โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘ปกรณ์’ รื้อกฎหมายรองอีก 40 ฉบับ ปลดล็อกธุรกิจ ยกเครื่องระบบราชการไร้เทา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

30 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” ว่า ขณะนี้มีกฎหมายลำดับรองที่รัฐบาลเตรียมปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจกว่า 40 เรื่อง คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“รัฐบาลได้เปิดช่องทางให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันผ่าน กกร. และองค์กรภาคเอกชน โดยมองว่าเอกชนเป็นผู้ประสบภัย จากการทำงานของภาครัฐ จึงขอให้เอกชนจัดทำลิสต์มาว่าท่านประสบภัยในเรื่องอะไรบ้าง รัฐจะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรได้บ้าง ตอนนี้เรามีบัญชียี่ต๊อกประมาณกว่า 40 เรื่องที่เตรียมปลดล็อกให้เอกชน ซึ่งเราเชื่อว่ามันจะสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น” นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส”ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 ตุลาคม 2569

นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างหนึ่ง คือการทบทวนกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรอง ทั้งพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งใช้มานานมาก และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คือการทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการทุจริตที่ต้นตอ เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะบอกว่า กฎหมายเขียนอย่างนี้ ทุกคนรู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างนี้ และสร้างปัญหานี้ และทำไมไม่แก้

สำหรับจุดเน้นแรก รัฐบาลได้เร่งการการปัญหาด้วยการ Re-process คือปรับปรุงกระบวนการทำงาน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและเป็นเป้าหมายของโครงการ ยกตัวอย่างกรมสรรพากรที่ลดระยะเวลาคืนภาษีนิติบุคคลจาก 100 วัน เหลือ 5 วัน พร้อมชี้ว่าหากคิดที่ดอกเบี้ย 5% ของเงินคืนภาษี 1 หมื่นล้านบาท จะเห็นต้นทุนที่เอกชนแบกรับ ยังไม่นับความเสียหายจากการทุจริต ซึ่งเมื่อนำระบบเข้ามาใช้ การทุจริตส่วนนี้ก็หมดไป

"ในเชิงตัวเลขดูเหมือนไม่มีอะไร คือลดเวลาทำงานได้ 95 วันราชการ แต่ถ้ามองในมุมของเอกชน 95 วัน นี่คือวันที่ดอกเบี้ยมันเดินทุกวัน เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถลดระยะเวลาในการคืนเงินได้อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา มันจะทำให้เขามีสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจได้มากขึ้น ลดภาระทางด้านต้นทุนของเขาได้มากขึ้น เขาจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยมอบหมายให้ทางสำนักงาน ก.พ.ร. ไปทำตัวเลขออกมาว่าช่วยแล้วจะลดการสูญเสียได้มากแค่ไหน" นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส”ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 ตุลาคม 2569

จุดเน้นที่สองคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากที่สุด ซึ่งรองนายกฯ ระบุว่าไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือให้การทำงานเที่ยงตรงขึ้น ลดการใช้ดุลพินิจ และลดภาระประชาชน โดยยกกรณีกรมที่ดินที่เปิดให้ชำระภาษีที่ดินทางออนไลน์ ประชาชนไม่ต้องเดินทางและไม่ต้องเสี่ยงกับการรีดไถ หรือภาษากฎหมายเรียกว่า “ไถยจิต” ขณะที่ข้าราชการเองก็ทำงานได้ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงถูกดำเนินคดีจากการใช้ดุลพินิจ

จุดเน้นที่สามคือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมาก โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรอง ตัวอย่างร้านอาหารที่มีดนตรีสดซึ่งเข้าข่ายสถานบริการ แต่กฎหมายลำดับรองกำหนดให้ขออนุญาตได้เพียง 3 พื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบอาชีพสุจริตในพื้นที่อื่นผิดกฎหมายทั้งหมด ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพเกินสมควร

นอกจากนี้ บางกฎยังกำหนดมาตรฐานสูงเกินสภาพการณ์ของประเทศที่ยังต้องพัฒนาเป็นขั้นตอน เมื่อนำมาตรฐานของต่างประเทศมาบังคับใช้ทันที ส่งผลให้ทุกคนกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ด้านการป้องกันทุจริต โดยฝากสำนักงาน ป.ป.ท. จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยช่องทางแจ้งเบาะแส (Whistleblower) ที่ปกปิดตัวตนผู้แจ้งอย่างมีมาตรฐาน และให้กระบวนการสอบสวนทางวินัยมีกำหนดเวลาชัดเจน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส”ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 ตุลาคม 2569

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ป่านมาในช่วงระหว่างการประชุมกับ OECD ที่ประเทศตุรกี เลขาธิการ OGP และเลขาธิการ World Justice Forum ระบุตรงกันว่าในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา เห็นพัฒนาการสำคัญของไทยจากความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการแก้ปัญหาทุจริตและปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ความโปร่งใสยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ

“เชื่อว่าถ้าไม่ใช่ยุคนี้คงอีกนาน และ ณ วันนั้น ลูกหลานเราจะลำบากมาก เราจะมีเวทีที่ต้องไปยืนอยู่ในโลก เราจะเป็น Second ASEAN หรือ Third ASEAN รับไม่ได้ รัฐบาลรับไม่ได้ ประเทศไทยต้องเป็น First ASEAN เท่านั้น” รองนายกฯ กล่าวทิ้งท้าย

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า เรื่องแก้ไขกฎหมาย ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอให้ภาคเอกชนส่งรายชื่อกฎหมายรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และผลักดันออกมาแล้วบางส่วน โดยจากนี้ภาคเอกชนจะมีการเสนอกฎหมายรองอื่น ๆ ให้กับรัฐบาลอีกประมาณ 100 เรื่อง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลมาเสนอรัฐบาลต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...