โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ธปท. เผยปี 70 รุกแก้หนี้ ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ เข้มกำกับนอนแบงก์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2570 ว่า ธปท. กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายโดยมุ่งเน้นการลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเข้มข้น
  • การผลักดันภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้เข้าถึงสินเชื่อคุณภาพ
  • การยกระดับโครงสร้างการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) ทั้งระบบ

ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากการปรับยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

ลุยแก้หนี้ครบวงจร ลดภาระประชาชน

สำหรับยุทธศาสตร์แรกด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ธปท. จะยกให้เป็นวาระหลักในการดำเนินงานประจำวัน โดยเน้นการผลักดันมาตรการแก้หนี้อย่างครบวงจร ทั้งการขยายผลโครงการปรับโครงสร้างหนี้เสียขนาดเล็กผ่าน Social AMC เพื่อช่วยปลดภาระหนี้ให้แก่ประชาชน ตลอดจนการกำหนดเกณฑ์สินเชื่อเพื่อป้องกันและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการสั่งสมหนี้สินก้อนใหม่ในระบบอย่างเกินตัว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“การแก้ปัญหาหนี้สินเป็นรากฐานสำคัญที่จะต้องทำอย่างจริงจังเพื่อประคองครัวเรือนและผู้ประกอบการให้สามารถฟื้นตัวและกลับมาชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ปลดล็อกเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ หลังติดลบ 17 ไตรมาส

ในส่วนยุทธศาสตร์ที่สองการปลดล็อกให้ภาค SME เข้าถึงสินเชื่อคุณภาพ ธปท. เตรียมขับเคลื่อนผ่าน 4 มาตรการหลัก หลังจากปัจจุบันยอดการเข้าถึงสินเชื่อ SME ติดลบถึง 17 ไตรมาส ได้แก่

  • การเปิดตัวระบบ SMEs Credit Portal เพื่อเป็นศูนย์กลางตลาดสินเชื่อ (Marketplace) ช่วยให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอและเข้าถึงเงื่อนไขสินเชื่อที่ดีขึ้น
  • การจัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อถาวรระยะยาว 5 ปี โดยนำเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FID) มาใช้สนับสนุน ซึ่งตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้ SME ปีละ 100,000 ล้านบาท รวมเป็น 500,000 ล้านบาทตลอดโครงการ
  • การร่วมมือกับสถาบันวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ (GBA) ในโครงการ Data Exchange Project เพื่อนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาช่วยประเมินรายได้และความสามารถในการชำระหนี้สำหรับ SME และผู้ไม่มีรายได้ประจำที่ไม่สามารถประเมินผ่านระบบธนาคารแบบเดิมได้
  • การปรับปรุงเกณฑ์และลดต้นทุนเพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ SME ได้อย่างจริงจัง

เข้มกำกับนอนแบงก์ ยกเครื่องครั้งใหญ่รอบ 10 ปี

สำหรับยุทธศาสตร์ที่สาม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุด คือการยกเครื่องระบบกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank Supervision)

โดย ธปท. เตรียมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ด้วยการยกเลิกตำแหน่งรองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร แล้วจัดตั้งสายงานใหม่ที่มีรองผู้ว่าการดูแลเป็นการเฉพาะ เพื่อรวมศูนย์อำนาจการกำกับดูแล Non-Bank ทั้งหมดที่เคยกระจัดกระจายเข้ามาไว้ด้วยกัน

“การปรับโครงสร้างนี้จะครอบคลุมผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank 5–6 ประเภท ผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน (Non-Bank Payment) 9 ประเภท ผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนและโอนเงิน (FX และ Money Changer) ตลอดจนบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)”

โดย ธปท. จะเปลี่ยนผ่านจากการสุ่มตรวจผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย มาเป็นการนำเทคโนโลยี Data และ AI เข้ามาช่วยตรวจจับความเสี่ยง มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) การควบคุมอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และการป้องกันการคิดดอกเบี้ยทับซ้อนอย่างเข้มงวด

มองดอกเบี้ยนโยบาย 1% ยังเหมาะสม

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายวิทัย มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบัน ยังมีความเหมาะสมจากการประเมินข้อมูลและทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (forward-looking)

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมากเป็นระยะเวลานาน แม้จะมีผลดีในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็สร้างผลข้างเคียงและสะสมความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจการเงิน เช่น การสะสมความเสี่ยงจากการที่อัตราดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ การทำให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนน้อยลง ตลอดจนการเอื้อให้ผู้กู้รายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าผู้กู้รายย่อย

สำหรับการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ธปท. จะพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความจำเป็นเป็นหลัก โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การทบทวนอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างร้อนแรงจนส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ หรือกรณีที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ปรับลดลงในช่วงกลางปีตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอีก หรือการลดมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันของภาครัฐผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าประเมินไว้

นอกจากนี้ ปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ ธปท. พร้อมนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจนโยบายการเงินเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...