โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อาการไอมีกี่แบบ แบบไหนควรรีบไปพบแพทย์ ?

GedGoodLife

เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 11.41 น. • Ged Good Life ชีวิตดีดี

การไอ คือ หนึ่งในอาการของโรคที่พบบ่อยที่สุด ที่ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย ต่างต้องพบเจอตลอดชั่วอายุขัยกันทั้งนั้น เพราะการไอเป็นกลไกของร่างกายโดยธรรมชาติ ที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ ส่วน อาการไอจะมีกี่แบบ แบบไหนต้องพบแพทย์ มาติดตามกันเลย

การไอ กลไกปรับสมดุลธรรมชาติของมนุษย์

โดยปกติ คนเราหายใจเอาอากาศเข้าออกผ่านปอดวันละ ประมาณ 8,000 – 12,000 ลิตรต่อวัน ในปริมาณจำนวนมากมายที่ว่านั้นแน่นอนว่า คงไม่ได้มีเพียงอากาศบริสุทธิ์อยู่เท่านั้น แต่ยังปะปนไปด้วยของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เช่นมลภาวะทางอากาศที่เป็น เชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่าง ๆ ซึ่งร่างกายได้สร้างวิธีกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกไป หนึ่งในกระบวนการที่ว่านั้นก็คือ การไอ นั่นเอง

ได้ยินแบบนี้แล้ว การไอ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวเท่าใดนัก หากแต่มีอาการไออยู่บางประเภทที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ไอเอง รวมถึงก่อให้เกิดความรำคาญรบกวนคนรอบข้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการไอของคุณมีสิ่งแอบแฝงปลอมปนออกมา ส่งต่อให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบได้รับเชื้อโรคร้ายนั้นไปด้วย

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของข้อมูลที่เรานำมาเสนอวันนี้ อาการไอมีกี่แบบ แบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

ไอแบบธรรมชาติ / ไอจาม จากภูมิแพ้

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ร่างกายได้สร้างกลไกขึ้นเพื่อตอบสนองสิ่งแปลกปลอมที่ลอดผ่านเข้ามาตามช่องทางเดินหายใจ อยู่หลายลำดับขั้นตอน เช่น บริเวณโพรงจมูก ขนจมูก ปราการด่านแรกที่คอยคัดกรองผงฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่มีขนาดเกินกว่า 10 ไมครอน ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน

ซึ่งหลายคนที่ชอบคิดว่าขนจมูกไม่ได้มีประโยชน์ และควรตัดเล็มออกให้หมดนั้น อาจต้องคิดดูใหม่อีกที หากสิ่งแปลกปลอมที่ว่านั้นมีขนาดเล็กกว่าที่กล่าว ก็จะสามารถแทรกผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่าง และเข้าสู่อวัยวะในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายต่อไป

ผู้ที่มีอาการของภูมิแพ้ ส่วนมากจะมีอาการไอ ในลักษณะแบบที่ว่านี้ คือ ไอแบบธรรมชาติ ที่ร่างกายพยายามขับสิ่งแปลกปลอมออกไป ลักษณะโดยทั่วไปของการไอ หรือบ้างก็เรียกว่า จาม แบบนี้จะมีลักษณะ อาการคัด หรือคันบริเวณโพรงจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำมูกไหลลงในคอเวลานอน บางคนอาการจะหายไป เมื่อออกจากบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือบางคนอาจมีอาการติดต่อกันจนทำให้มีอาการไอเรื้อรัง

ซึ่งโดยรวมแล้วการไอ ลักษณะนี้ อาการไอจะไม่ค่อยรุนแรง แต่อาการอื่น ๆ ข้างเคียง เช่น น้ำมูลไหล โดยเฉพาะไหลลงที่คอ กลับสร้างความทุกข์ทรมานได้มากกว่า เพราะมักจะตามมาด้วยการเกิดเสมหะ จนทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อจนระคายบริเวณลำคอ

ดังนั้นหากอาการภูมิแพ้ของคุณมีแนวโน้มว่าจะเรื้อรัง ควรรีบพบปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาการไอที่ต้นตอ ซึ่งก็คืออาการภูมิแพ้นั่นเอง

ในกลุ่มนี้ยังรวมถึงผู้ที่ไอ หรือกระแอมโดยที่ไม่มีโรค เรียกทางการแพทย์เรียกว่า Psychogenic หรือ Habit Cough การวินิจฉัยมักไม่พบว่ามีสาเหตุของการไออื่น แต่เป็นลักษณะทางกายภาพที่มีสาเหตุมาจากจิตใจ และพบว่ามีคนในสังคมจำนวนไม่น้อยที่มีอาการไอในลักษณะที่ว่านี้ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย ไม่ต้องมีการรักษา

การไอ

ไอแบบเรื้อรัง

หลายท่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า การไอของเรานั้น เรียกว่าจัดอยู่ในประเภทเรื้อรังได้แล้ว หรือไม่ แล้วอะไรที่เป็นตัวชี้วัดว่า เป็นการไอแบบเรื้อรัง ซึ่งตามหลักการแพทย์แล้วมักจะเรียกผู้ป่วยที่มี  อาการไอติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์ว่า ไอเรื้อรัง

ไอแบบเรื้อรังยังสามารถแบ่งแยกออกได้เป็นอีก 3 กลุ่ม ก็คือ

1. กลุ่มที่เป็นการไอที่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อของร่างกาย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือต่อมทอลซิลอักเสบ เป็นกลุ่มที่พบอาการไอเรื้อรังที่บ่อยที่สุด การอักเสบของเยื่อบุดังกล่าว ทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการไอไวมากขึ้น (cough hypersensitivity) กระตุ้นให้รู้สึกอยากไอตลอดเวลา

และช่วงหลังเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยมักจะยังคงมีอาการไอเรื้อรังหลงเหลือตามมาอยู่ได้ สั้นบ้าง ยาวบ้าง ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเอง และลักษณะทางกายวิภาคของแต่ละบุคคล ลักษณะอาการไอที่ปรากฎ จะเป็นการไอแห้ง หรือไอมีเสมหะก็ได้

บางรายที่ไอหนักมาก ๆ อาจทำให้ปวดเกร็งที่ศีรษะ เจ็บแน่นชายโครง ซึ่งก่อความทรมานยิ่งนัก และอาจกินเวลายาวนานถึง 3 – 4 สัปดาห์ได้ โดยเฉพาะถ้าพักผ่อนไม่พอ หรือใช้เสียงมากต่อเนื่องตลอดเวลา

ดังนั้นหากคุณอาการยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงหลังจากที่เป็นไข้หวัด หรือเกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณลำคอ หลอดลมอักเสบ นานเกินกว่า 1 เดือนแล้วละก็ ควรพิจารณาเข้าพบแพทย์เพื่อ สืบหาสาเหตุ ของอาการไอต่อไป หรือหากคุณมีอาการข้างเคียงที่บั่นทอนสุขภาพการนอนและการใช้ชีวิตประจำวันของคุณมากมาย เช่น ไอในที่ประชุมบ่อยครั้ง ก็ควรรีบพบแพทย์โดยไม่ต้องรอเช่นกัน

2. กลุ่มที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ปอด ได้แก่ การอักเสบเรื้อรังในปอด เช่น วัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง (Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด ถุงลมโป่งพอง จากการสูบบุหรี่ เป็นต้น

กลุ่มนี้มักจะพบอาการไอที่ผิดปกติอย่างสังเกตเห็นได้ชัด มีอาการไอเรื้อรัง นานเกิน 3 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกเจ็บเวลาหายใจหรือไอ ไอเป็นเลือด รู้สึกอ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น มีอาการเหงื่อออกในเวลากลางคืน น้ำหนักลด และความอยากอาหารลดลง ซึ่งคงไม่ต้องรอให้เกิดอาการครบดังที่ว่ามาดังกล่าวนี้ หากคุณรู้สึกว่าการไอของคุณมีความผิดปกติแตกต่างจากอาการไอที่เคยเป็นมา ก็ควรรีบ เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาวินิจฉัยอาการของโรคให้ชัดเจนต่อไป

3. กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่มีอาการไอแบบเรื้อรังแต่ผลเอกซเรย์ ไม่พบความผิดปกติบริเวณปอด ซึ่งเป็นกลุ่มที่การไอเป็นผลข้างเคียงมาจาก ความผิดปกติในส่วนอื่นของร่างกาย

- การไอจากโรคหอบหืด (Bronchial Asthma)

เป็นลักษณะการไอที่มาพร้อมความรู้สึกเหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ดแผ่วเบา แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่มีโรคหอบหืดชนิดที่ไม่รุนแรง ซึ่งอาการที่ปรากฎจะมีเพียงไอเรื้อรังเท่านั้น  ยังไม่เคยมีอาการหืดจับ หรือเหนื่อยง่ายเลย (พบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่เคยมีอาการหืดจับ)

- การไอในผู้ป่วยกรดในกระเพาะ และกรดไหลย้อน

ด้วยความผิดปกติของ ระบบทางเดินอาหารส่วนบน ช่องปาก ลำคอ หลอดอาหารส่วนต้น (Esophagus) โดยเฉพาะตรงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารส่วนต้นกับกระเพาะอาหารที่มีหูรูดปิดที่เรียกว่า Gastroesophageal Sphincter หรือ Lower Esophageal Sphincter ทำงานผิดปกติทำให้ ผู้ป่วยมีอาการไออย่างเรื้อรังได้เช่นกัน

- ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคความดันสูง และโรคหัวใจ

เช่น ยาพวก ACE Inhibitor อาจทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้มีอาการไอเรื้อรังได้ พบได้ราว 2 - 14% ของผู้ใช้ อาการเกิดในราว 3 - 4 สัปดาห์หลังใช้ยา อาการไอมักเป็นแบบไอไม่มีเสมหะ เป็นมากในตอนกลางคืน และเวลานอนราบ อาการจะหายไปเมื่อหยุดยา ยาพวก Beta-Adrenergic Blocking Agent อาจทำให้เกิดการไอในผู้ป่วยที่มีหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคหอบหืดโดยช่วยทำให้หลอดลมตีบลง

- ผู้ป่วยที่ใช้เสียงมาก ๆ ในบางอาชีพที่มีการใช้เสียงยาวนาน หรือดังกว่าคนทั่วไป เช่น ครู ไกด์นำเที่ยว หรือ แม้แต่พ่อค้าแม่ขายในตลาดสด ที่มักจะ ตะโกนคุยกัน ก็มักจะพบอาการไอ ที่เกิดจากการใช้เสียงด้วยเช่นกันซึ่งมักจะไม่รุนแรง หากได้หยุดพักการใช้เสียง 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นได้ แต่ถ้าจะให้หายขาด ก็ต้องมีการปรับพฤติกรรม ใช้เสียงให้เป็นปกติ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวสาระดี ๆ เกี่ยวกับการไอของมนุษย์ อาการที่อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นกลไกของรายการโดยธรรมชาติ หากเป็นการไอแบบธรรมชาติ / ไอจาม จากภูมิแพ้ โดยส่วนมากมักไม่ได้มีอาการอันตรายร้ายแรง แต่หากรู้สึกรำคาญ หรือทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตถดถอยลงไป ก็ควรรีบหาทางแก้ไข ตามลักษณะอาการ

ส่วนกลุ่มที่เป็นการไอแบบเรื้อรัง ก็อยากเชิญชวนให้ทุกท่านหมั่นสำรวจความผิดปกติในร่างกายเป็นประจำ รวมถึงควรมีการจดบันทึก ลักษณะอาการของตนเองคร่าว ๆ เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยหาสาเหตุ และวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างถูกโรคต่อไป ซึ่งจะช่วยให้คุณหายจากอาการไอไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็วดียิ่งขึ้น

ถามหมอออนไลน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

solmax

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...