โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคระบาดโบราณกับอิทธิพลต่อแฟชั่น จากชุดแพทย์ สู่อาการที่ทำให้ร่างกายตรงคติ "ความงาม"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 เม.ย. 2566 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2566 เวลา 20.00 น.
[ซ้าย] ภาพวาดที่เรียกกันว่า Madame X โดย John Singer Sargent เป็นภาพของ Virginie Gautreau สาวปารีสที่ตกแต่งตัวเองให้ผิวขาวด้วยแป้งลาเวนเดอร์ [ขวา] ภาพวาด สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน วาดขึ้นในวาระฉลองชนะกองทัพเรือสเปน (ในฉากหลัง)

เมื่อกล่าวถึงการควบคุมไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก มาตรการและการปรับตัวต่างๆ ทำให้เกิดหลายสิ่งซึ่งคนยุคสมัยนี้ไม่เคยคิดคิดมาก่อน เมื่อลองย้อนไปในอดีต การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ที่ผ่านมาก็มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตผู้คนเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ “ความงาม” คือ รูปแบบการประดับตกแต่งร่างกาย ไปจนถึงการแต่งกาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการต่อกรกับ “โรคระบาด” ในอดีตด้วย

โรคฝีดาษและซิฟิลิส

เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษกำลังแพร่ระบาดในยุโรป ผลของ โรคระบาด ดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยบางรายมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยหลายรายจึงเลือกใช้วิธีทาใบหน้าด้วยผงสีขาว ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและตะกั่ว หรือเรียกกันว่า “Venetian Ceruse”

จุดเริ่มต้นของการทาหน้าซึ่งต่อมากลายเป็นแฟชั่นในอังกฤษนี้ เชื่อกันว่า เกิดขึ้นหลังจากที่ควีนเอลิซาเบธที่ 1 แห่งสหราชอาณาจักร ป่วยด้วยโรคฝีดาษใน ค.ศ. 1562 เมื่อพระองค์ทรงหายดีแล้ว ผิวที่เคยขาวเนียนของพระองค์ได้ปรากฏรอยแผลเป็น ฉะนั้นพระองค์จึงเลือกใช้วิธีนื้เพื่อปกปิดรอยแผลเป็นดังกล่าว นอกจากนี้หลายคนยังเชื่อว่า เป็นเพราะสารตะกั่วในนั้นเองที่เป็นพิษและเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตของพระองค์ในเวลาต่อมา

ไม่ใช่แค่ไข้ทรพิษอย่างเดียวที่ระบาดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) อย่างซิฟิลิส ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่แพร่ระบาดที่ยุโรปในช่วงเวลานั้นด้วย ซิฟิลิสยังส่งผลอย่างมากต่อแฟชั่นในเวลาต่อมา นั่นคือ การใส่วิกผม

เดิมทีการใส่วิกผม เชื่อกันว่าถูกใช้เพื่อปกปิดศีรษะล้านในอดีต ภายหลังจึงเริ่มเป็นที่นิยมเมื่อครั้งโรคซิฟิลิสระบาดในยุโรป เนื่องจากโรคนี้ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดแผล ตาบอด รวมถึงยังทำให้ผมร่วงอีกด้วย

ดังนั้น วิกผมที่วิจิตรบรรจงซึ่งในตอนแรกเป็นที่รู้จักในชื่อ “peruke” จึงถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปกปิดร่องรอยจากโรค

กาฬโรค

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของกาฬโรค นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสนามว่า Charles de Lorme ผู้มีชื่อเสียงจากการรักษาพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ได้ออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับแพทย์เมื่อ ค.ศ. 1619 ประกอบด้วย เสื้อโค้ทหนังที่เคลือบด้วยแว็กซ์ซึ่งยาวตั้งแต่คอไปถึงข้อเท้า และยังมีแว่นตากับหมวกซึ่งทำจากหนังเช่นกัน

ที่โดดเด่นที่สุด คือ หน้ากาก ที่มีลักษณะคล้ายจงอยปากนกยาวครึ่งฟุต ภายในบรรจุด้วยสมุนไพรหรือเครื่องเทศ เช่น อำพันสีเหลือง การบูร และกานพลู คนในสมันนั้นเชื่อกันว่ามันจะช่วยกรองอากาศที่เป็นพิษ ซึ่งเป็นเหตุแห่งการระบาดของเชื้อโรคตามแนวคิดของคนสมัยก่อน

เครื่องแบบนี้อาจไม่ได้ประสบความสำเร็จนักในแง่ตอบสนองวัตถุประสงค์หลักด้านป้องกันโรค แต่กลับมีอิทธิพลในยุคหลังในแง่มุมทางวัฒนธรรม ชุดนี้ไปปรากฏในพื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายจุด เช่นในเทศกาลรื่นเริง หรือเป็นต้นแบบในวิดีโอเกมย้อนยุค

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้กับวัณโรคที่ระบาดไปทั่วอเมริกาเหนือและยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18

วัณโรคกับคติ “ความงาม”

อาการของวัณโรคทำให้มีไข้ต่ำ ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียง บางรายมีริมฝีปากแดง แก้มแดง ส่วนอาการเกล็ดเม็ดเลือดแดงต่ำและแคลเซียมในเลือดต่ำ เชื่อกันว่าส่งผลให้ผมดูเรียบลื่น อาการเบื่ออาหารรวมถึงท้องเสียเรื้อรังยังส่งผลต่อน้ำหนักที่ลดลงและทำให้ผิวซีดอีกด้วย ทั้งหมดนี้เข้าข่ายตอบสนองถึงคุณลักษณะ “ความงาม” ในยุคจอร์เจียน (Georgian: 1830-1837)

ศิลปินชาวรัสเซียนามว่า Marie Bashkirtseff เขียนไว้ในบันทึกขณะมีอาการป่วยด้วยโรคข้างต้นนี้ว่า “ฉันไอติดต่อกัน แต่นั่นห่างไกลกับสิ่งที่จะทำให้ฉันดูน่าเกลียดลงได้เลย…”

นอกจากนี้ ในจินตนาการของสาธารณชน ยังเชื่อมโยงภาวะของวัณโรคเข้ากับความอัจฉริยะทางศิลปะด้วย เนื่องจากอาการหนึ่งของวัณโรคที่เรียกว่า spes phthisica ถูกเชื่อมโยงว่าจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น สืบเนื่องมาจากผู้มีชื่อเสียงบางคนในขณะนั้น เช่น นักกวีอย่าง John Keats ได้สร้างผลงานชั้นยอดของเขาเองขึ้นมาในช่วงบั้นปลายก่อนที่จะเสียชีวิต

อาการของวัณโรค และความงดงามตามสมัยนิยมในขณะนั้นส่งผลให้สตรีผู้ทันสมัยเลือกใช้วิธีการเสริมความงามที่หลากหลายเพื่อเลียนแบบอาการป่วย ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิธีที่อันตรายต่อสุขภาพ เช่น การกินสารหนูเพื่อค่อยๆ ทำให้ผิวซีด (ที่จริงแล้วเป็นเพราะป่วย) ในระยะยาว สระ/ล้างผมด้วยแอมโมเนียเพื่อทำให้ผมนุ่มสลวย และสวมชุดรัดรูป (corset) เพื่อบีบรัดร่างกายให้ได้ส่วนโค้งตามสัดส่วนความงามในสมัยนั้น

วัณโรคเป็นโรคร้ายที่สร้างความทุกข์ทรมานซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้ากับภาพลักษณ์ของเสน่ห์แห่งความสวยงามและความอัจฉริยะที่นำไปสู่วาระสุดท้ายอันน่าเศร้า อย่างไรก็ดี มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เต็มใจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพียงเพื่อความสวยงามเหล่านั้น จนท้ายที่สุด วัณโรคก็หลุดพ้นจากวงโคจรของกระแสแฟชั่นช่วงปลายศตวรรษที่ 19

เมื่อผู้คนเรียนรู้ว่าเป็นโรคติดต่อได้ง่าย ทำให้ผู้คนมองโรคชนิดนี้เป็นโรคร้ายแรงไม่พึงประสงค์มากกว่ามุมมองเชิงโหยหาผลข้างเคียงจากอาการป่วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

อ้างอิง :

Dubey, Nimish. “Suits of Sickness: How pandemics afflicted fashion over the centuries”. The Indian Express. Online. Published 18 MAY 2020. Access 16 JUL 2021. <https://indianexpress.com/article/research/coronavirus-pandemics-fashion-history-6412540/>

Hawthorn, Ainsley. “From hard pants to consumptive chic: How pandemics influence fashion”. CBC. Published 22 NOV 2020. Access 16 JUL 2021. <https://www.cbc.ca/news/canada/newfoundland-labrador/apocalypse-then-pandemic-fashion-doomed-beauty-1.5808703>

Purtill, James. “How pandemics throughout history have shaped what we wear”. ABC. Published 13 JUL 2020. Access 16 JUL 2021.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กรกฎาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...