โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กรมส่งเสริมการเกษตร ย้ำกะเพรา 4 สายพันธุ์ กิน-แจกจ่ายได้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าวและการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและขอคุ้มครองพันธุ์กะเพรา จนเกิดความเข้าใจว่า “กะเพราถูกเอกชนจดคุ้มครอง” และอาจทำให้ผู้ปลูกหรือผู้จำหน่ายกะเพราทั่วไปมีความผิดนั้น ไม่เป็นความจริงในลักษณะที่มีการเผยแพร่และเข้าใจกันในวงกว้าง

โดยการคุ้มครองพันธุ์พืชดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาขึ้นใหม่ และมีการยื่นขอรับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการยื่นขอจดทะเบียนและขอรับการคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่เป็นพันธุ์ใหม่ จำนวน 4 พันธุ์ กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ จึงเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อให้พันธุ์พืชที่มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

โดยการคุ้มครองดังกล่าว เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ระบุไว้เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากะเพราทั้งหมดในประเทศไทยจะกลายเป็นพันธุ์ของเอกชน หรือถูกผูกขาดการใช้ประโยชน์

“ขอให้ประชาชนและเกษตรกรสบายใจได้ว่า การขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ทำให้กะเพราที่ปลูกและบริโภคกันอยู่ทั่วไปกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชน กะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมยังสามารถปลูก จำหน่าย นำมาประกอบอาหาร และใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ การคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง และมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด” นายกฤษ กล่าว

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครอง กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนรับประทานหรือใช้ประโยชน์จากผลผลิตของพันธุ์นั้น และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถแจกจ่ายผลผลิตเพื่อการบริโภคได้

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ กิ่งชำ หรือส่วนอื่นที่สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ ซึ่งการนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปใช้ในลักษณะที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการนำไปผลิตหรือจำหน่ายเพื่อการค้า ต้องอยู่ภายใต้สิทธิและเงื่อนไขของการคุ้มครองพันธุ์พืช

ดังนั้น การปลูกกะเพราเพื่อบริโภค การนำใบกะเพรามาประกอบอาหาร หรือการจำหน่ายผลผลิตกะเพราเพื่อการบริโภค ไม่ใช่การกระทำที่ถูกห้ามเพียงเพราะมีกะเพราบางพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง

สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ พันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่ และการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับส่วนขยายพันธุ์และอยู่ในขอบเขตสิทธิของผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของกะเพราที่ได้รับการคุ้มครองปลิวไปตกในแปลงเกษตรอื่น หรือปะปนอยู่ในพื้นที่เพาะปลูก แล้วจะทำให้พืชในแปลงดังกล่าวกลายเป็น “พันธุ์ของเอกชน” ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่หลักการของการคุ้มครองพันธุ์พืช การคุ้มครองไม่ได้ทำให้เจ้าของพันธุ์มีสิทธิเหนือพืชทุกต้นที่มีลักษณะคล้ายกันหรือเกิดขึ้นเองในพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ การพิจารณาสิทธิและการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและขอบเขตที่พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนด

นายกฤษ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งต่อหรือเผยแพร่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในพันธุ์พืช ซึ่งมีรายละเอียดทางกฎหมายและมีขอบเขตการคุ้มครองที่ชัดเจน การที่มีพันธุ์กะเพราบางพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง จึงไม่ใช่การ “จดกะเพราทั้งหมด” และไม่ได้ทำให้ประชาชนหมดสิทธิในการปลูก กิน หรือใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ตามกรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันยังคงคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชของเกษตรกรและประชาชน โดยการใช้สิทธิในพันธุ์พืชต้องดำเนินการภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่การผูกขาดพืชชนิดนั้นทั้งหมด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...