โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อียิปต์ ตอน 2 : วิหารแห่งแสนยานุภาพและเหล่าทวยเทพ

The Momentum

อัพเดต 29 พ.ค. 2562 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 08.55 น. • คณา คชา

In focus

  • อัสวานเป็นอีกเมืองของอียิปต์ที่เต็มไปด้วยวิหารที่น่าสนใจ เช่น วิหารอาบูซิมเบล วิหารฟาโรห์รามเสสที่ ๒ วิหารราชินี เนเฟอร์ตารี และวิหารฟิเล เป็นต้น
  • แต่ละวิหารล้วนมีความเป็นมาน่าสนใจ ยกตัวอย่าง หารฟาโรห์รามเสสที่ ๒ สร้างขึ้นเพื่อมแสดงพลังอำนาจของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ แห่งราชวงศ์อาณาจักรอียิปต์ใหม่
  • ส่วนวิหารฟิเลสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์

 

เพื่อนร่วมทางสะกิดให้ฉันมองไปที่ทะเลทรายเวิ้งว้างที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทางถนน

“นั่นใช่น้ำหรือเปล่า”

ฉันเพ่งมองไปตามที่เจ้าตัวชี้ชวน ท่ามกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไปจรดขอบฟ้าอีกด้าน ปรากฏสีฟ้าสวยแทรกให้เห็นเป็นริ้วยาว

“จริงด้วยน้ำ”  ก่อนที่จะขมวดคิ้วนึกขึ้นมาได้ ตลอดเส้นทางที่นั่งรถผ่านทะเลทรายมา ไม่มีแหล่งน้ำเลยนี่นา  จึงเพ่งมองอีกครั้ง ก่อนที่ใครอีกคนจะร้องขึ้นมา

“ไม่ใช่ นั่นมันมิราจ”

สิ้นเสียงร้อง ทุกคนนึกวาบรู้ในฉับพลัน มิราจ….  ปรากฏการณ์ภาพลวงหลอกตาที่ไม่มีจริง ร่ำเรียนมาแต่เล็กแต่น้อย เพิ่งจะได้เห็นของจริงก็คราวนี้

อากาศที่หนาวเย็น แต่แดดร้อนระอุกระทบผิวทราย สร้างอุณหภูมิที่แตกต่าง ทำให้คลื่นแสงหักเห (ตามตำราเป๊ะ) จนเกิดภาพลวงตา  เป็นปรากฏการณ์เล็ก ๆ บนผืนทะเลทรายที่สร้างแรงกระเพื่อมระหว่างเดินทางให้ส่งเสียงร้องกันวิ้วว้าว บางคนหยิบกล้องขึ้นมาจะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก หากภาพลวงก็เป็นภาพลวง พยายามจะเก็บภาพอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกว้าว… ว่าในที่สุดก็ได้พบปะเจอะเจอหน้าตาเพื่อนที่รู้จักกันมานานตั้งแต่วัยเด็กเสียที ว่ารูปร่าง หน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนที่เคยจินตนาการไว้ไหม

นั่นเป็นแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ระหว่างทาง  ก่อนที่จะได้ตื่นตาเต็มที่ เมื่อถึงวิหารอาบูซิมเบลที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองอัสวานติดกับประเทศซูดาน  

พื้นที่ทะเลทรายละแวกนี้เคยเป็นดินแดนของชาวนูเบียน ก่อนที่จะถูกยึดและปกครองโดยราชอาณาจักรอียิปต์  วิหารแห่งนี้จึงสร้างขึ้นอย่างใหญ่โต โดยมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นที่จะอวดให้เห็นถึงพลังอำนาจของราชวงศ์อียิปต์ เป็นการข่มขวัญชนพื้นเมืองในพื้นที่หากคิดจะตีตัวออกห่าง หรือก่อกบฏ

ผู้สร้างวิหารแห่งนี้คือฟาโรห์รามเสสที่ ๒ แห่งราชวงศ์อาณาจักรอียิปต์ใหม่

วิหารอาบูซิมเบล เป็นวิหารแปลก มองจากภายนอก เหมือนมีภูเขาหินตั้งอยู่ตรงหน้าสองลูก จนเพ่งมองดี ๆ จึงจะเห็นว่าภูเขาหินทั้งสองลูกนั้นด้านหน้ามีการแกะสลักหินประดับเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ และมีช่องทางเข้าไปด้านใน ที่ได้รับการขุดเจาะจนกลายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่

ภูเขาหินทั้งสองลูก คือวิหารใหญ่ ๒ หลัง

หลังแรกที่มีขนาดใหญ่กว่าคือวิหารฟาโรห์รามเสสที่ ๒ และวิหารที่มีขนาดเล็กกว่าคือวิหารราชินี เนเฟอร์ตารี (Nefertari)

ด้านหน้าวิหารฟาโรห์รามเสสที่ ๒ มีประติมากรรมหินสลักขนาดมหึมาเป็นรูปฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ในท่าประทับนั่งขนาดใหญ่ ๔ รูป รูปปั้นเหล่านี้ช่วยเติมจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของเหล่าฟาโรห์แห่งราชอาณาจักรอียิปต์ให้เห็นแจ่มชัดขึ้น และที่สะดุดตาคือเคราด้านใต้คาง ที่เพิ่งจะได้ความรู้ใหม่จากไกด์ที่นี่ว่าเคราที่เห็นนั้นเป็นเคราปลอม เป็นเครื่องประดับในยุคสมัยนั้นที่สื่อถึงอำนาจขององค์ฟาโรห์

ด้านหน้าวิหารฟาโรห์รามเสสที่ ๒

เมื่อเข้าไปด้านใน พบห้องโถงขนาดใหญ่มีรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ ๒ แปดรูปตั้งขนาบเป็นเสาค้ำยันเพดานในลักษณะแถวคู่หันหน้าเข้าหากัน ภาพสลักผนังเน้นเล่าเรื่องราวการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ เข้ากับวัตถุประสงค์ของวิหารแห่งนี้ที่ต้องการอวดโอ่พลังอำนาจแห่งองค์ฟาโรห์ และราชอาณาจักรอียิปต์

จากห้องโถงกลางนี้เองนำไปสู่ห้องที่อยู่ด้านในสุด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเทพเจ้าสี่องค์ ที่พิเศษคือในหมู่เทพเจ้าทั้งสี่องค์  รูปปั้นเทพเจ้าองค์ที่สองนับถัดจากขวามือเป็นรูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ แสดงให้เห็นการยกตนเทียบเท่ากับเทพเจ้าขององค์ฟาโรห์

ประติมากรรมหินสลักรูปฟาโรห์รามเสสที่ ๒

ถึงตอนนี้ไกด์ได้อธิบายอย่างภาคภูมิใจถึง ความเจริญก้าวหน้าด้านการคำนวณวันและเวลาของอารยธรรมอียิปต์โบราณ เพราะในวิหารแห่งนี้จะมีปรากฏการณ์พิเศษทางธรรมชาติเกิดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในวันดังกล่าวแสงอรุณแรกของวันจะสาดเข้ามายังใจกลางห้องที่เป็นสถานที่สักการะแห่งนี้ เพื่อปลุกให้รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ฟื้นมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง จะเว้นก็แต่รูปปั้นที่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือสุด ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความมืดมิด จึงตั้งใจสร้างตรงบริเวณที่แสงสว่างส่องกระทบไปไม่ถึง

และถึงแม้วิหารอาบู ซิมเบลแห่งนี้จะไม่ใช่วิหารดั้งเดิม หากถูกขนย้ายขึ้นมาสร้างใหม่เพื่อหนีภัยน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ปรากฏการณ์นี้ยังคงอยู่ เพียงแต่วันเวลาในการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเคลื่อนเปลี่ยนไปเท่านั้น

*รูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ ๒ แปดรูปตั้งขนาบเป็นเสาค้ำยันเพดานในลักษณะแถวคู่หันหน้าเข้าหากัน *

 

ถัดจากวิหารฟาโรห์ รามเสสที่ ๒ เป็นวิหารวิหารราชินีเนเฟอร์ตารี ผู้เป็นมเหสีเอก ด้านหน้าของวิหาร เป็นประติมากรรมหินสลักฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ในท่าประทับยืน 4 รูป และรูปสลักราชินี เนเฟอร์ตารี ในท่าประทับยืนสองรูป และตรงนี้เองที่ไกด์ได้ให้ข้อมูลส่วนตัวขององค์ฟาโรห์รามเสสที่ ๒  ที่ไม่น่าเชื่อว่า วันเวลาผ่านไปกว่าสามพันปีแล้ว นักโบราณคดียังตามแกะ ตามเก็บข้อมูลได้อีกว่า ฟาโรห์พระองค์นี้ครองราชย์ยาวนานถึง 67 ปี มีมเหสีเอก 8 นาง สนมรองอีกราว 200 นาง และมีโอรสและธิดาอีกกว่า 150 องค์ แรกนั้นไม่ได้สนใจเรื่องนี้กันเท่าไร แต่ไกด์ของคณะเรา เมื่อเอ่ยถึงฟาโรห์รามเสสที่ ๒ เป็นต้องเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษแล้วระหว่างที่เราอยู่ในเขต Upper Egypt สิ่งก่อสร้างสำคัญ ๆ หลายแห่งก็มักจะเกี่ยวโยงถึงฟาโรห์พระองค์นี้ (ก็ครองราชย์ตั้งยาวนานนี่นะ) ทำให้ไกด์มีโอกาสพูดย้ำถึงเรื่องนี้อีกหลายครั้งหลายหน

วิหารราชินีเนเฟอร์ตารี นั้นนอกจากจะสร้างอุทิศให้กับพระนางเนเฟอร์ตารีที่เป็นมเหสีองค์โปรด ยังสร้างเพื่อบูชาเทพีฮาธอร์ (Hathor) หนึ่งในเทพีองค์สำคัญองค์หนึ่งของอียิปต์ ตรงเสาภายในวิหารจึงประดับไปด้วยภาพสลักของเทพีฮาธอร์ ที่มีใบหน้าเป็นสตรีแต่หูเป็นหูวัว และเน้นภาพสลักถวายเครื่องบูชาแด่เทพเจ้าองค์ต่าง ๆ

วิหารราชินีเนเฟอร์ตารี

ภายในวิหารราชินีเนเฟอร์ตารี รุปสลักบนเสาเป็นรูปหน้าเทพีฮาธอร์

ถัดจากวิหารวิหารอาบูซิมเบล  ในเมืองอัสวานยังมีวิหารสำคัญอีกแห่งหนึ่งนั่นคือวิหารฟิเล วิหารแห่งนี้เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และผู้ให้กำเนิด

นอกจากนี้วิหารแห่งนี้จึงมีภาพสลักของเทพโอซีริส (Osiris) ผู้เป็นพระสวามี เทพเหยี่ยวฮอรัส (Horus) ผู้เป็นโอรส และ เทพีฮาธอร์ ผู้เป็นลูกสะใภ้

เหนือผนังป้อมประตูทางเข้าสู่วิหารขนาดใหญ่นั้น มีรูปแกะสลักของเทพีไอซิส เทพีฮาร์ธอร์ และ เทพเหยี่ยวฮอรัส ภาพของเทพีฮาธอร์เหนือประตูทางเข้าต่างจากภาพเทพีฮาธอร์ที่วิหารเนเฟอร์ตารีที่มีใบหน้าเป็นสตรีแต่หูเป็นหูวัว ที่นี่เทพีฮาธอร์มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับเทพีไอซิสจนแทบแยกไม่ออก ทั้งสองพระองค์สวมเครื่องประดับศรีษะที่มีเขาอยู่สองข้างและมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง  สำหรับเทพเหยี่ยวฮอรัสนั้นสังเกตง่าย เพราะลำตัวนั้นเป็นคน แต่ศรีษะเป็นรูปนกเหยี่ยวสวมมงกุฏรูปกรวยทรงสูง

ผนังตรงป้อมประตูด้านขวามือ เป็นภาพเทพีฮาเธอร์ เทพเหยี่ยวฮอรัส และเทพีไอซิส

ด้านในวิหารฟิเล

ภายในวิหาร ภาพสลักผนังนั้นค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นภาพกษัตริย์ถวายเครื่องบูชาแก่เทพเจ้า หากสนุกกับการดูภาพสลักเหล่านี้จะได้พบเจอเทพีไอซิสที่ถือสัญลักษณ์คล้ายไม้กางเขนที่เรียกว่าอังค์ (Ankh)  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตอยู่ทั่วไป หากเทพีไอซิสให้สัญลักษณ์นี้แก่ใคร เปรียบเหมือนการมอบชีวิตให้กับผู้นั้น จริง ๆ อังค์ นั้นไม่ได้ผูกขาดว่าจะต้องถือโดยเทพีไอซิส เทพหลาย ๆ องค์ต่างก็ถือสัญลักษณ์นี้เช่นกัน แต่เทพีไอซิสเป็นเทพที่ถูกสลักหรือวาดให้ถืออันคท์บ่อยครั้งมากกว่าองค์อื่น คงเป็นเพราะเข้ากับตำนานที่เล่าขานกันว่าพระองค์เป็นผู้ปลุกฟื้นคืนชีพให้กับพระสวามีเทพโอซิริสที่ถูกน้องชายลอบปลงพระชนม์

หลายภาพที่เทพีไอซิสจะอยู่เคียงข้างกับเทพโอซีริสผู้เป็นพระสวามี วิธีสังเกตุเทพโอซิริสนั้นให้สังเกตุที่เครื่องประดับศรีษะที่มีลักษณะเป็นมงกุฏรูปกรวยทรงสูง  และตรงพระหัตถ์จะถือแส้และตะขอ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการต้อนแกะของคนเลี้ยงแกะ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เดียวกับที่องค์ฟาโรห์ถือ แสดงนัยยะถึงพลังอำนาจในการควบคุมดูแลประชาชน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเทพโอซีริสเคยเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนอียิปต์ ขณะที่ร่างกายท่อนร่างนั้นพันด้วยผ้าเหมือนมัมมี

เหมือนมัมมี!!

นั่นเป็นเพราะจากตำนานเรื่องเล่าของเทพโอซิริสแล้ว พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์โดยน้องชาย และศพถูกตัดหั่นเป็นชิ้น ๆ  ทิ้งกระจัดกระจายไปทั่ว เทพีไอซิสผู้เป็นชายาจึงได้ตามเก็บชิ้นส่วนเหล่านั้นนำมาพันประกอบเป็นมัมมีด้วยผ้าลินินสีขาวแล้วร่ายเวทย์เสกให้เทพเจ้าโอซีริสฟื้นคืนขึ้นมาจากความตาย นั่นเท่ากับว่าเทพโอซีริสเป็นมัมมีร่างแรกของอียิปต์

เทพีไอซิสและเทพโอซิริส

เทพอีกองค์หนึ่งที่พบรูปสลักที่วิหารแห่งนี้คือเทพเบส (Bes) เป็นเทพที่จดจำได้ง่ายเพราะต่างจากเทพองค์อื่นอย่างชัดเจน ด้วยตัวที่เตี้ยเล็ก เศียรโต แถมยังอยู่ในท่าแลบลิ้น มองแล้วรู้ทันทีว่าเป็นเทพเบสแน่ ๆ ท่าทางแปลก ๆ ที่แลบลิ้นนั้นเพื่อข่มขู่ภูตผีปิศาจเพื่อปกป้องคนในบ้านที่หลับไหลและคนท้อง

ภาพสลักบนผนังของอารยธรรมอียิปต์โบราณนั้น จะนำเสนอในมุมที่แสดงคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจน เมื่อสลักภาพร่างกายมนุษย์จึงสลักให้เหมือนยืนด้านข้าง เพื่อแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของแขนและขา แต่พอส่วนท่อนบนของร่างกายกลับสลักให้เห็นชัดเจนจากด้านหน้า เพือแสดงให้เห็นว่าแขนเชื่อมกับลำตัวอย่างไร ครั้นพอถึงใบหน้าและศรีษะกลับสลักจากด้านข้าง เพราะเป็นมุมที่จะแสดงเค้าโครงใบหน้าและศรีษะได้ชัดเจนที่สุด แต่ดวงตานั้นจะวาดให้เห็นเต็มตาจากด้านหน้า

เทพเบส (Bes) 

ภาพสลัก หรือภาพวาดของอารยธรรมอียิปต์โบราณจึงค่อนข้างแปลกและมีเอกลักษณ์ชัดเจน จะมีก็รูปสลักของเทพเบสที่สลักแสดงภาพจากมุมมองด้านหน้า ถ้าให้เดาจากท่าแลบลิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ก็แอบคิดไม่ได้ว่าถ้าสลักหรือวาดภาพใบหน้าและศรีษะจากด้านข้าง จะวาดให้เห็นเป็นรูปลิ้นได้ลำบาก

วิหารฟิเลนั้น สร้างขึ้นในยุคสมัยของราชวงศ์ปโตเลมี ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอียิปต์ก่อนจะถูกยึดครองโดยอาณาจักรโรมัน และเมื่ออาณาจักรโรมันเข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้  ความเชื่อ ความศรัทธาที่ต่างกัน ทำให้เปลี่ยนวิหารหลายแห่งให้กลายเป็นวิหารทางศาสนาคริตส์และวิหารฟิเลก็เป็นหนึ่งในนั้น ร่องรอยดังกล่าวปรากฏเป็นรูปแกะสลักไม้กางเขนสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ทับภาพแกะสลักดั้งเดิมให้เห็นกระจายไปทั่วตัววิหาร และที่น่าทึ่งก็คือสัญลักษณ์อังค์ ที่ถือโดยเทพีไอซิสนั้น ช่างคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ไม้กางเขนของศาสนาคริสต์อย่างน่าอัศจรรย์

เครดิตภาพ: krispm3

อ่านอียิปต์ ตอน 1 ได้ที่ : https://themomentum.co/nile-river-egypt-episode-1/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...