‘พระมหากษัตริย์นักพัฒนา’ ยูเนสโกยกย่อง ร.9 บุคคลสำคัญของโลก100 ปี พระบรมราชสมภพ
โครงการพระราชดำริต่าง ๆ ทั้ง “แก้มลิง” เพื่อชะลอน้ำ “ฝนหลวง” เพื่อเติมเต็มสู้ความแห้งแล้ง หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำ รวมถึง “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ล้วนเป็นต้นแบบ เป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นวัตกรรมล้ำสมัยต่าง ๆ ยืนยันถึงพระปรีชาสามารถ แก้ปัญหาให้ปวงชนพ้นภัย สร้าง “ประโยชน์สุข” ให้เกิดแก่พสกนิกร และมีความสำคัญยิ่งในช่วงเวลาที่โลกเกิดความแปรปรวนไม่ยั่งยืน
ทว่าพระเกียรติคุณมิได้ขจรขจายอยู่เพียงภายในขอบขัณฑสีมาเท่านั้น แม้แต่ UNESCO องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้รับทราบ ชื่นชม และประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” (UNESCO Eminent Personalities of the World) พร้อมทั้งร่วมเฉลิมฉลองในวาระสำคัญนี้ในระดับสากล
กระบวนการเสนอพระนามเริ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ยกร่างข้อมูลพระราชกรณียกิจ และนำเสนอต่อยูเนสโกตามหลักเกณฑ์อันเคร่งครัด ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นระดับสากล สร้างประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ และสอดคล้องกับภารกิจของยูเนสโก ซึ่งเน้นผลงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
ต่อจากนั้น UNESCO นำเข้าที่ประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 ณ เมืองซามาร์คานด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ประชุมของUNESCO มีมติเป็นเอกฉันท์บรรจุพระนามของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เข้าสู่บัญชีรายการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ100 ปี วันพระราชสมภพ
พอเพียงสู่เป้าหมาย 17 ข้อ
ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569–2570 โดย UNESCO ได้สดุดีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น“บุคคลสำคัญของโลก” ในฐานะ“พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” (The Development King) ด้วยพระราชกรณียกิจตลอดการครองราชย์ 70 ปี ที่ทรงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ และเป็นผู้นำแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีผลงานสำคัญในระดับนานาชาติ ได้แก่
1. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy Philosophy- SEP) แนวคิดการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สหประชาชาตินำไปขับเคลื่อน
เป้าหมายการ SDG ทั้ง 17 ข้อ
2. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พระปรีชาสามารถในการบริหารจัดการดินและน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น โครงการแกล้งดิน การใช้ หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์หน้าดิน รวมถึงโครงการจัดการน้ำ และป้องกันบรรเทาอุทกภัย
3. การส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และสันติภาพ ทรงใช้นวัตกรรมและการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขยายโอกาสแก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านดนตรีและศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างมิตรภาพ และสันติภาพระหว่างชนชาติ
ต้นแบบการพัฒนายั่งยืนโลก
ความพิเศษของการเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในระดับนี้นับเป็นวาระที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึงผลงานอันโดดเด่นในระดับนานาชาติ ผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน และได้รับมติการยอมรับจากประเทศสมาชิกทั่วโลก บุคคลที่จะได้รับการเชิดชูเกียรตินี้จะต้องมีแนวคิดก้าวหน้า มีผลงานที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์สุขในประเทศของตนเท่านั้น แต่ต้องเป็น “มรดกทางปัญญา” ที่ผู้คนทั่วโลกสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติได้ การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับเกียรติยศนี้ จึงเป็นการยืนยันว่าพระราชปณิธานของพระองค์คือ “ต้นแบบ” การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก และเป็น “เข็มทิศนำทางในระดับสากล”
จัดงานใหญ่ต่อยอดสืบสาน
ภายหลังมติอันน่าภาคภูมิใจจาก UNESCO รัฐบาลไทยได้เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ให้สมพระเกียรติ ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ตลอดปี พ.ศ. 2569 ถึง พ.ศ. 2570 โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น อาทิ
การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในประเทศสมาชิกทั่วโลก
การประชุมวิชาการระดับสากลเพื่อต่อยอด“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และนวัตกรรมตามแนวพระราชดำริ
การสืบสาน ต่อยอด และขยายผลโครงการพระราชดำริเพื่อส่งเสริมการพัฒนายั่งยืน ทั้งด้านการพัฒนาชุมชนด้วยการพึ่งพาตัวเอง การดูแลสิ่งแวดล้อมที่สมดุล การจัดการน้ำและดิน การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
พัฒนาทุนมนุษย์ครั้งแรกของโลก
ก่อนหน้าที่ UNESCO จะประกาศยกย่อง “บุคคลสำคัญของโลก” ในวาระ 100 ปีพระราชสมภพนั้น ทาง UNDP โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ก็เคยทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนาทุนมนุษย์” (Human Development Lifetime Achievement Award) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในวาระงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดย นายโคฟี อันนัน (Kofi Annan) เลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น ได้เดินทางมาทูลเกล้าฯ ถวายด้วยตนเอง ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต รางวัลเกียรติยศดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดทำขึ้น เพื่อถวายแด่พระองค์ในฐานะที่ทรงทุ่มเททรงงานเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างแท้จริง
สำหรับพสกนิกรชาวไทยแล้ว ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปนานเพียงใด หรือจะมีรางวัลเกียรติยศระดับโลก มาการันตีพระเกียรติคุณมากมายสักเท่าใด สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในใจของประชาชนคือ “ความรักและความคิดถึง” ที่ปวงชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย
แรงบันดาลใจใช้ชีวิตคนไทย
ในยามที่บ้านเมืองต้องเผชิญวิกฤติ หรือในยามที่พสกนิกรต้องการแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต คำสอน พระราชดำรัส และภาพการทรงงานหนักเพื่อประชาชนยังคงเป็นภาพจำ เป็นต้นแบบ เป็นกำลังใจ เป็นแสงสว่างนำทางให้เราก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่ายากลำบากเพียงใด
พระองค์ทรงเป็น “สมมุติเทพผู้ทรงธรรม” เป็น “แสงสว่างแห่งปัญญา” ที่สถิตอยู่ในหัวใจของปวงชนไทย เรายังคงจำได้เสมอว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ที่รถของเรา และรถที่เห็นวิ่งอยู่บนท้องถนนแทบทุกคันจะมีสติกเกอร์ติดกระจกหลังเขียนว่า “เรารักในหลวง”.
สุกิจ อุทินทุ