โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ด้วงสาคู สินค้าเกษตรทางเลือกใหม่ในยุคโควิด-19 เตรียมโกอินเตอร์

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 03 ส.ค. 2565 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2565 เวลา 23.16 น.

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้หลายคนเริ่มจะขาดรายได้ บางคนตกงานกลับบ้านเกิด ซ้ำร้ายที่บ้านเกิดตัวเองยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพราะมองไปที่ไหนร้านค้าก็ซบเซาไร้ลูกค้ามาซื้อของ ไม่คึกคักดังเดิม แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมาพบว่า ภายในบ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 1 บ้านธาตุสบแวน ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นบ้านของข้าราชการสาวสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาหลังเลิกงานมาเพาะเลี้ยงด้วงสาคู โดยเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ที่สามารถส่งขายในพื้นที่ รวมทั้งยังสามารถโกอินเตอร์ที่เวลานี้ทาง EU เตรียมอ้าแขนรับด้วย

ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ที่มาแรง มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอนค่อนข้างโต มีน้ำหนัก ขายได้ราคาดี เป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยง ซึ่งมีวงจรชีวิตสั้นและนำไปบริโภคเช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นๆ

สำหรับด้วงสาคู หรือด้วงลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rhynchophorus ferrugineus Oliver วงศ์ Curculionidae อันดับ Coleoptera เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจำพวกแมลงที่มีชื่อเรียกว่า ด้วงงวง ด้วงไฟ ด้วงมะพร้าว ทางภาคใต้เรียกว่า ด้วงสาคู หรือด้วงลาน

ลักษณะตัวเต็มวัย ด้วงสาคูตัวเต็มวัยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 2.2-3.5 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมส้ม หรือสีน้ำตาลปนดำ ปากยาวบอบบาง มีงวงโค้ง มีจุดแต้มสีน้ำตาลแต้มกระจายบริเวณด้านบนของอกปล้องแรก ซึ่งจุดแต้มนี้มีหลายรูปแบบ ปีกคู่หน้ามีริ้วรอยเป็นเส้นๆ ตามความยาวของปีก ปีกคลุมไม่มิดส่วนปลายท้อง

ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกัน โดยที่ตัวผู้จะมีขนมองเห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะเป็นแนวบริเวณส่วนกลางตามความยาวของงวง ทั้งนี้ รูปแบบการเลี้ยงด้วงสาคูในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ การเลี้ยงด้วงสาคูแบบดั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาคู/ท่อนลาน เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ และการเลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ โดยใช้การเลี้ยงในกะละมัง

คุณปุญญารัตน์ ใจอินถา ข้าราชการประจำเทศบาลตำบลเชียงคำ ได้กล่าวว่า แต่เดิมนั้นตนเองเป็นคนอำเภอปง จังหวัดพะเยา และได้เดินทางมาทำงานที่เทศบาลตำบลเชียงคำ ใช้เวลาทำงานถึง 9 ปี

หลังจากนั้น ตนเองและลูกสาวก็ได้ย้ายมาอยู่ที่เชียงคำเป็นการถาวร มีอยู่วันหนึ่งตนเองได้เดินทางไปตลาดเช้าเชียงคำเพื่อหาซื้อกับข้าวกับลูกสาว เมื่อเดินไปถึงจุดที่มีด้วงสาคูวางขายปรากฏว่าลูกสาวอยากลองกินเพราะด้วยตัวลูกสาวของตนเองชอบลองกินอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่ด้วย

ตนเองจึงตัดสินใจซื้อให้ลูกสาวมาลองกินซึ่งราคาที่แม่ค้าขายให้ตนเองนั้นอยู่ที่ กิโลกรัมละ 300 บาท ด้วยราคาที่แพงตนเองจึงซื้อมาเพียง 2 ขีดในราคา 60 บาทเท่านั้น แต่หลังจากที่ลูกสาวกินแล้วติดใจ ตนเองก็มีความคิดอยากจะลองเลี้ยงด้วงสาคูนี้เพราะด้วยราคาที่แพงและลูกสาวชอบกินด้วย

อีกอย่างตนเองอยากจะทำเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงาน ประกอบกับ ด้วยสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตนเองจึงได้เริ่มค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ จากนั้นจึงตัดสินใจเริ่มเลี้ยงด้วงสาคูในที่สุด

คุณปุญญารัตน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเริ่มเลี้ยงด้วงสาคูนั้น เริ่มแรกตนเองได้เดินทางไปที่ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อขอซื้อพ่อ-แม่พันธุ์ จากแหล่งที่มีคนเลี้ยงมา 5 คู่ แล้วนำกลับมาลองเลี้ยงที่บ้าน ในการเริ่มเลี้ยงต้องหากะละมังที่มีฝาปิดมาทำเป็นรังของด้วงสาคูนี้เสียก่อน ซึ่งก่อนใส่ก็ต้องผสมอาหารให้ด้วงกิน โดยตนเองได้นำมันบด ขุยมะพร้าว อาหารสุกรมาคลุกใส่น้ำให้เข้ากันแล้วนำกล้วยน้ำว้าที่สุกงอมมาวาง ก่อนจะนำตัวด้วงสาคูที่เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ ลงเลี้ยง

ทั้งนี้ อาหารที่ใช้เลี้ยงจะต้องมีรสชาติที่หวานเท่านั้น ห้ามเป็นอาหารรสชาติที่เปรี้ยว หลังจากที่ผสมพันธุ์กันแล้ว ตัวเมียจะเริ่มวางไข่อีก 2 วันต่อมา จนเวลาล่วงเลยมาถึง 10 วันก็จะเป็นตัวด้วงทันที ซึ่งจำนวนจะอยู่ที่ 20-30 ตัว หลังจากนั้น ก็สามารถแยกไปเลี้ยงในกะละมังใหม่ได้อีกภายในระยะเวลา 10-40 วัน ด้วงสาคูก็จะเป็นโตเต็มที่พร้อมสามารถนำไปขายได้

ซึ่งการเลี้ยงด้วงสาคูนี้ตนเองยืนยันว่าสามารถเลี้ยงได้ทุกฤดูกาลของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศโดยไม่เป็นการทำลายธรรมชาติในป่าอีกด้วย ทุกวันนี้ที่ตนเองเลี้ยงนี้กลับพบว่ามีบริษัทที่กรุงเทพฯ กำลังรับซื้อเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศในแถบ EU อีกด้วย

ทั้งนี้ ถือว่าการเลี้ยงด้วงสาคูนั้นเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ในยุคโควิด-19 ระบาดแบบนี้ที่หลายคนสามารถเลี้ยงเพื่อกิน เลี้ยงเพื่อจำหน่ายในพื้นที่ และเลี้ยงเพื่อส่งออกต่างประเทศในราคาที่สูงอีกด้วย ทั้งนี้ ที่ตนเองเลี้ยงด้วงสาคูนั้นถือว่าเป็นเจ้าแรกในจังหวัดพะเยา ที่สามารถส่งให้โรงงานที่รับซื้อแล้วส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย

คุณพานิช บุญมี ประธานกรรมการ พี.เจ.ซัลเลต กรุ๊ป ได้กล่าวเสริมว่า ในการเลี้ยงด้วงสาคูนี้ ปกติโรงงานที่ตนเองดูแลอยู่นั้นจะทำในเรื่องเครื่องจักรอุตสาหกรรมทุกรูปแบบ การทำจิวเวลรี่ต่างๆ ที่ส่งออกไปยังหลายๆ ที่ ด้วยระยะเวลา 22 ปีในการทำงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มเลี้ยงถังเช่า รวมทั้งโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง

แต่ด้วยความชอบส่วนตัวในเรื่องการทำเกษตรนั้น ตนเองได้ศึกษามาพักใหญ่ของการเลี้ยงด้วงสาคูนี้ โดยปัจจุบันนี้พบว่าแมลงที่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศนั้นพบว่ามีเพียงจิ้งหรีดและอีกหลายประเภทที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติให้ส่งออก

แต่กลับพบว่าด้วงสาคูยังไม่สามารถส่งออกได้ ด้วยทางองค์การอาหารและยา หรือ อย. ยังไม่ได้รองรับว่าด้วงสาคูนี้เป็นสินค้าคล้ายเนื้อสัตว์ที่สามารถส่งขายไปยังต่างประเทศ ตนเองจึงเริ่มเขียนโครงการเพื่อเสนอ อย. อยู่นานร่วม 6 เดือน

ทั้งนี้ ในการผลักดันดังกล่าวตนเองได้รับคำปรึกษาจาก คุณอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจากผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ จนล่าสุดโครงการส่งออกด้วงสาคูนั้นทางองค์การอาหารและยาของไทยก็ยอมรับและอนุญาตให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ด้วงสาคูนั้นยังอยู่ในช่วงทดลองจำหน่ายต่างประเทศภายในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา

คุณพานิช กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้บริษัทที่ตนเองดูแลอยู่ถือว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่สามารถส่งออกด้วงสาคูไปยังต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ตนเองจึงได้เริ่มลงมือในการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงด้วงสาคูและตัวแทนที่ 1 จังหวัดจะมีเพียง 1 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ตัวแทนของตนเองสามารถที่จะให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเลี้ยงด้วงสาคูนี้เพื่อเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ในยุคโควิด-19 แบบนี้ และยังสามารถเพิ่มรายได้จากการทำงานหลักได้อีกด้วย สำหรับตลาดโลกที่รองรับการส่งออกด้วงสาคูนั้นมีอยู่หลายประเทศ ได้แก่ อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรเลีย แม็กซิโก และอีกหลายประเทศที่ทางแถบ EU ยอมรับว่าด้วงสาคูสามารถกินได้ นอกจากนี้ การเลี้ยงด้วงสาคูนั้นใช้เวลาไม่นาน โดยการเลี้ยงจะใช้เวลาเพียง 45 วันเท่านั้น ก็สามารถนำไปขายตามท้องตลาดหรือส่งขายที่ตนเองก็ได้

ด้วงสาคูที่ผู้เลี้ยงได้เลี้ยงแล้วส่งมาขายที่ตนเองนั้นก็จะนำมาแปรรูปเป็นลักษณะด้วงสาคูกระป๋องภายใต้ชื่อ ด้วงสาคูคุณจา โดยด้วงสาคูกระป๋องจะสามารถเก็บไว้ได้นาน ซึ่งกรรมวิธีการผลิตนี้ตนเองขอเป็นความลับจะดีกว่า แต่เวลากลายเป็นด้วงสาคูกระป๋องแล้วจะสามารถส่งขายต่างประเทศเฉลี่ยแล้วอยู่ที่กระป๋องละ 100 บาท และยังสามารถขายปลีกในบ้านเรานี้ได้ที่ราคากระป๋องละ 125 บาท ด้วยเช่นกัน ซึ่งการเลี้ยงด้วงสาคูที่บ้านนี้เป็นการดีมาก ที่คนเราไม่ต้องไปทำลายธรรมชาติให้ระบบนิเวศเสียหายไปด้วย

สำหรับผู้สนใจที่จะศึกษาดูงานภายในพื้นที่อำเภอเชียงคำ ก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถามไปยัง คุณปุญญารัตน์ ใจอินถา โทร. (086) 185-9457 หรือสอบถามการซื้ออาหารเลี้ยงและการส่งออกไปต่างประเทศก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณพานิช บุญมี โทร. (089) 814-4074 ได้ตลอดเวลา

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำที่ควรระวังในการเลี้ยงด้วย เนื่องจากแมลงชนิดนี้เป็นศัตรูพืชที่เข้าทำลายต้นปาล์ม มะพร้าว ลาน และสาคู จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเต็มวัยเล็ดลอดสู่ธรรมชาติโดยเด็ดขาด

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2564

………………………………………….

สำหรับแฟนๆ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หากต้องการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรายปักษ์ ส่งตรงถึงบ้าน รวดเร็วทันใจอ่านได้ในทุกๆ 15 วัน สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ คลิกลิงก์ https://shorturl.asia/0zJwQ

– Line: @matichonbook หรือ สำนักพิมพ์มติชน เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ติดต่อฝ่ายขาย 02-589-0020 ต่อ 3354

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...