โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝนตกควรระวัง ถ้าโดนสัตว์กัด ต้องชัดว่าเป็นงูหรือไม่

The Momentum

อัพเดต 07 มิ.ย. 2562 เวลา 11.53 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2562 เวลา 11.53 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • หากโดนสัตว์กัดบนพื้นดินหรือตามพุ่มไม้ บางคนอาจโดนกัดบนที่นอนเพราะอยู่บ้านชั้นเดียว อย่างน้อยควรแยกได้ว่าเป็นงูหรือไม่ เพราะการรักษาต่างจากสัตว์ชนิดอื่น โดยเฉพาะงูพิษ ดังนั้นหากสามารถนำตัวงูมาด้วยก็จะดีมาก แต่ถ้าไม่ได้หรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ให้รีบมา รพ.โดยเร็ว
  • งูพิษที่พบในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลคืองูเขียวหางไหม้ซึ่งเป็นงูที่มีพิษต่อระบบเลือด ทำให้เลือดออกง่ายหยุดยาก การรักษาจึงต้องนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล และเจาะเลือดติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดทุก 6 ชั่วโมงในวันแรก และวันละ 1 ครั้งจนครบ 3 วันหลังโดนกัด
  • ในขณะที่งูอีกชนิดที่อาจพบตามชานเมืองและต่างจังหวัดคืองูเห่าซึ่งเป็นงูที่มีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง การรักษาจึงต้องนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาลจนครบ 24 ชั่วโมงถึงจะปลอดภัย เพราะถ้าหากมีอาการหายใจไม่ออกจะสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที
  • เซรุ่มต้านพิษงูไม่ได้ให้กับคนไข้ที่ถูกงูกัดทุกราย แต่ให้เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรงตามข้อบ่งชี้ของยาเท่านั้น

“ก็ที่โดนตัวอะไรไม่รู้กัดเมื่อวันก่อนไง”  พี่ผู้หญิงตอบ ก่อนจะย้อนถามมว่า “คุณหมอจำได้รึเปล่า”

เวลามาตรวจตามนัดที่แผนกผู้ป่วยนอก ผมมักจะถามคนไข้ว่า “วันนี้หมอนัดมาทำอะไรเอ่ย” ก่อนเป็นอย่างแรกเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของคนไข้ที่มีต่อโรคของตนเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งบางครั้งผมก็ไม่ได้เป็นคนนัดเอง แต่เป็นคนไข้นัดในเวรของหมอท่านอื่น หรือนัดมาตรวจติดตามจากแผนกผู้ป่วยในหลังจากให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านมาแล้ว การถามเช่นนี้จึงยังช่วยให้ผมทราบว่าหมอคนก่อนแจ้งการวินิจฉัยหรือแผนการรักษากับคนไข้ไว้ประมาณไหน ครั้งนี้ก็จะได้อธิบายต่อเนื่องกัน

ผมรีบเปิดอ่านประวัติคนไข้ในคอมพิวเตอร์ แป๊บเดียวก็นึกออก “อ๋อ พี่ที่กำลังจะออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเมื่อคืนนั้น แต่โดนกัดที่เท้าเข้าซะก่อน”

คืนนั้นเป็นเวรครั้งสุดท้ายของผมที่โรงพยาบาลชุมชน ก่อนจะไปเรียนต่อ ซึ่งตามความเชื่อของหมอและพยาบาลแล้ว เวรนี้จะต้อง ‘เยิน’ มากอย่างแน่นอน (น่าจะมาจากคำว่า ‘ยับเยิน’ หมายถึงเวรที่มีเคสหนักหรือมีเคสเยอะจนไม่มีเวลาพัก) เพราะถือเป็นเวรส่งท้ายหมอเก่า (อีกเวรที่เชื่อกันคือเวร ‘รับน้อง’ ต้อนรับหมอใหม่) ทำให้ผมหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

ทว่าปลายเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ค่ำวันนั้นมีฝนตกหนักจนไม่มีผู้คนอยู่บนท้องถนน เคสอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนที่เคยเยอะกลับไม่มี ส่วนเคสเจ็บป่วยเล็กน้อยก็คงไม่คุ้มที่จะขับรถฝ่าห่าฝนออกมา ม้านั่งสำหรับผู้ป่วยและญาติหน้าห้องฉุกเฉินจึงร้างราวกับโรงพยาบาลปิดทำการ

แต่ฝนก็ไม่ได้ตกหนักตลอดทั้งคืน จำได้เลยว่าพอฝนซา ผมเดินกลับจากดูเคสคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยในก็ได้รับรายงานจากพยาบาลห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉินว่า “มีเคสคนไข้โดนสัตว์ไม่ทราบชนิดกัด 1 ราย”

หากโดนงูพิษกัดจะต้องนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล

“โดนกัดตรงไหนนะครับ” ผมเดินเข้าไปตรวจที่เตียง คนไข้ลุงขึ้นมานั่งแล้วชี้ไปที่เท้าข้างซ้าย ซึ่งถ้าเห็นเป็นรอยเขี้ยวพิษชัดเจนก็จะบอกได้ทันทีว่าเป็นงู แต่ของคนไข้เป็นรอยถลอกเล็กๆ ใกล้กับตาตุ่มด้านนอก จึงอาศัยประวัติจากคนไข้เพิ่มเติม “แล้วพอจะเห็นตัวมั้ย”

คนไข้ส่ายหน้าเพราะโดนกัดตรงทางเดินหน้าบ้านที่ไม่มีไฟส่องสว่าง

“เห็นรางๆ ก็ได้ครับว่าใช่งูหรือไม่ใช่งู” เพราะประเด็นสำคัญของภาวะโดนสัตว์กัดตามพื้นดินหรือพุ่มไม้ (บางคนโดนกัดในที่นอน เพราะเป็นบ้านชั้นเดียว) อยู่ที่ถ้าหากโดนงูกัดจะต้องนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล ยกเว้นแน่ใจว่าเป็นงูไม่มีพิษ ในขณะที่ถ้าเป็นแมงหรือแมลงอื่น เช่น ตะขาบ จะสามารถให้กลับบ้านได้พร้อมกับยารักษาตามอาการ เนื่องจากพวกนี้จะทำให้มีอาการปวดหรืออาการแพ้เฉพาะตรงบริเวณที่กัดเท่านั้น

งูพิษบนบกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. งูที่มีพิษต่อระบบประสาทตอนเรียนมีสูตรท่องจำว่า “จง-เห่า-สาม-คลา” ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า (2 ตัวนี้แผ่แม่เบี้ยได้ แต่งูจงอางพบในป่าลึก) งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา ทำให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น หนังตาตก พูดไม่ชัด กลืนลำบาก หายใจไม่ออก

งูพิษในประเทศไทย (ที่มาข้อมูล: กรมการแพทย์/ ภาพประกอบ: จิดาภา วิชัยพันธ์)

และ 2.งูที่มีพิษต่อระบบเลือดได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ (ตัวนี้เจ้าประจำ) ทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก มักเป็นจ้ำเลือดหรือถุงน้ำมีมีเลือดออกตรงบริเวณที่ถูกกัด หรือเลือดออกตามไรฟัน ส่วนพิษงูแมวเซายังทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและเกิดภาวะไตวายตามมา

งูพิษในประเทศไทย (ที่มาข้อมูล: กรมการแพทย์/ ภาพประกอบ: จิดาภา วิชัยพันธ์)

สำหรับการรักษาขึ้นอยู่กับว่าเป็นหรือ ‘สงสัย’ ว่าเป็นงูพิษกลุ่มไหน ดังนั้นถ้าคนไข้สามารถเอาตัวมาให้ดูได้ก็จะดีมาก (แต่ต้องตีให้ตายด้วยนะครับ ฮ่าๆ—พูดเป็นเล่นไป เคยเจอคนไข้จับตัวเป็นๆ ใส่ถุงมาก็มี) แต่ถ้าไม่ได้เอามาหรือไม่ทราบชนิด หมอก็จะรักษาแบบครอบคลุมงูทั้ง 2 กลุ่ม

โดยกลุ่มที่มีพิษต่อระบบประสาทจะต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจนครบ 1 วัน เพราะพิษจะทำให้มีอาการระหว่าง 30 นาที-16 ชั่วโมงหลังโดนกัด และอาการที่รุนแรงที่สุดคือกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการหายใจอ่อนแรงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หากให้กลับไปสังเกตอาการที่บ้านอาจช่วยเหลือไม่ทันท่วงที

ส่วนกลุ่มที่มีพิษต่อระบบเลือดจะต้องสังเกตอาการเลือดออก และถูกเจาะเลือดเพื่อตรวจการแข็งตัวของเลือดทุก 6 ชั่วโมงในวันแรก = 24/6 ชั่วโมง = 4 ครั้ง! (เข้าใจว่าไม่มีใครอยากเจ็บตัว แต่เพราะจำเป็นจริงๆ) หลังจากนั้นหากผลปกติจะเจาะอีกวันละ 1 ครั้งจนครบ 3 วันหลังโดนกัด เพราะพิษกลุ่มนี้อยู่ในร่างกายได้นานกว่า

ดังนั้นเมื่อรวมการรักษาของทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกัน คนไข้จะต้องนอนรพ.อย่างน้อย 1 วัน และต้องกลับมาเจาะเลือดวันละครั้งอีก 2 วัน (โปรโมชันจัดเต็ม)

“เมื่อไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดไหน และมีโอกาสที่จะเป็นงูพิษ ก็ต้องนอนโรงพยาบาลนะครับ” ผมแจ้งแผนการรักษากับคนไข้

เซรุ่มแก้พิษยางูไม่จำเป็นต้องให้ทุกราย

“โรงพยาบาลไม่มีเซรุ่มหรอคะ” บังเอิญว่าพี่ผู้หญิงท่านนี้ไม่ได้ถามผม แต่มักเป็นคำถามที่คนไข้มักจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่ให้เซรุ่ม—ยาต้านพิษงูไปเลย (สงสัยเหมือนกันใช่มั้ยครับ เพราะผมไม่ได้พูดถึงข้างบนเลย)

อย่างแรกก็เพราะว่าเซรุ่มมีเฉพาะเจาะจงกับงูแต่ละชนิดหรืองูแต่ละกลุ่ม ถ้าไม่ทราบชนิดงูหรืออาการยังไม่ชัดเจนว่าเกิดจากพิษกลุ่มใด (อาการเฉพาะที่ เช่น บวมเกิดขึ้นได้กับสัตว์เกือบทุกตัว) ก็ยังไม่สามารถให้ได้

อย่างที่ 2 คือตามสถิติแล้วสามารถแบ่งคนไข้ที่ถูกงูพิษกัดออกเป็น 3 ส่วน กล่าวคือส่วนแรก ถึงโดนกัดก็จะไม่ได้รับพิษเลย ส่วนถัดมาได้รับพิษน้อยมาก ทำให้เกิดอาการเฉพาะที่เท่านั้น ส่วนสุดท้ายถึงจะได้รับพิษเข้าสู่กระแสเลือดและมีอาการทั่วร่างกาย

ซึ่งตามแนวทางการรักษาของไทยก็ระบุข้อบ่งชี้ไว้ว่าคนไข้จะต้องมีอาการอย่างไร หรือค่าเลือดเท่าไรถึงจะจำเป็นต้องได้รับเซรุ่ม ซึ่งมีหลายข้อ จึงไม่ขอกล่าวถึงในบทความนี้นะครับ แต่ถ้าใครหากยังคับข้องใจขอให้สอบถามจากหมอเจ้าของไข้อีกทีครับ

อย่างพี่ผู้หญิงรายนี้ก็ได้รับอนุญาตให้กลับไปสังเกตอาการต่อที่บ้านในช่วงเย็นของวันถัดมา โดยไม่ได้รับเซรุ่มแต่อย่างใด และมีนัดมาตรวจเลือดซ้ำในวันนี้

  …

“อ๋อ พี่ที่กำลังจะออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเมื่อคืนนั้น แต่โดนกัดที่เท้าเข้าซะก่อน” ผมเปิดอ่านประวัติคนไข้ย้อนหลังในคอมพิวเตอร์ แป๊บเดียวก็นึกออก

“ออกไปซื้อขนมค่ะ” คนไข้แก้ความจำของผมใหม่ (ต้องขอโทษด้วยครับ เพราะประวัติส่วนนี้ผมไม่ได้พิมพ์เก็บไว้) พร้อมแจ้งข่าวดีว่า “แต่วันนี้รู้ตัวแล้ว น่าจะเป็นงูเขียวหางไหม้ เพราะเช้ามามันยังอยู่ที่เดิม แฟนเลยเอาไม้ตีตายไปแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็มาถูกทางแล้วครับ”

“อ่อ แต่เท้าก็ยังดูบวมๆ อยู่นะคะ” คนไข้บอกพร้อมกับทำท่าพลิกเท้าให้ดู ผมจึงหันลงไปมองเท้าคนไข้ว่าไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ “วันนี้ค่าการแข็งตัวของเลือดปกตินะครับ”

“แต่อย่างที่หมอข้างบนน่าจะบอกไปแล้วว่าพิษของงูเขียวหางไหม้อยู่ได้ 3 วัน ถึงยังไงก็ต้องมาเจาะเลือดพรุ่งนี้อีกที”

“ได้ค่ะ”

 

แหล่งข้อมูล

  • พลภัทร โรจน์นครินทร์ Emergency management of snake bites. ใน กำพล สุวรรณพิมลกุลและคณะ บรรณาธิการ Emergency in Medicine. กรุงเทพฯ: ปริ้นท์แอนด์มอร์, 2560. หน้า 223-236.
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...