ทนายดังเจาะหลักกฎหมาย ‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับ 3 ข้อหา
ทนายดังเจาะหลักกฎหมาย ‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับ 3 ข้อหา ทั้งนี้ กรณีบุ๋ม ปนัดดา และผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม การถูกจับกุมหรือถูกตั้งข้อหาไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว
จากกรณีที่ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในขณะที่ ก๊อต อธิป ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
ทนายดังเจาะหลักกฎหมาย ‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับ 3 ข้อหา
ล่าสุด (6 พ.ย.) ทนายแก้ว-ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ทนายความชื่อดัง ได้โพสต์ให้ความรู้สึกผ่านเพจเฟซบุ๊ก ทนายแก้วโดยระบุข้อความว่า “เพราะเหตุใดตำรวจถึงตั้งข้อหา “บุ๋ม ปนัดดา กับพวก” ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์? พี่แก้ว ได้ค้นคว้าเนื้อหาและฎีกา เทียบหลักกฎหมาย มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566* ชัดเจนครับ
จากกรณีที่ตำรวจเข้าจับกุม “บุ๋ม ปนัดดา” หลายคนอาจสงสัยว่า การเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม เหตุใดจึงกลายเป็นคดีอาญาที่มีข้อกล่าวหาถึง 3 ข้อหา?
ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่การรับบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า **ประชาชนได้รับข้อมูลที่ตรงกับความจริงหรือไม่ เงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ และผู้เกี่ยวข้องมีเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้นหรือไม่?** โดยเฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งสามารถอธิบายผ่าน 3 ประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. การปกปิดความจริงเกี่ยวกับบัญชีรับบริจาค
ประเด็นแรกคือการตรวจสอบว่า บัญชีที่ใช้รับเงินบริจาคเป็นบัญชีของมูลนิธิ หรือเป็นบัญชีส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจว่าเงินบริจาคจะถูกโอนเข้าสู่มูลนิธิ แต่ในความเป็นจริงกลับใช้บัญชีส่วนบุคคล และผู้รับเงินจงใจไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็อาจเข้าข่ายการ **“ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง”** ตามหลักกฎหมายเรื่องฉ้อโกง เพราะการโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิกับบัญชีส่วนตัวมีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องเจ้าของบัญชี การตรวจสอบเงิน และความรับผิดชอบในการใช้เงิน
ยิ่งหากมีการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทั้งที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจบริจาค
อย่างไรก็ตาม การใช้บัญชีส่วนตัวรับบริจาคไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกงทันที แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงโดยทุจริต และทำให้ประชาชนหลงเชื่อจนโอนเงินหรือไม่
2. เงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้
เมื่อประชาชนตัดสินใจบริจาคเงิน เพราะเชื่อว่าเงินจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้เดือดร้อน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เงินดังกล่าวก็ควรถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ แต่หากตรวจสอบพบว่าเงินบางส่วนถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือใช้ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การรับบริจาค ก็อาจเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิจารณาว่ามีการหลอกลวงประชาชนหรือไม่
สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ ผู้รับบริจาคมีเจตนาจะนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่ตอนชักชวนให้บริจาคหรือไม่ เพราะการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนในทุกกรณี
3. การโอนเงินออกจากบัญชีอย่างต่อเนื่อง อาจใช้พิสูจน์เจตนาทุจริต
อีกหนึ่งประเด็นที่พนักงานสอบสวนให้ความสำคัญคือ เส้นทางการเงิน หากพบว่ามีการโอนเงินบริจาคออกไปยังบัญชีส่วนบุคคลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน และเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีการเปิดรับบริจาค ก็อาจนำมาใช้เป็นพยานแวดล้อมเพื่อประกอบการพิสูจน์เจตนาทุจริตได้ โดยตำรวจต้องตรวจสอบว่าเงินแต่ละรายการถูกโอนไปให้ใคร ด้วยเหตุผลใด และมีหลักฐานการใช้จ่ายรองรับหรือไม่
หากพิสูจน์ได้ว่าเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงถูกนำไปโอน เปลี่ยนสภาพ หรือดำเนินการเพื่อปกปิดแหล่งที่มาและเจ้าของเงิน ก็อาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐาน **ฟอกเงิน** อีกข้อหาหนึ่ง
ส่วนข้อหา **พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์** อาจเกิดจากการใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนโดยทุจริตหรือหลอกลวง เพื่อชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงิน โดยมีลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ทั้งนี้ การตั้งข้อหาทั้งสองฐานยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแต่ละฉบับ ไม่ใช่ว่าการโอนเงินหรือโพสต์รับบริจาคทุกกรณีจะเป็นความผิดทันที
เหตุที่เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566
ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวคือ จำเลยชักชวนประชาชนผ่านกลุ่มไลน์ให้ร่วมลงทุนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีการนำเสนอรูปแบบการลงทุนและผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ภายหลังพบว่าบริษัทที่นำมาใช้ชักชวนลงทุนนั้นไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามที่ควรเป็น และจำเลยไม่ได้แจ้งข้อมูลสำคัญดังกล่าวให้ผู้ลงทุนทราบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของบริษัทเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรเปิดเผยต่อผู้ลงทุน** การไม่แจ้งข้อเท็จจริงนี้จึงถือเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และเมื่อประกอบกับพฤติการณ์หลอกลวงโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เมื่อนำหลักกฎหมายดังกล่าวมาเทียบเคียงกับกรณีของบุ๋ม ปนัดดา ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่ว่า
หากประชาชนเข้าใจว่าตนเองกำลังบริจาคเงินให้มูลนิธิ แต่ความจริงเงินกลับเข้าสู่บัญชีส่วนบุคคล โดยมีการจงใจปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จะถือเป็นการหลอกลวงประชาชนหรือไม่?
หลักสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566 คือ การฉ้อโกงไม่ได้เกิดจากการพูดข้อความเท็จเท่านั้น แต่การจงใจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรเปิดเผย และทำให้ประชาชนตัดสินใจมอบเงินให้ ก็อาจเป็นความผิดได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้เป็นเพียงหลักกฎหมายสำหรับเทียบเคียงเท่านั้นตามหลักวิชาการจ้า
ทั้งนี้ กรณีบุ๋ม ปนัดดา และผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม การถูกจับกุมหรือถูกตั้งข้อหาไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว และทุกคนยังมีสิทธิต่อสู้คดีและได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”
ขอบคุณ : ทนายแก้ว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ดาราสาวใจพัง! เข้าแจ้งความ บุ๋ม ปนัดดา เคยโอนไปบริจาค 2 แสน
- นอนคุกทั้งคู่ ศาลไม่ให้ประกัน ‘ก๊อต อธิป-บุ๋ม ปนัดดา’
- เส้นทางเงิน 3 บัญชี ‘บุ๋ม ปนัดดา’ อ้างสับสนเบิกจ่าย ‘ก๊อต อธิป’ อ้างทำตามภรรยาสั่ง
ติดตามเราได้ที่