการระบาดครั้งนั้น

สมมุติฐานของฉันที่สงสัยตามมาคือ ไวรัสโคโรนา หรือ “โควิด-19” ชนิด “สายพันธุ์ใหม่” ที่แพร่ระบาดและรุนแรงในคนทั่วโลกเวลานี้ คือความปกติเดียวกันหรือไม่? เมื่อเทียบกับการฟักเชื้อในค้างคาวที่กลับใช้เวลานาน

หรือว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” ในโลกนี้ “มีอยู่จริง”

 

ไม่ได้ตื่นตูมตอบรับกับผู้นำสหรัฐที่ตั้งหน่วยข่าวกรองสืบสวนทางลับกับเรื่องนี้หรอกนะ แต่ข่าวก้าวหน้าโควิด-19 กัมพูชากับเล็ดลือออกมาราวสมประโยชน์ต่อฝ่ายใด กรณีที่ค้างค้าวคือรหัสพันธุกรรมต้านทานของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ทำลายมนุษย์เวลานี้

อีกยังเชื่อว่า กลุ่มคนที่ประชากรสัตว์ชนิดนี้ถือกำเนิด (ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา) น่าจะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ไม่มากก็น้อย และนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมในการระบาดรอบแรกและยังไม่กลายพันธุ์ จึงไม่รุนแรงในภูมิภาคนี้!

เล่นเอาตกใจแทบเป็นรูปหน้าอิโมจิคอล!

จริงหรือที่ภูมิคุ้มกันไวรัสโคโรนาในค้างคาวช่วยป้องกันโควิด-19 ในมนุษย์ ซึ่งจะปัดตกทฤษฎีก่อนหน้านี้ (อ้างโดยสัม รังสี) ที่ฉันเคยตีพิมพ์ว่า ชาวอุษาคเนย์ อินเดียบางรัฐต่างมีภูมิคุ้มโควิด-19 จากวัคซีนป้องกันโรควัณโรค (ทีบี) และมาลาเรีย โดยเฉพาะชาวเขมรด้วยแล้ว พวกเขามีดีเอ็นเอที่แตกต่างจากความเป็นชนชาติพันธุ์อันพิเศษ

ข้อสันนิษฐานของสัม รังสี ที่เจือไปด้วย “ความภาคภูมิใจในชนชาติ” และออกจะพิเศษอย่างไรไม่ทราบ เมื่อตอนนี้ โควิด-19 กำลังเป็นหายนะครั้งใหญ่ในกัมพูชาหลังยุคเขมรแดง โดยเฉพาะการระบาดระลอกใหม่ที่เกิดจากสายพันธุ์อังกฤษและอินเดียที่ยากต่อการรับมือและตกแต่งตัวเลข

ขณะเดียวกัน เพื่อนบ้านสองด้านทั้งไทย-เวียดนามก็เผชิญหน้าไม่ต่างจากเรื่องเล่าต่อๆ มาของชาวเขมรโบราณที่กลายเป็นวลีความอันจดจำถึง 3 เมืองใหญ่ที่ถูกกระทำคือโฮจิมินห์ซิตี้ หรือไพรนคร-พนมเปญและบางกอก

ตามรำพันพิลาส 3 เมืองนั้นอันถูกตรวนไว้ในความไม่ปกติกรรม

แต่มันไม่อย่างงั้นสิ สำหรับ “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่ถูกขุดมาอีกครั้งเพียงข้ามปี พลัน การค้นพบที่หักล้างของนักวิจัยกลุ่มต่างๆ ก็ตามมา อาทิ นักวิจัยภารตะที่พบหลักฐานว่า “โครงสร้างพันธุกรรมของไวรัสโคโรนา 2019 มีโครงสร้างกายภาพที่เชื่อมโยงกับ “ไวรัส HIV ที่ตำแหน่ง GP120” ซึ่งนั่นมีความเป็นไปได้ว่า “ไวรัสโควิด-19” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจากสัตว์ป่าดังที่อ้างไว้

นั่นเท่ากับว่า จะเป็นข้อหักล้างทฤษฎีสมคบคิดที่โยนความผิดให้ค้างคาวเขมรและสายพันธุ์ไทย (รวมทั้งตัวนิ่ม) ดังที่จีนเคยอ้างไว้ตอนที่ไวรัสโคโรนา 2019 ได้ระบาดเป็นครั้งแรกที่อู่ฮั่น มลฑลหูเป่ย

อย่างไรก็ตาม ข้อพิสูจน์ซากรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่อยู่ในผู้ป่วยชุดแรกที่อ้างว่าติดมาจากตลาดค้าสัตว์นั้นยังถูกปกปิดไว้จนบัดนี้ ซึ่งทำให้เชื่อว่าทฤษฎีสมคบคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ผลิตคิดค้นเชื้อโรคชีวภาพนั้น-อาจมีส่วนจริง

ต่อกรณีที่เชื้อไวรัสสามารถกลายพันธุ์ในมนุษย์อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ขณะที่สัตว์ปรอเจียวนั้น กลับมีพัฒนาการแบบธรรมชาติคือฟักตัวช้าจนไม่มีผลต่อร่างกาย

 

มีวันหนึ่งล่วงลับมานานมากแต่ยังจดจำได้ ฉันออกจากพนมเปญไปแถบเคียนสวายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมแม่โขง โดยมีนักข่าวอิสระจากลอนดอนไทม์-คนชักชวน

นับเป็นยามสายบ่ายดีที่การนั่งแพชมแม่น้ำโขงสีขุ่นคลั่กมีเพลงลูกทุ่งเขมรกล่อมชวนเคลิ้ม และอาหารบางเมนูที่คาดว่าน่าจะเป็นต้มเปรี้ยวปลาแม่น้ำ ไม่มีอะไรพิสดาร แต่ไม่ ฤดูร้อนที่มาเยือนปีนั้น ผลไม้กำลังสุกงอมคาต้นและสัตว์เฉพาะของหมู่บ้านแห่งนี้กำลังชุกชุมออกหากิน

เป็นภารกิจแก้ร้อนใน ฉันได้รับการเชิญชวนให้มาเปิบพิสดารของหมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งได้ชื่อนักว่ามีอาหารสดใหม่ ดั้งเดิมและจะออกมาเฉพาะฤดูกาลของมัน

มันคือสัตว์ปรอเจียวประจำหมู่บ้านที่จะถูกนำมาปรุงแบบสดๆ ทั้งแบบซำลอซุปร้อนและแบบดื่มเลือดสด

สีหน้าฉันคงสยอง ลำพังเรื่องเล่าหมู่บ้านพรหมจารีที่เคยได้ยินมาก่อน ชนบทที่ลึกลับ มันคือกับดักที่พัดพาเราไปสู่ความสนใจในปีนั้น

ในความคิดฉัน ค้างคาวและสาวพรหมจรรย์ต่างเป็นสปีชีส์เดียวกัน กล่าวคือ เลือดของพวกเธอต่างถูกนำมาบริการ

เท่าที่จำได้ในปีนั้น เอดส์ (HIV) เป็นโรคระบาดในเขมรที่สร้างความหวาดกลัวในผู้คน แต่แรกก็จำกัดอยู่ในกลุ่มคนร่ำรวยและเป็นเพศชาย แต่ต่อมาโรคนี้ก็กระจายไปในหมู่เพศหญิงที่ทำให้งานสายเอ็นจีโอของฉัน วนเวียนอยู่กับแคมเปญการป้องกันและคำแนะนำ รณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยที่หญิง-ชายชาวเขมรมักเบือนหน้าหนี พวกเขาอายที่จะฟังสิ่งนี้

หลายคนที่ฉันไม่รู้จัก พยายามกระเสือกกระสนมาพบฉัน เพียงเชื่อว่าฉันจะช่วยเธอได้ แต่ส่วนใหญ่คือความสิ้นหวัง

และนี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันไม่เคยทำในเขมร คือการไปเยือนหมู่บ้านพรหมจารีนั่น

 

อย่างไรก็ตาม ฉันก็จำไม่ได้ว่าบ่ายวันนั้น ฉันคงจะล่อเข้าไปสักคำสองคำกว่าจะสำรากว่า นี่มันซำลอปรอเจียว-เมนูเปิบพิสดารหรือเปล่าหนอ? หรือโชคดีมีมาและว่า…

ให้ตายเถอะ ถ้าอย่างนั้น ฉันคงฉีดวัคซีนล่วงหน้ามานมนานแล้วล่ะสิ?

เป็นวัคซีนท้องถิ่นที่เกิดจากการตกกระไดพลอยโจนจากความไม่รู้ แถมเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อตายอย่างเป็นกรณีพิเศษมิต้องลงทะเบียนไทยพร้อมหรือเสียเงินผ่านหน่วยงานอย่างบางยี่ห้อหนึ่ง

หลังจากผูกติดกับความเชื่อ พฤติกรรมและชีวภาพท้องถิ่น การดำรงชีพมานานระยะนาน ฉันก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ตนเองจะไปในทาง “ทฤษฎีสมคบคิด” ว่าด้วยพันธุกรรมพิเศษในภูมิภาคอุษาคเนย์ตามฉบับสัม รังสี ซึ่งออกไปทาวชาตินิยมมากหน่อย

แต่เมื่อรวมความเห็นนักวิจัยฝรั่งกรณีภูมิไวรัสโคโรนาจากค้างคาวเขมรนั่น ก็พอจะสรุปว่า มีหลักการอยู่บ้าง ถึงจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ตรรกะ แต่มันก็อยู่ในสายเลือดชาวภูมิภาคนี้โดยมาก เมื่อทบทวนดูแล้ว ซึ่งทำให้ฉันเริ่มเห็นลางๆ ว่ามีเค้าอยู่บ้างทฤษฎีสัม รังสี ที่ฉันเคยเห็นแย้ง

แต่ด้วยภูมิคุ้มกันไวรัสแบบทิพย์ๆ ในโควิด-19 จากค้างคาวตัวนั้นหรือไม่ที่เป็นจุดผกผันสู่พันธุกรรมพิสดารที่ติดมากับตัวฉัน

จนกลายเป็นทฤษฎีนี้-ที่ไม่สมคบคิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...