‘ณัฐพงษ์’ ฟาดรัฐบาลสอบตกบริหารน้ำ จี้เปิดข้อมูลระบายน้ำทั้งระบบ-เยียวยาถ้วนหน้า
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงการบริหารจัดการน้ำและการแจ้งเตือนประชาชนของรัฐบาล ว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นมองว่า รัฐบาลสอบไม่ผ่าน ทำงานล้มเหลว และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถอดบทเรียนมาเยอะแล้ว องค์ความรู้บทเรียนทุกอย่างมีหมดแล้ว เหลือแค่การสั่งการและการบริหารจัดการให้ตรงจุดมากกว่า ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่สายไหม แล้วแจกเงินประชาชนนั้นตนคิดว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ ณ ตอนนี้คือการได้รับเงินเยียวยาจากรัฐโดยตรง ทั่วถึง เท่าเทียม เราไม่อยากเห็นภาพที่ประชาชนบางส่วนได้เจอคนใหญ่คนโต และได้รับเงินแจกแบบนี้
“มันเป็นภาพและระบบที่เราไม่ต้องการ จริงๆ มันไม่ใช่ระบบ สังคม และประเทศที่เราต้องการ ประเทศที่เราต้องการคือรัฐดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเส้นสายได้พบคนใหญ่คนโตถึงจะได้รับความช่วยเหลือ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และสั่งปิดการระบายน้ำ รวมถึงการอนุมัติการสร้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องทำทั้งระบบ จะไปดูเป็นจุดๆ หรือการระบายน้ำแต่ละแห่งไม่ได้ สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐบาลฉายภาพน้ำทั้งระบบ การระบายน้ำและการเปิดปิดประตูระบายน้ำแต่ละแห่งเป็นอย่างไร ถ้าตอบในภาพรวมทั้งหมดได้ ก็จะคลายข้อสงสัยได้ ส่วนการอนุมัติก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เรื่องน้ำของรัฐบาล พรรคประชาชนและตนไม่ได้เห็นค้าน แต่โครงการใหญ่ลักษณะนี้ใช้เวลาในการดำเนินการนาน อาจจะเกิน 1 สมัยของรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง มีผู้ได้มีผู้เสีย ดังนั้น โครงการลักษณะนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมกับประชาชน นำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามถึงกรณีที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจ้องจะอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ตั้งแต่ต้น พรรคประชาชนเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องข้อสังเกตว่าจะมีธง หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ ฝ่ายค้านเราทำตรวจสอบเต็มที่อยู่แล้ว แต่ขณะนี้ เห็นว่าควรช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้พ้นจากภัยพิบัตินี้ไปก่อน
ส่วนประเมินการทำงานของกรุงเทพมหานคร และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อแตกต่างระหว่างการจัดการภัยพิบัติใน กทม. ซึ่งมีปัญหาทางโครงสร้างรัฐ และทรัพยากร สิ่งที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำได้ดีกว่าต่างจังหวัด คือสำนักการระบายน้ำ แต่พอเป็นระดับปฏิบัติกับภัยพิบัติ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่เกิดขึ้นในภาพกว้างทุกเขต ต่อให้มีผู้บริหารที่เก่งแค่ไหน อาจไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล อย่างน้อยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่มีทางที่จะตั้งศูนย์บัญชาการที่เป็นศูนย์กลาง และจะเข้าไปแก้ไขปัญหาทุกชุมชน ทุกพื้นที่ เพราะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นวงกว้าง สิ่งสำคัญคือ จำเป็นต้องมีกลไกของรัฐที่สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด เป็นสิ่งที่ กทม. ขาดในส่วนนี้ เมื่อเทียบกับกลไกของท้องถิ่น ที่ใกล้ชิดกับประชาชน ทำให้แก้ไขปัญหาของประชาชนได้ทันที
เมื่อถามย้ำว่า 4 ปีของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ทำอะไรเพิ่มเติมมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเห็นคือ กทม. มีโครงการขนาดใหญ่ ที่เตรียมความพร้อมทำโครงการการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ กทม. ขาดคือกลไก เช่น ผู้บริหารในระดับล่างจากจังหวะที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งพรรคประชาชนพยายามแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเปลี่ยนให้โครงสร้างการบริหารของ กทม. มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ มีสิทธิไม่แพ้คนต่างจังหวัด คนต่างจังหวัด 1 เทอม 4 ปี เข้าคูหา 3 ครั้ง คือ เลือกนายกฯ เทศบาล อบต. แต่คนกรุงเทพฯ 4 ปี มีสิทธิแค่ 2 ครั้ง คือ เลือกนายกฯ และผู้ว่าฯ ดังนั้น ถ้าตนจะขอส่งข้อเรียกร้องไปทุกภาคส่วน และ กทม. คิดว่าเรื่องนี้เมื่อถอยออกมาดูปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องที่ต้องแก้
เมื่อถามว่าเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น จะทำให้การยื่นญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเร็วขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม ภายในเดือน ต.ค. นี้ และสถานการณ์ขณะนี้ต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก่อน
ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการเยียวยา ซึ่งมีการขุดโพสต์ของพรรคภูมิใจไทยคือเยียวยาถ้วนหน้าโดยใช้เอไอมาช่วย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ในภาคปฏิบัติเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด เพราะจะทำให้เกิดการช่วยเหลือกับประชาชนได้จริง ส่วนจะใช้ข้อมูลจาก AI มาช่วยบริหารจัดการ ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่คงไม่ใช่คำตอบว่า นำเอไอเข้ามาจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ส่วนพรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้จะทำได้หรือไม่ได้ ทำหรือไม่ ประชาชนก็น่าจะเห็นอยู่
เมื่อถามว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่เป็นนักการเมืองทุกคนต้องมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่ที่คูหาเลือกตั้ง อยากจะฝากถึงประชาชน เรามีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง รวมถึงตนและพรรคประชาชนด้วย และนำทุกประเด็นที่เห็นจากการทำหน้าที่ไปตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า จากคำถามที่ถามว่ารัฐบาลสอบตกหรือไม่นั้น ตนคิดว่ารัฐบาลพยายามหนี ไม่เข้าสอบด้วยซ้ำ หนีความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วก็ไปแจกเงินครู นั่นคือการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน (ครูในที่นี้ หมายถึงชาวบ้านที่มีสิทธิตัดสินใจในการเลือกตั้ง).