โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดกำเนิด "ส้มตำนัว" ก่อน "เซ็นทรัล" ทุ่ม 200 ล้าน ซื้อหุ้น 85%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. 2564 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 10.01 น.

เปิดประวัตร้านอาหารอีสาน “ส้มตำนัว” ก่อนเข้าตา “เซ็นทรัล” จนต้องทุ่ม 200 ล้าน ซื้อหุ้น เติมพอร์ตโฟลิโอ

วันที่ 2 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG เข้าซื้อหุ้น 85% ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ใน บริษัท เอสทีเอ็น เรสเตอรองต์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ “ส้มตำนัว” พร้อมตั้งเป้าจะเปิดร้านส้มตำนัวกว่า 130 สาขา ภายใน 5 ปี รวมถึงเตรียมลุยโมเดลแฟรนไชส์ วาดหวังว่าแบรนด์ส้มตำนัวจะเป็นอีกแบรนด์เรือธงให้กับ CRG ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ “ส้มตำนัว” แบรนด์ร้านอาหารที่อยู่กับคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งประกาศตัวว่าไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหารอีสาน แต่มีความเป็น “ลูกอีสาน” แท้ ๆ รวมถึงความน่าสนใจของ “ส้มตำนัว” ในมุมของ CRG

จุดกำเนิด “ส้มตำนัว”

ร้านส้มตำนัวมีจุดเริ่มต้นมาจาก “สุธาชล วัฒนะสิมากร” หรือ “ดี้” หนุ่มอุดรธานีที่เข้ามาทำงานด้านโฆษณาในกรุงเทพฯ ที่เดิมทีตั้งใจแค่จะต้มปลาร้านตำส้มตำกินเอง แต่จับพัดจับผลูมาเปิดร้านด้วยเสียเลย โดยร่วมทุนกับเพื่อนอีกคน ที่เป็นคนกาฬสินธุ์ ตั้งปณิธานว่าจะเป็นร้านที่คนอยากกินส้มตำ ต้องนึกถึง

“ด้วยความที่ผมเติบโตมากับอาหารอีสานแท้ ๆ จึงตั้งใจอยากเปิดร้านส้มตำอีสานที่ดูแตกต่างกว่าทั่วไป ผมเลือกเปิดสาขาแรกในย่านสยามสแควร์ ซึ่งเป็นถิ่นวัยรุ่น ตอนนั้นวางคอนเซปต์ว่าอยากให้คนกรุงเทพฯ ได้ทานอาหารรสชาติอีสานแท้ ๆ ซึ่งร้านของเราก็ยังคงรักษาความเป็นออริจินัลมาได้จนถึงทุกวันนี้” ดี้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐ

หลังจากนั้นดีก็ตระเวนชิมส้มตำเพื่อค้นหารสชาติเด็ด ๆ ก่อนสร้างสรรค์เมนูของตัวเอง ผนวกกับจุดเด่นเรื่องความพิถีพิถันในวัตถุดิบและการปรุง ซึ่งคอลัมน์ อิ๊งค์ eat all around by ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัฒน์ ในเว็บไซต์ Coolism.net เผยว่า ความพิถีพิถันของดี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความอร่อย ที่โดดเด่นคือ “ปลาร้า” ซึ่งต้องต้มและปรุงนาน 4-5 ชั่วโมง จนเขาเนื้อนัวเป็นที่สุด

เจ้าตัวเล่าด้วยว่า ตอนแรก ๆ ต้องต้มเองเคี่ยวเองกับมือ ทำให้กลิ่นปลาร้าติดอยู่ที่นิ้วเป็นวัน ๆ จนได้เป็นเมนูเด็ดอย่าง ตำมั่ว ตำซั่ว ตำแตง ตำปูปลาร้า รวมถึงเมนูห้ามพลาดอย่าง ไก่ทอด ผัดขนมจีนกระทะร้อน เนื้อย่างกระทะร้อน ตับหมูย่างกระทะร้อน อ่อมเนื้อน่องลาย ตำมะม่วง คอหมูย่างกระทะร้อน ลาบไก่ทอด พล่าเห็ด ฯลฯ

“ธนพงศ์ ธรรมวิกี” ผู้จัดการร้านส้มตำนัว ที่ร่วมบริหารร้านมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เผยในบทความของแมคโครว่า ไม่ใช่เฉพาะรสชาติอาหารที่เป็นอีสานแท้ สไตล์การแต่งร้านในแต่ละสาขาก็มีความเป็นลูกอีสาน มีเอกลักษณ์ของแต่ละสาขา เพิ่มเติมความเป็นโมเดิร์นในการจัดตกแต่งจานอาหารให้ดูสวยงามเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมการถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียล

“แต่ละสาขาจะมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่นที่สยามสแควร์จะเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษา นักท่องเที่ยว ส่วนสาขายามเซ็นเตอร์แม้ว่าจะอยู่ใกล้กับสาขาสยามสแคว แต่กลุ่มลูกค้าก็มีความต่างกันจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มาเดินเที่ยว และสาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่จะเป็นลูกค้ากลุ่มระดับผู้บริหาร นักธุรกิจ ความชัดเจนของการแบ่งกลุ่มลูกค้าช่วยให้เราดีไซน์ร้าน และออกแบบเมนูซิกเนเจอร์ประจำแต่ละสาขาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้นด้วย” ธนพงษ์กล่าว

ความสำเร็จอยู่ที่ “ทำเล”

“ธนพงศ์” บอกด้วยว่า ร้านตำนัวเลือกเปิดในทำเลใจกลางเมืองเส้นรถไฟฟ้า ตามความตั้งใจของเจ้าของร้าน  แม้ว่าแต่ละทำเลจะมีต้นทุนค่าเช่าที่สูง แต่เป็นทำเลลูกค้าเดินทางสะดวก และมีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา กลุ่มคนทำงาน และกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่คาด เพราะแต่ละสาขาได้รับการตอบรับด้วยดี มีลูกค้าประจำของแต่ละสาขา

เปิดพอร์ตโฟลิโอร้านอาหาร CRG

ปีนี้ CRG วางแผนเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารใหม่อย่างน้อย 2-3 แบรนด์ เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้มีประเภทอาหารครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ ขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม อีกทั้งยังถือเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

CRG ประกอบธุรกิจอาหาร 4 กลุ่มหลัก

  • QSR & Western Cuisine: KFC, Pepper Lunch, SALAD Factory
  • Thai & Chinese Cuisine: อร่อยดี, เกาลูน, Thai Terrace, ส้มตำนัว
  • Japanese Cuisine: CHABUTON, YOSHINOYA, OOTOYA, เทนยะ, คัตสึยะ
  • Bakery & Beverage Cuisine: Mister Donut, Auntie Anne’s, COLD STONE, brown, Fezt Ice Cream

รวมทั้งหมดมีสาขาประมาณ 1,175 สาขา คาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีรายได้เติบโต 18-20% หรือประมาณ 12,000 ล้านบาท

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...