โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมของสุดแปลกที่มนุษย์นำไป ‘ทิ้ง’ ไว้บนดวงจันทร์

BT Beartai

อัพเดต 11 ก.ย 2563 เวลา 14.14 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2563 เวลา 09.50 น.
รวมของสุดแปลกที่มนุษย์นำไป ‘ทิ้ง’ ไว้บนดวงจันทร์

จากข่าวสนิมบนดวงจันทร์ ทำให้เรานึกได้ว่า นอกจากแร่สีแดงที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นบนนั้นแล้ว ยังมีของอีกหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่บนดวงจันทร์ด้วย แต่คราวนี้มันไม่ได้เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ แต่เป็นเพราะน้ำมือมนุษย์ต่างหาก

ในทุกการเดินทาง เราต่าง ‘ทิ้ง’ อะไรบางอย่างเอาไว้เบื้องหลัง คำกล่าวนี้ไม่ผิดนัก และสำหรับการเดินทางไปยังดวงจันทร์ ดูเหมือนจะมีของที่ทิ้งเอาไว้มากมายเสียยิ่งกว่าภาพจำของมวลมนุษย์ชาติ บางอย่างก็เป็นที่เข้าใจได้ บางอย่างก็เหนือคาดเหลือเชื่อ จะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูกัน

เหล่าของที่ทิ้งไว้เพื่อภารกิจ 

นาซาได้จัดทำบันทึกรวบรวมรายการวัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้น และได้ทิ้งไว้บนดวงจันทร์ พบว่ามันมีจำนวนถึง 796 รายการ (บันทึกนี้อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2012 ซึ่งแน่นอนว่า ปัจจุบันนี้น่าจะมีของที่ทิ้งไว้เพิ่มขึ้นอีก) โดย 765 รายการมาจากภารกิจของสหรัฐอเมริกา แถมยังกระจัดกระจายไปทั่ว ขัดกับภูมิทัศน์อันโดดเดี่ยวของดวงจันทร์เสียจริง

แล้วเหตุใดจึงต้องทิ้งของไว้ให้บนดวงจันทร์ด้วยกันเล่า แน่นอนว่าในแต่ละภารกิจสำรวจ บางครั้งการทิ้งไว้ก็เป็นเรื่องจำเป็นเนื่องจากอุปกรณ์บางอย่างอาจจะเกิดความเสียหายขณะร่อนลงจอด หรือปฏิบัติภารกิจไปแล้ว เกิดมีเหตุให้อุปกรณ์ขัดข้อง จึงจำต้องทิ้งไว้ ในขณะที่ของบางอย่าง ก็เป็นสิ่งที่วางแผนไว้อยู่แล้วว่าต้องไปทิ้งไว้บนนั้น 

ทิ้งไปทั้งยาน พลีชีพเพื่อการเดินทางของมนุษยชาติ

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เพื่อให้ได้ภาพของดวงจันทร์ ที่ช่วยกำหนดขอบเขตพื้นที่ลงจอดที่เป็นไปได้ ยานอวกาศแรนเจอร์ (Ranger spacecraft) หลายลำที่ปฏิบัติภารกิจที่ไม่ค่อยมีใครรู้นี้ มีหลายลำที่ไม่สามารถทำภารกิจลุล่วง ยานแรนเจอร์ลำที่ 4 6 7 8 และ 9 ชนเข้ากับพื้นผิวดวงจันทร์ หรือยานสำรวจดวงจันทร์  (Lunar Orbiters) ที่โคจรรอบดวงจันทร์ และพุ่งชนดวงจันทร์ทันทีหลังบันทึกภาพเสร็จสิ้น

Ranger block I spacecraft (NASA)
ภาพถ่ายสุดท้ายจาก ยานอวกาศแรนเจอร์ 7 ก่อนพุ่งชนดวงจันทร์ Credit: lpi.usra.edu

กระจกสะท้อนเลเซอร์อันโด่งดัง ผู้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลสำคัญแก่โลก

ยานสำรวจลูโนฮอด 1 เดินทางไปกับยานลูนา 17 ของสหภาพโซเวียต เมื่อปี 1970 เพื่อปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ บนยานสำรวจนั้นมี ‘กระจกสะท้อนแสงเลเซอร์ (Retroreflector mirrors)’ เพื่อใช้วัดระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ และหาวงโคจรของดวงจันทร์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น ทว่า หลังจากการติดต่อระหว่างยานกับโลกสิ้นสุดลงในปีถัดมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ชะตากรรมของยานสำรวจที่บรรทุกกระจกนี้อีกนานถึง 40 ปี เลยทีเดียว

อุปกรณ์สะท้อนแสงหรือกระจกที่ว่านี้ ยิ่งมีจำนวนกระจกที่อยู่บนดวงจันทร์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่มากและแม่นยำขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์บานแรกถือเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด จำเป็นยิ่งต่อการสร้างแผนที่การโคจรที่สมบูรณ์

โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่ยานอวกาศลูนาร์ริคอนนิเซนซ์ (Lunar Reconnaissance Orbiter: LRO) ของนาซาพบตำแหน่งของลูโนฮอด 1 ในภายหลังเมื่อปี 2010 แถมยังอยู่ในตำแหน่งที่มีความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งไม่ถึง 1 เซนติเมตร และมีค่าสัญญาณสะท้อนที่สว่างกว่ากระจกของลูโนฮอด 2 ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ทั้งยาน LRO ของนาซา และยานในภารกิจของอะพอลโล ก็มีอุปกรณ์สะท้อนแสงขนาดหย่อมติดตั้งอยู่กับยานด้วยเช่นกัน นั่นก็เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสะท้อนแสงของแผงกระจกรุ่นเก๋า เนื่องจากตัวสะท้อนแสงรุ่นก่อนหน้าน่าจะส่งสัญญาณกลับมาอ่อนลง ทำให้ยากต่อการใช้ศึกษาขึ้นเรื่อย ๆ 

ส่วนหนึ่งของอุปกรณ์สะท้อนแสงเลเซอร์ (Lunar laser ranging retroreflector array) ในภารกิจอะพอลโล 15 ที่วางอยู่บนดวงจันทร์ Credits: NASA/D. Scott

นอกจากการวัดระยะทางและอัตราการโคจรที่แม่นยำแล้ว กระจกที่ถูกทิ้งไว้เหล่านี้ยังช่วยให้เราค้นพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดอย่างหนึ่งด้วย นั่นคือโลกและดวงจันทร์ค่อย ๆ ถอยห่างออกจากกันในอัตราประมาณ 1.5 นิ้ว (3.8 เซนติเมตร) ต่อปี ช่องว่างที่กว้างขึ้นนี้เป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวทั้งสองนั่นเอง

สิ่งละอันพันละน้อยเบื้องหลังภารกิจ

นอกจากสิ่งประดิษฐ์ใหญ่ ๆ แล้ว แต่ละภารกิจยังมีอุปกรณ์สนับสนุนนั่นนิดนี่หน่อยทิ้งไว้เบื้องหลังอีกหลายอย่าง อาทิ ‘ระบบช่วยชีวิตแบบพกพา (Portable Life Support Systems)‘ ในชุดของนักบินอวกาศ ซึ่งภายในยังมีแบตเตอรี่ รีโมตคอนโทรล และวาล์วที่เกี่ยวข้องที่ถูกทิ้งไว้เช่นกัน 

เพราะมันไม่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าบนดวงจันทร์ ดังนั้นนักบินอวกาศจึงต้องใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นเติมพลังให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ  ซึ่งต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก ดังนั้นในทุกภารกิจของอะพอลโล นักบินอวกาศจึงต้องนำ’เครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยความร้อนจากไอโซโทปรังสี (Radioisotope Thermal Generator: RTG) ‘ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลูโตเนียมไปด้วยเสมอ

ภาพเครื่องไอโซโทปบนดวงจันทร์ ในภารกิจอะพอลโล Credit:

นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลและเก็บตัวอย่างในแต่ละภารกิจเอง ก็ถูกทิ้งไว้ที่นั่นหลังใช้งานเสร็จเช่นกัน มีทั้ง ‘แมกนีโตมิเตอร์’ ‘อุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว’ ‘เครื่องตรวจจับอิออน’ รวมทั้ง ‘กล้อง’ ทั้งแบบบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอที่ใช้ในการส่งภาพกลับมายังโลก รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กันหลายอย่างทั้ง ‘เลนส์’ ทริกเกอร์ ที่ยึดจับและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...