โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

NIA เร่งเพิ่มมูลค่านวัตกรรมไทย ผ่านการจดสิทธิบัตร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 มิ.ย. 2564 เวลา 05.18 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 05.18 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาขน) หรือ NIA เดินหน้าส่งเสริมสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deeptech ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการจดสิทธิบัตรและองค์ความรู้ด้านกฎหมายผ่านกิจกรรม โครงการ และเงินทุนของ NIA รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยมาใช้ใประโยชน์ในการพัฒนานวัตกรรมในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง ซึ่งกว่า 5 ปีที่ดำเนินงานมา ได้ให้เงินทุนเป็นค่าใช้สิทธิ (License Fee) สำหรับการพัฒนานวัตกรรมจำนวนทั้งสิ้น 50 โครงการ และสำหรับในปี 2564 นี้ตั้งเป้าขยายเครือข่ายสู่ระดับภูมิภาคภายใต้ธีม “ติดปีกธุรกิจด้วยเครื่องหมายการค้า รู้ทันสร้างสรรค์โลโก้ยกระดับองค์กร” ซึ่งจัดในพื้นที่เป้าหมาย 4 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA  กล่าวว่า NIA เห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการนวัตกรรมจดสิทธิบัตร เนื่องจากสิทธิบัตรถือเป็น “เครื่องมือ” หนึ่งในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการนวัตกรรมกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นแกนหลักในการพัฒนาธุรกิจ ดังนั้น จึงมุ่งวางแนวทางการดำเนินงานเชิงรุกที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาและงานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนา “ระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem)” ของประเทศ ผ่านกลไกการสนับสนุนทั้งในรูปแบบองค์ความรู้ เครือข่าย และเงินทุน NIA สามารถให้ทุนสนับสนุนการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรืออนุญาตใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP Licensing)  โดยเป็นค่าถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือค่าใช้สิทธิ (License Fee) จำนวนร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเมินได้ในแต่ละโครงการ สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท สำหรับโครงการที่ขอรับทุนภายใต้กลไกนวัตกรรมแบบเปิด และสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับโครงการที่ขอรับทุนภายใต้กลไกนวัตกรรมมุ่งเป้า นอกจากนี้ ยังได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้าน IP ในระดับแนวหน้าของประเทศ เพื่อให้ทนายความสิทธิบัตรที่เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยผู้ประกอบการนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาของ NIA ดำเนินการจดสิทธิบัตร วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท (ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ) ในการดำเนินการจดสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยทั้งในการเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าหรือบริการ การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ตลอดจนเป็นเกราะป้องกันการถูกเลียนแบบจากบริษัทคู่แข่ง เช่น โซ่ขับเฟืองล้อรถจักรยานยนต์ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการแบบใหม่ ระบบการจัดการแปรรูปขยะอินทรีย์ในชุมชน เครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยง และเครื่องสแกนใบหน้าแบบสามมิติโดยมีความแม่นยำสูง เป็นต้น

นอกจากการสนับสนุนในรูปแบบเงินทุนแล้ว NIA ยังมีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องผ่าน 2 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมฝึกอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ครอบคลุมองค์ความรู้ด้าน IP ที่จำเป็นและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ IP  สิทธิบัตร  ลิขสิทธิ์  เครื่องหมายการค้า  ความลับทางการค้า และสิ่งบ่งชี้ทางภมิศาสตร์ เป็นต้น ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ (Classroom) และออนไลน์ (IP Webinar) เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงได้ง่าย และกิจกรรมส่งเสริมเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญา “IP NextWork” ที่จะเสริมสร้างทั้งความรู้ กลยุทธ์ และการสร้างเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่ง ภายใต้ 3 คอนเซ็ปท์หลัก ได้แก่ Networking, Sharing และ Chat Space

สุดท้ายเป็นการสร้างความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทางวิชาการในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมในวงกว้าง ได้แก่ การเสริมสร้างความตระหนักด้านทรัพย์สินทางปัญญา การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือด้านการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญา และนำร่องร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการพัฒนาชุมชน และกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการการสร้างตลาดรูปแบบใหม่จากวิสาหกิจเริ่มต้นด้านการเกษตร สร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านเกษตรจับมือกับกลุ่ม OTOP เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นในโครงการ AgTech4OTOP เพื่อใช้ดึงเอกลักษณ์และคุณค่าของสินค้าเกษตรที่โดดเด่น สร้างสรรค์  และสร้างแผนการตลาดร่วมกันบนแพลตฟอร์มของสตาร์ทอัพ ทำให้สินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้าสู่ช่องทางตลาดรูปแบบใหม่ (New Economic Warrior: NEW) ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานที่ดูแลและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สามารถให้คำปรึกษาและคำแนะนำให้กับกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการของ NIA ให้เข้าใจกระบวนการด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2564 นี้ ยังมีสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการขอรับการสนับสนุนทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมั่นใจว่าจากสัดส่วนธุรกิจนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวแปรให้มีผู้เข้าถึงการจดสิทธิบัตรมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในธุรกิจนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หรือบริการทางการแพทย์รูปแบบใหม่อันเนื่องมาจากการระบาดของเชื้อโควิด – 19 รวมถึงธุรกิจนวัตกรรมเกษตร และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ได้เริ่มเล็งเห็นถึงอนาคตของอาหาร บริการ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงการเกิดขึ้นของกระแสผู้บริโภคในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นยังมั่นใจว่าจากศักยภาพด้านนวัตกรรมของผู้ประกอบการที่มีความแข็งแกร่งจะช่วยปูทางให้การเข้าถึงการจดสิทธิบัตรมีความง่ายยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...