โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอ็มมา วัตสัน : ผู้หญิงรุ่นใหม่กับการ “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” และมองความโสดในแง่ดี

Khaosod

อัพเดต 12 พ.ย. 2562 เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 02.46 น.
Getty Images เอ็มมา วัตสัน นิยามสถานะในปัจจุบันของตนเองว่า “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” (self-partnered)

เอ็มมา วัตสัน : ผู้หญิงรุ่นใหม่กับการ “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” และมองความโสดในแง่ดี – BBCไทย

ตอนที่นักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษ เอ็มมา วัตสัน ประกาศอ้าแขนรับความเป็นโสดอย่างภาคภูมิใจ โลกต่างหันมาฟังเธอ

นักแสดงวัย 29 ปีที่โด่งดังจากภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ เปิดใจกับนิตยสารโว้ก ว่า เธอตัดสินใจนิยามสถานะในปัจจุบันของตนเองว่า “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” (self-partnered)

ในขณะที่โลกโซเชียลมีเดียต่างหยิบยกคำนิยามใหม่ของเธอไปใช้ในเชิงตลกล้อเลียน แต่หลายคนได้ออกมาสนับสนุนเธอ

แม้ว่า วัตสัน จะสร้างความสั่นสะเทือนในทวิตเตอร์ด้วยการบัญญัติศัพท์ใหม่ของคำว่า “โสด” แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ทว่าเป็นการเข้าร่วมกระแสและความเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีอยู่แล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “การมองความโสดในแง่ดี”

คนโสดกำลังเพิ่ม

จำนวนคนโสดไร้คู่ครองกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน

รายงานจากบริษัทวิจัย IORMA พบว่าจำนวนครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวพุ่งแตะ 330 ล้านครัวเรือนทั่วโลกในปี 2016 เพิ่มขึ้น 50% นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

จำนวนครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวพุ่งแตะ 330 ล้านครัวเรือนทั่วโลก ในปี 2016 เพิ่มขึ้น 50% นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

แม้แนวโน้มนี้จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่อธิบายกระแสที่ผู้คนหันมาเปิดรับการ “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” กันมากขึ้น แต่ก็ช่วยแสดงให้เห็นถึงกระแสนิยมนี้

รองศาสตราจารย์ เอเลียคิม คิสเลฟ จากมหาวิทยาลัยฮิบรู ในเยรูซาเลม ของอิสราเอล ได้เขียนหนังสือเรื่อง Happy Singlehood – The Rising Acceptance and Celebration of Solo Living (2018) ซึ่งมุ่งศึกษาเรื่องความเป็นโสด

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ อธิบายเรื่องนี้ให้บีบีซีฟังว่า กระแสนิยมการใช้ชีวิตโสดมีปัจจัยมาจาก “ความซับซ้อนทางสังคม วัฒนธรรม หรือแม้แต่เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ”

นักวิชาการพบความเชื่อมโยงระหว่างการนิยมอยู่เป็นโสดที่เพิ่มขึ้น กับการที่ผู้หญิงมีสถานะทางสังคมที่แข็งแกร่งขึ้น

“แก่นของเรื่องนี้ก็คือ ปัจจุบันเรามีการโยกย้ายกันมากขึ้นเพื่อแสวงหาโอกาส และความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ เราจึงไม่ต้องการผูกมัดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง” เขากล่าว

“เรายังต้องการความเป็นส่วนตัวและเวลาในการพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย เราไม่ได้มองหาความมั่นคงและการ ‘มีชีวิตนอกเมือง’ อีกต่อไป”

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ และคณะยังพบความเกี่ยวโยงที่ชัดเจนระหว่างการ “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” กับสถานะทางสังคมของผู้หญิงที่แข็งแกร่งขึ้น

ดร.เบลลา เดอเปาโล นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้เขียนหนังสือเรื่องชีวิตโสดและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างครอบครัว ชี้ว่า “ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายที่ถูกมองว่าเฝ้าปรารถนาถึงการแต่งงาน และการตกหลุกรัก หากพวกเธอยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน”

“เราคิดว่าผู้หญิงมักจินตนาการเรื่องการสร้างครอบครัวร่วมกับสามีและลูก ๆ แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ จะบ่งชี้ไปอีกทางก็ตาม”

แต่งงานน้อยลง

สหประชาชาติชี้ว่า ผู้หญิงทั่วโลกเลือกที่จะหันหลังให้การแต่งงาน และครองโสดกันมากขึ้น

ดร.เดอเปาโล อ้างอิงผลสำรวจเมื่อปี 2018 ที่จัดทำให้เว็บไซต์หาคู่ Match.com พบว่ามีผู้หญิงเพียง 20% ที่มองว่าการแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต

ผู้หญิงส่วนมาก วางการแต่งงานไว้เป็นตัวเลือกท้าย ๆ ในชีวิตของพวกเธอ รองจากการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน และความมั่นคงทางการเงิน

อันที่จริง การแต่งงานกำลังมีแนวโน้มลดลงทั่วโลกในหมู่สตรีวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) ข้อมูลจากสหประชาชาติ ระบุว่าในปี 1970 มีผู้หญิงที่ไม่แต่งงานหรือไม่มีคู่ 31%

ในปี 2010 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มมาอยู่ที่ 36% และคาดว่าจะแตะ 40% ในปี 2030

ในระดับชาติ พบว่าอัตราดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นมาก ในสหรัฐฯ สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากร รายงานว่าในปี 2017 มีประชากรในสหรัฐฯ ที่ไม่แต่งงานกว่า 110 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 45% ของคนอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไป

ตราบาป

แม้แนวโน้มที่คนหันมาครองโสดจะกำลังเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคอาจเห็นความต่างได้บ้าง เช่น สัดส่วนโดยเฉลี่ยของครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปจะอยู่ที่กว่า 30% แต่ในแอฟริกากลับมีเพียง 3%

“หลายคนยังคิดว่าการเป็นโสด เปรียบเหมือนสถานีก่อนที่จะไปถึงการมีคู่ครอง” รองศาสตราจารย์คิสเลฟ กล่าว

“การเป็นโสดยังเป็นตราบาปในหลายประเทศทั่วโลก แม้ในหมู่ประเทศพัฒนามากที่สุด” รองศาสตราจารย์คิสเลฟ กล่าว

เขาบอกว่า ในหลายประเทศมองว่าการไม่แต่งงานหรือไม่มีคู่ครองเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวทางสังคม และหลายคนยังมีทัศนคติแบบเหมารวมในเชิงลบต่อคนโสด

สู้กับอคติ

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ เชื่อว่า ตัวอย่างแบบ เอ็มมา วัตสัน มีความสำคัญในการลบล้างความมีอคติต่อการใช้ชีวิตโสด

“คำนิยามของเอ็มมา วัตสัน ไม่ใช่เรื่องใหม่มาก แต่ก็ช่วยตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ของการเป็นโสดว่าเป็นสถานะที่ยอมรับได้”

“หลายคนยังคิดว่าการเป็นโสด เปรียบเหมือนสถานีก่อนที่จะไปถึงการมีคู่ครอง หรือเป็นสัญญาณว่าคุณได้ ‘ตกรถไฟ’ ไปเสียแล้ว”

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ ชี้ว่า นักแสดงสาวชาวอังกฤษผู้นี้เปิดเผยสถานะอีกขั้นในชีวิตให้ผู้คนได้เห็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเผชิญแรงกดดันให้แต่งงานมากกว่าผู้ชาย ว่า การเป็นโสดนั้นยังสามารถมีคุณสมบัติที่ดีอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยกันได้ เช่น การมีอารมณ์ขัน ประสบความสำเร็จ และฉลาด

“วันคนโสด” ของจีน กลับเป็นวันที่คู่รักจูงมือกันสละโสดมากที่สุดวันหนึ่ง

นักวิชาการหลายคนที่ศึกษาเรื่องความโสด ยังชี้ด้วยว่า จำนวนคนโสดที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นปัญหาสำหรับผู้กำหนดแนวนโยบายของชาติ โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยและการศึกษา

การเป็นโสดมีความเกี่ยวโยงกับคนยุคสหัสวรรษ (millennials) หรือ คนเจนวาย (Gen-Y) และกลุ่มคนหนุ่มสาว

ยกตัวอย่างเช่นในจีน ซึ่งคนวัย 20-24 ปี คือคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในหมู่ประชากรโสดของประเทศที่มีอยู่ราว 200 ล้านคน

จีนยังเป็นประเทศที่มี “วันคนโสด” (Singles Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เดือน 11 หรือ วันที่ 11 พ.ย. ของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นโสด และได้กลายเป็นวันจับจ่ายซื้อของทางออนไลน์และตามร้านค้าที่คึกคักที่สุดในโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...