โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

บนเส้นทางการพัฒนา กุญแจความสำเร็จ...ในการขับเคลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2565 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 00.02 น.

คอลัมน์ CSR Talk ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

สวัสดีค่ะ ปี 2020 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับบริษัทต่าง ๆ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บางบริษัทที่ประสบปัญหาผลประกอบการลดลง เริ่มมีคำถามว่าจะยังสามารถดำเนินธุรกิจโดยการรักษาสมดุลของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร แล้วจากนี้เส้นทางของการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของบริษัทจะดำเนินไปในทิศทางใด และปัจจัยสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในองค์กรให้สำเร็จมีอะไรบ้าง

ในอดีตนั้นหลาย ๆ องค์กรเคยเข้าใจว่า ธุรกิจจำเป็นต้องมีรายได้ มีผลกำไรก่อน แล้วจึงค่อยมาคิดเรื่องความยั่งยืน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อเกิดเหตุการณ์โรคระบาดขึ้น หลาย ๆ ธุรกิจเริ่มตระหนักว่าอันที่จริงแล้ว การดำเนินธุรกิจบนแนวทางแห่งความยั่งยืนต่างหากที่ทำให้ธุรกิจมีเงิน นั่นคือในสถานการณ์ปกติธุรกิจจะสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง และเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เหตุการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 แนวคิดความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการและประคองตัวให้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้

ทั้งนี้ สาเหตุหลักประการหนึ่งที่สร้างให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ต้องมีเงินก่อนจึงค่อยทำเรื่องความยั่งยืนนั้น เพราะในอดีตเมื่อเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาสู่ความยั่งยืน หรือความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น จะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรม หรือ initiative based เป็นหลัก โดยที่กิจกรรมนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวธุรกิจ และการทำกิจกรรมคือการใช้เงิน

จากยุค initiative based มาสู่ยุคที่เริ่มนำมาตรฐาน หรือ standard ต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นยุค strategic based โดยมาตรฐานที่สำคัญในยุคนี้คือ ISO 26000 ที่ระบุว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมกับชุมชนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการดูแลด้านสิทธิมนุษยชน การดูแลพนักงาน การใส่ใจคู่ค้า ลูกค้า การใส่ใจสิ่งแวดล้อม การมีธรรมาภิบาลที่ดี เป็นต้น ซึ่งในยุค strategic based นี้ จะเน้นให้การทำงานมีการเชื่อมโยงกับกระบวนการในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ถัดจากนั้นจึงมาสู่ยุคที่ธุรกิจต้องเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า ธุรกิจของเราคงอยู่เพื่ออะไร เพื่อสร้างกำไรสูงสุด หรือเพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีสู่สังคมและประเทศชาติ หรือในสภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังประสบปัญหานานาประการทั้งเรื่องโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ธุรกิจของเราจะคงอยู่เพื่อช่วยลดปัญหาเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้น

เราเรียกยุคนี้ว่าเป็น purpose driven หรืออีกชื่อที่เราเริ่มจะได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงหลัง ๆ นี้ คือ high purpose หรือการเอาวัตถุประสงค์ หรือความมุ่งมั่น (commitment) ที่องค์กรของเราจะดำรงอยู่ในสังคม เป็นตัวนำในการดำเนินธุรกิจให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน

โดยตัว high purpose นี้ จะเข้าไปเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการดำเนินธุรกิจในการทำงานของตนเอง (transformation and change management) พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมองค์กร (culture) ที่ต้องคำนึงถึงวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น หรือพันธสัญญาที่บริษัทให้ไว้ในทุก ๆ ขั้นตอนการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกลยุทธ์ เพื่อให้ตอบ high purpose ที่ตั้งไว้ การบริหารจัดการต่าง ๆ ตลอดจนการสร้างสรรค์กิจกรรมของธุรกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อองค์กรตั้งใจที่จะนำเรื่อง high purpose หรือ purpose driven มาใช้แล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสู่ความยั่งยืนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้นั้น ประการแรกคือการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

ต่อมาคือการกำหนด high purpose แห่งความยั่งยืนขององค์กรเราให้ชัดเจนว่าคืออะไร แล้วจึงมาพัฒนากระบวนการในการดำเนินธุรกิจ (business model) และห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ขององค์กร เพื่อให้ตอบสนองต่อ high purpose ที่ได้กำหนดไว้ พิจารณากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่ามีใครบ้าง และเราจะพัฒนาเพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจ หรือห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรให้ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องใช้แนวทางในการบริหารจัดการ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

จะเห็นได้ว่าเมื่อองค์กรนำ high purpose มานำในการดำเนินธุรกิจ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนในแทบทุกส่วนของกระบวนการทำงานโดยภาพรวม ตั้งแต่องค์กรจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อสามารถทำงานไปในแนวทางเดียวกัน มีการทำงานที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ high purpose ขององค์กร

แต่ยังสามารถแข่งขันได้ หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ออกมาต้องได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น ตลอดจนการกำกับดูแลต่าง ๆ ที่จะสามารถตรวจสอบการดำเนินงานและมีความโปร่งใส ทั้งการวัดผล การวิเคราะห์ผล หรือการประเมินผลต่าง ๆ ซึ่งขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เหล่านี้คือ การบูรณาการ (integrated) แนวคิดด้านความยั่งยืน เข้าไปในการดำเนินธุรกิจขององค์กรนั่นเอง

อย่างไรก็ดี อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่าแม้องค์กรจะมีการดำเนินงานในลักษณะนี้แล้ว แต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งสำหรับการพัฒนาสู่ความยั่งยืนนั้น เมื่อมีการรวมแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปในการทำงานแล้ว ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยน หรือ transformation ผ่านภาวะผู้นำ เพื่อให้คนในองค์กรตระหนักถึงความจริงจังที่องค์กรต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลง เชื่อและยินดีที่จะร่วมปฏิบัติเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแนวทางที่อยู่ในกระดาษ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร (culture) ขึ้น

สรุปกันอีกครั้งว่า ปัจจัยที่จะทำให้การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนในองค์กรสำเร็จ ได้แก่

(1) การบูรณาการ (integrated) แนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านเนื้อหา (content) เพื่อสร้างความเข้าใจ และการกำกับดูแลต่าง ๆ (structure)

(2) การเปลี่ยนแปลง (transformation) ผ่านภาวะผู้นำ (leadership) และวัฒนธรรมองค์กร (culture)

ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถเข้าไปฟังเนื้อหาในตอนนี้ได้ทาง YouTube channel ของสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (SBDi) ผ่าน QR code และขอขอบคุณ อาจารย์อนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบัน SBDi สำหรับเนื้อหานี้ค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...