“เท้ง” มั่นใจมีใบเสร็จซักฟอก-โต้ญัตติไม่ใช่”บันเทิงธิปไตย”
"เท้ง" มั่นใจมีใบเสร็จซักฟอก 18 รมต. โต้ญัตติไม่ใช่"บันเทิงธิปไตย" ลั่นยึดพยานหลักฐาน รับแม้เสียงในสภาอาจสู้ไม่ได้ แต่ชี้เป้า-ตีแผ่ให้ประชาชนตัดสินใจ พร้อมจี้ ป.ป.ช. ยกระดับประสิทธิภาพคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำผู้ต้องหาหลุดฟ้อง ไม่ได้หมายถึงบริสุทธิ์ หนุนแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบองค์กรอิสระ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบรรจุญัตติ โดยคาดหวังว่าจะสามารถอภิปรายได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และต้องการเวลาอภิปรายอย่างน้อย 5 วัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน ซึ่งเห็นว่าเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถูกอภิปราย ทั้งนี้ หากมีข้อเสนอให้ลดเวลาเหลือ 3 วัน นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริง ทั้งจำนวนรัฐมนตรีและรายละเอียดข้อกล่าวหา เพื่อจัดสรรเวลาให้สอดคล้องกับเนื้อหา โดยขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการว่าจะกำหนดเวลาอภิปรายไว้เท่าใด ส่วนการหารือกรอบเวลาระหว่างวิปสามฝ่ายนั้น ประธานสภาฯ ยังไม่ได้เรียกประชุม จึงต้องรอการประสานงานกับรัฐบาลต่อไป
ส่วนกรณีรัฐมนตรีบางคนวิจารณ์ญัตติว่าเป็นลักษณะ “บันเทิงธิปไตย” และตั้งคำถามว่ามีข้อมูลจริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอให้รอดูเนื้อหาญัตติและคำชี้แจงของรัฐมนตรีก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาว่าการอภิปรายครั้งนี้มีเนื้อหาอย่างไร ส่วนถ้อยคำในญัตติ เช่น “มือถือสากปากถือศีล” หรือ “จิตใจผุพัง” ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีลักษณะรุนแรงหรือคล้ายการแสดง นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เป็นถ้อยคำที่ใช้ประกอบข้อกล่าวหาในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเป้าหมายตั้งคำถามต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเปิดเผยข้อมูลที่ฝ่ายค้านเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตหรือความล้มเหลวในการบริหาร พร้อมย้ำว่า การอภิปรายในสภากับการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน การที่ข้อมูลยังไม่สามารถนำไปสู่การเอาผิดทางกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะไม่สามารถนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมาตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลได้
ดยยืนยันว่า การอภิปรายครั้งนี้มีข้อมูลและหลักฐานที่ใช้ประกอบข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีแต่ละคน พร้อมยกกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นตัวอย่างว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการที่ฝ่ายค้านเห็นว่ามีความผิดปกติ และเป็นเรื่องที่ควรนำมาตรวจสอบในสภา ทั้งนี้ รายละเอียดการอภิปรายรัฐมนตรีแต่ละคนจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของญัตติที่ยื่นไว้
สำหรับฝ่ายรัฐบาลแสดงท่าทีไม่กังวลต่อญัตติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายรัฐบาลจะแสดงความมั่นใจว่า ตนเองไม่ได้กระทำผิด แต่พรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เตรียมข้อมูลสำหรับการอภิปรายมาแล้ว พร้อมยอมรับว่า หากพิจารณาจากจำนวนเสียงในสภา ฝ่ายค้านอาจคาดหวังผลการลงมติได้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้คือการนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณตัดสินการทำหน้าที่ของนักการเมือง
ขณะกรณีพรรคกล้าธรรมที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตติ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคดังกล่าวไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบของฝ่ายค้านในขณะนี้ ดังนั้น การจัดสรรเวลาอภิปรายจึงต้องพิจารณาตามองค์ประกอบของพรรคฝ่ายค้าน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองที่ต้องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาลควรแสดงเจตจำนงผ่านการร่วมลงชื่อในญัตติด้วย ส่วนกรณีที่พรรคกล้าธรรมระบุว่าการอภิปรายครั้งนี้เป็นการโจมตีทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับจุดยืนของแต่ละพรรค และต้องติดตามต่อไปว่าจะลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร สำหรับข้อสงสัยว่าทำไมไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยอยู่ในรายชื่อผู้ถูกอภิปราย นายณัฐพงษ์ ชี้แจงว่า รายชื่อดังกล่าวมาจากการเสนอชื่อรัฐมนตรีและประเด็นอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนนำมารวบรวมและพิจารณาร่วมกัน โดยยืนยันว่า การคัดเลือกรายชื่ออาศัยพยานหลักฐานและข้อมูลที่แต่ละพรรคเสนอมา ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นได้รับการปล่อยตัว หลัง ป.ป.ช. ส่งฟ้องไม่ทันตามกำหนดว่า สังคมคาดหวังให้ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรตรวจสอบการทุจริตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด
และการที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ พร้อมระบุว่า ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล ควรปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพราะขณะนี้สังคมตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรเหล่านี้มากขึ้น
ทั้งนี้ การส่งฟ้องล่าช้าอาจเป็นความพยายามตัดตอนเพื่อไม่ให้สาวถึงผู้เกี่ยวข้องรายใหญ่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการยังไม่สิ้นสุด จึงอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นความพยายามตัดตอนคดี แต่ยอมรับว่า หากมองเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ก็เข้าใจได้ว่าทำไมสังคมจึงตั้งคำถามต่อการทำงานของ ป.ป.ช.
นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากต้องการให้องค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม จำเป็นต้องมีกลไกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสนับสนุนการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับปรุงกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้สังคมร่วมส่งเสียงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าการเพิ่มช่องทางตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความรับผิดรับชอบในระบบการเมืองไทย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews