โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

LGBT : อะไรทำให้ผู้หญิงมีความดึงดูดทางเพศที่เปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้ชาย

Khaosod

อัพเดต 14 ก.ย 2564 เวลา 20.08 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2564 เวลา 20.06 น.

มุมมองที่สังคมมีต่อเรื่องเพศกำลังเปลี่ยนไปในปัจจุบัน ผู้คนสามารถพูดคุยถึงรสนิยมทางเพศ หรือเพศวิถี (sexual orientation) ของตนได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น

นอกจากนี้ อัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนดั้งเดิมของสังคม หรือเคย "ถูกซ่อนเร้น" ไว้ในอดีต ก็กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนพูดคุยกันมากขึ้นในสังคม การเปิดกว้างนี้เองทำให้อัตลักษณ์ทางเพศกลายเป็นสิ่งที่มีความตายตัวน้อยลง และลื่นไหลได้มากขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏเด่นชัดมากขึ้นในหมู่ผู้หญิงเมื่อเทียบกับผู้ชาย โดยพบว่าในปัจจุบันผู้หญิงในหลายประเทศมีความลื่นไหลทางเพศ (sexual fluidity) ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าในอดีต และสูงมากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ

แล้วปรากฏการณ์นี้เกิดจากอะไรกัน

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่เอื้อให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากบทบาทและอัตลักษณ์ทางเพศแบบดั้งเดิม

การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่น

ดร.ฌอน แมสซี และเพื่อนร่วมงานที่ศูนย์วิจัยเรื่องเพศของมนุษย์ที่มหาวิทยาลัยบิงแอมตัน ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ได้เฝ้าศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศมาราว 1 ทศวรรษ และขอให้ผู้เข้าร่วมการศึกษารายงานเกี่ยวกับเพศวิถี (sexual orientation) และเพศภาวะ (gender) ของตนเอง

ดร.แมสซี และคณะได้นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ และพบว่าระหว่างปี 2011-2019 ผู้หญิงในวัยนักศึกษามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มออกห่างจากความชอบคนเพศตรงข้ามเพียงอย่างเดียวมากขึ้น

ในปี 2019 ทีมนักวิจัยพบว่า 65% ของผู้หญิงที่เข้าร่วมการศึกษามีความรู้สึกดึงดูดทางเพศกับผู้ชายเพียงอย่างเดียว ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในปี 2011 ที่ตัวเลขนี้อยู่ที่ 77%

ในช่วงเดียวกันนี้ยังพบว่า จำนวนผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเพียงอย่างเดียวก็ลดลงเช่นกัน ต่างจากกลุ่มผู้ชายที่มีพฤติกรรมทางเพศค่อนข้างจะคงเดิม คือราว 85% ระบุว่ามีความดึงดูดทางเพศกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว และเกือบ 90% บอกว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเท่านั้น

Two women dance

ผลสำรวจอื่นจากทั่วโลกซึ่งรวมถึงในสหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกันที่บ่งชี้ว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกดึงดูดทางเพศกับคนเพศเดียวกันเพิ่มขึ้นในแต่ละปี มากกว่าผู้ชาย

อำนาจและเสรีภาพ

รองศาสตราจารย์ เอลิซาเบธ มอร์แกน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากวิทยาลัยสปริงฟิลด์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า "เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่จะบ่งชี้ไปที่สาเหตุเดียว" แต่เชื่อว่าเรื่องบทบาททางเพศอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแนวโน้มนี้

ด้าน ดร.เมสซี และคณะ มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เช่น ความก้าวหน้าของแนวคิดสตรีนิยม และขบวนการเพื่อสิทธิสตรี ซึ่งได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันออกไป

ดร.เมสซีกล่าวว่า "ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นกับบทบาททางเพศของผู้หญิงอย่างมาก แต่ส่งผลต่อบทบาททางเพศของผู้ชายน้อยกว่า"

ดร.เมสซี เชื่อว่า แนวคิดสตรีนิยม และขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีมีบทบาทในการที่ผู้หญิงมีความลื่นไหลทางเพศมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อผู้ชายที่โดดเด่นที่จะช่วยให้ผู้ชายทะลายข้อจำกัดด้านเพศในลักษณะเดียวกัน

รองศาสตราจารย์มอร์แกนอธิบายว่า เมื่อ 50 ปีก่อน ผู้หญิงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้แต่งงานลงหลักปักฐานกับผู้ชาย เพราะผู้ชายเป็นฝ่ายหาเลี้ยงผู้หญิง ดังนั้นการไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์กับคนต่างเพศ จึงถูกมองว่าเป็นการที่ผู้หญิงฉีกบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมของสังคม

และในขณะที่ผู้หญิงมีเสรีภาพมากขึ้น แต่บทบาททางเพศของผู้ชายกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง และยังคงกุมอำนาจในสังคมต่อไป

Two women lie on a bed and take a selfie

รองศาสตราจารย์มอร์แกนบอกว่า ผู้ชายจำเป็นต้องคงบทบาททางเพศที่เข้มแข็งแบบลูกผู้ชายเอาไว้เพื่อรักษาอำนาจต่อไป และส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ความเป็นชายคือการชอบคนต่างเพศ การแสดงความสนใจในคนเพศเดียวกันอาจลดทอนอำนาจนี้ลงไปได้

ส่วน ไวโอเล็ต เทิร์นนิง เซ็กส์โค้ชและผู้ให้คำแนะนำเรื่องเพศ วัย 24 ปี ชี้ว่า ความรู้สึกเร้าอารมณ์ทางเพศจากการดูผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้สายตาของผู้ชายนั้น ทำให้ความดึงดูดทางเพศระหว่างผู้หญิงด้วยกันเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้นในสังคม ต่างจากการที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กันเอง

ผลการศึกษาเรื่องทัศนคติต่อชายและหญิงที่ชอบคนเพศเดียวกันในปี 2019 ใน 23 ประเทศพบว่า "ผู้ชายที่เป็นเกย์ถูกรังเกียจมากกว่าเลสเบี้ยน"

การพูดคุยอย่างเปิดกว้าง

พื้นที่สำหรับผู้หญิงในการพูดคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผยนั้นกำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ

ผลการศึกษาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า มีผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองดึงดูดทางเพศกับผู้ชายเพียงอย่างเดียวน้อยลง

ดร. ลิซา ไดมอนด์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและเพศศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ในสหรัฐฯ ได้ศึกษาเรื่องความลื่นไหลทางเพศมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990

ในหนังสือของเธอที่ชื่อ Sexual Fluidity: Understanding Women's Love and Desire ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2008 ได้พูดถึงการที่ความรักและความดึงดูดทางเพศของผู้หญิงบางคนสามารถลื่นไหลเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา

ในตอนที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมา ดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง ซินเธีย นิกสัน และ มาเรีย เบลโล ต่างออกมาเปิดเผยถึงความรู้สึกดึงดูดกับผู้หญิงด้วยกัน

นอกจากนี้ พิธีกรชื่อดัง โอปราห์ วินฟรีย์ ได้เชิญ ดร. ไดมอนด์ ไปพูดคุยในรายการเกี่ยวกับความลื่นไหลทางเพศของผู้หญิง ทำให้เรื่องนี้ได้เข้าสู่การพูดคุยในสื่อกระแสหลักอย่างเป็นทางการ

อนาคตของความลื่นไหลทางเพศจะเป็นอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความลื่นไหลทางเพศกำลังจะเข้าสู่ฟากของผู้ชายมากขึ้น

Two women embrace

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์บทความที่ระบุว่า ในสื่อโซเชียลมีเดียอย่างติ๊กต็อก กำลังเกิดกระแสนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่เป็นชายแท้และอายุน้อยในการสวมบทบาทเป็นเกย์ในวิดีโอของพวกเขา และวิดีโอเหล่านี้ก็เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้ติดตามหญิง

ไม่ว่าผู้ถ่ายคลิปเหล่านี้จะชอบสวมบทเป็นเกย์ หรือทำไปเพื่อเรียกยอดคนดู แต่แนวโน้มนี้ก็บ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนเปลงในทัศนคติที่มีต่อความเป็นชาย ซึ่งอาจช่วยเปิดทางให้ผู้ชายยอมรับความลื่นไหลทางเพศได้มากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีความลื่นไหลทางเพศก็อาจมีส่วนช่วยในการกรุยทางด้วย เพราะการที่ผู้หญิงพูดคุยเรื่องความลื่นไหลทางเพศกันมากขึ้น ก็จะช่วยเปิดโอกาสการพูดคุยเกี่ยวกับเพศทางเลือกอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ดร.เมสซี ชี้ว่า "เราต้องเริ่มการปลดปล่อยผู้ชายจากข้อบังคับในการชอบคนต่างเพศ และค่านิยมความเป็นชายแบบดั้งเดิม"

"นี่อาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง หรืออาจได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับผู้หญิง ในแง่ที่เปิดให้มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มมากขึ้น"

……..

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...