โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ตั้ง 6 คำถามคาใจ ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ อย่าให้ชาวบ้านเป็นหนี้เพราะแสงแดด

ไทยโพสต์

อัพเดต 24 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. • เผยแพร่ 55 นาทีที่แล้ว

24 ตุลาคม 2569 - พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือ โรงเรียนเสียดายแดด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตอนนี้ทำนาบนหลังคา แต่ก่อนเคยแต่ทำนาบนหลังคน! โซลาร์ล้านหลังคา ใครจะรวยจากแสงแดด และใครจะเป็นหนี้เพราะแสงแดด?

รัฐบาลบอกว่าติดโซลาร์เซลล์แล้วจะมีเงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาท อาตมาอยากขอดูสูตรคำนวณก่อนให้ชาวบ้านกู้เงิน

ข่าววันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะเสนอโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 26 ตุลาคมนี้ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท รวม 50,000 ล้านบาท พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของรัฐ

นอกจากนี้ ยังเตรียมลงทุนสมาร์ตมิเตอร์และสมาร์ตกริด เพื่อให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าได้ โดยคาดว่าเมื่อรวมงบประมาณแล้วอาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท

สิ่งที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษคือ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “คนใช้ไฟน้อยก็อาจจะยิ่งดี เพราะจะกลายมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า” และคาดว่าประชาชนจะมีเงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาท หลังหักค่างวดสินเชื่อ

ฟังแล้วชื่นใจ เพราะถ้าทำได้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่อาตมาทำงานด้านโซลาร์เซลล์มานาน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาทนั้น คำนวณมาจากอะไร?

ลองยกตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาสักหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้จ่ายค่าไฟเดือนละ 1,200 บาท ใช้ไฟประมาณ 300 หน่วย ส่วนใหญ่ใช้ตอนเย็นและกลางคืน เพราะกลางวันออกไปทำงาน สมมติติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคา 160,000 บาท รัฐบาลอุดหนุน 50,000 บาท เหลือเงินที่ต้องลงทุน 110,000 บาท

หากกู้ธนาคารดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี ผ่อน 7 ปี ต้องผ่อนประมาณ 1,429 บาทต่อเดือน สมมติระบบผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 562.5 หน่วยต่อเดือน และสามารถขายได้ทั้งหมดในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย จะมีรายได้ 1,237.50 บาท รายได้ขายไฟยังไม่พอผ่อนธนาคาร ขาดประมาณ 191 บาทต่อเดือน ถ้าใช้ไฟจากแผงเองบางส่วน ก็จะประหยัดค่าไฟได้เพิ่มขึ้น แต่ไฟที่ใช้เองไม่ได้กลายเป็นเงินสดเข้าบัญชีทั้งหมด

และที่สำคัญ ยังไม่คิดค่าล้างแผง ค่าซ่อมบำรุง ค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ หรือช่วงเวลาที่ระบบเสียจนผลิตไฟไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรณีสมมติ ไม่ใช่การยืนยันว่าโครงการของรัฐบาลไม่คุ้ม เพราะเงื่อนไขจริงอาจแตกต่างกัน

แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การจะบอกว่าชาวบ้านมีเงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาท ต้องมีรายละเอียดมากกว่าการบอกว่าประเทศไทยมีแดดเฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง อาตมาจึงอยากถามรัฐบาลก่อนนำโครงการเข้า ครม. ว่า

1. เงินสนับสนุน 50,000 บาท เป็นเงินให้เปล่าจริงหรือไม่ และประชาชนต้องลงทุนเองอีกเท่าไร?

2. เงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาท คำนวณจากระบบขนาดกี่กิโลวัตต์ ราคาติดตั้งเท่าไร ผ่อนกี่ปี และใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้าเท่าไร?

3. หากบ้านใช้ไฟน้อยและใช้ไฟส่วนใหญ่ตอนกลางคืน รายได้ขายไฟจะเพียงพอผ่อนธนาคารจริงหรือไม่?

4. หากอินเวอร์เตอร์เสียในปีที่ 5 หรือบริษัทผู้ติดตั้งปิดกิจการ ใครรับผิดชอบค่าซ่อมและรายได้ที่หายไป?

5. หากหม้อแปลงหรือระบบจำหน่ายในหมู่บ้านรองรับไฟฟ้าไหลย้อนไม่ได้ จนอินเวอร์เตอร์ลดกำลังหรือหยุดขายไฟ ใครจะรับผิดชอบ?

6. เงินกู้รัฐบาลที่ใช้สนับสนุนโครงการและปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับภาระทางการคลังหรือไม่ และประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งจะได้รับประโยชน์อย่างไร?

อาตมาไม่ได้คัดค้านโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ตรงกันข้าม อยากเห็นประชาชนได้ใช้พลังงานสะอาด ลดค่าไฟ และมีรายได้เพิ่มจริง ๆ

แต่การติดโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟ กับการกู้เงินติดโซลาร์เซลล์เพื่อหวังขายไฟ เป็นการลงทุนที่ต้องคิดต่างกัน

ก่อนรัฐบาลชวนชาวบ้านเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ขอให้รัฐบาลทำให้ชาวบ้านเข้าใจต้นทุน ความเสี่ยง และภาระหนี้เสียก่อน อย่าให้บริษัทขายแผงได้เงิน ผู้รับเหมาได้เงิน ธนาคารมีลูกหนี้ แต่ชาวบ้านต้องมานั่งลุ้นทุกเดือนว่าเงินขายไฟจะพอจ่ายค่างวดหรือไม่ เพราะแดดออกทุกวัน ไม่ได้หมายความว่าเงินจะเข้ากระเป๋าทุกวัน แต่หนี้ธนาคารถึงกำหนดทุกเดือน ไม่ว่าแดดจะออกหรือไม่ก็ตาม

หากรัฐบาลมีสูตรคำนวณที่ทำให้ชาวบ้านมีเงินเหลือเดือนละ 500–1,000 บาทจริง อาตมาก็อยากให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนกู้เงิน

อยากให้ชาวบ้านรวยจากแสงแดด อย่าให้ชาวบ้านเป็นหนี้เพราะแสงแดด

ทำนาบนหลังคาเป็นเรื่องดี ถ้าชาวบ้านเป็นเจ้าของผลผลิตและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

แต่ถ้าคนขายแผงได้เงิน คนรับเหมาได้กำไร ธนาคารได้ดอกเบี้ย ส่วนชาวบ้านได้หนี้ ก็ต้องระวังว่าจะกลายเป็นการทำนาบนหลังคนในรูปแบบใหม่!

จากที่หวังว่าจะ “รวยไม่ไหวแล้ว” ระวังจะกลายเป็น “ผ่อนไม่ไหวแล้ว!”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...