คราวนี้ได้เลี้ยงหลานจริงๆ
วันจันทร์แล้วครับ
จดหมายจากผู้อ่านยังมีรอให้เปิดอีกหลายซอง แต่วันนี้ขออนุญาตพักอีกสักวัน เพราะมีเรื่องของคนที่บอกว่าอยากวางมือจากการเมือง แต่ดูเหมือนจะยังวางไม่ลง
จะใครเสียอีกล่ะครับ ถ้าไม่ใช่คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าอายุมากแล้ว อยากใช้ชีวิตสงบๆ อยู่กับครอบครัว ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก
ผมก็คิดว่าคราวนี้แกคงเอาจริง
ผ่านเรื่องร้อนเรื่องหนาวมามากแล้ว เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว รวยก็รวยมาแล้ว หนีคดีก็หนีมาแล้ว กลับประเทศไทยก็กลับมาแล้ว แม้แต่เรือนจำก็เข้าไปอยู่มาแล้ว
ชีวิตผ่านมาขนาดนี้ น่าจะพอได้แล้ว
แต่พอมีข่าวว่าแกให้ทนายความยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ผมก็อดสงสัยไม่ได้
อ้าว…ยังไม่จบอีกหรือครับ
คุณทักษิณมอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาว่าคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่
เหตุผลของฝ่ายคุณทักษิณก็คือ คดีเหล่านั้นมีจุดเริ่มต้นจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร
พูดง่ายๆ แกเห็นว่าคดีเหล่านั้นมีที่มาจากการเมือง จึงควรได้รับการพิจารณาตามกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย
จะยื่นก็เป็นสิทธิครับ ไม่มีใครห้าม
แต่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ว่ามุ่งช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง และมีข้อยกเว้นสำหรับคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
คุณทักษิณมีทีมทนายความอยู่รอบตัว จะไม่รู้ข้อจำกัดเหล่านี้เชียวหรือ
ผมไม่เชื่อครับ
ยิ่งเป็นคุณทักษิณด้วยแล้ว จะทำอะไรสักอย่างโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ผมว่าเป็นไปได้ยาก
จึงน่าถามว่า ในเมื่อรู้ว่ามีอุปสรรคทางกฎหมายอยู่ข้างหน้า ทำไมยังต้องยื่น หรือมีอะไรที่คุ้มค่าพอให้ลองเสี่ยงดูอีกสักครั้ง
เรื่องนี้มีข่าวออกมาอีกระลอกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
มีกระแสข่าวว่า คดีของคุณทักษิณอาจไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับนิรโทษกรรม เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ใช่ความผิดจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ย้ำก่อนนะครับว่านี่เป็นเพียงกระแสข่าว ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ
จะผ่านหรือไม่ผ่านต้องรอผลอย่างเป็นทางการ
แต่ถ้าผลออกมาไม่เข้าเงื่อนไขจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายอะไรนัก
เพราะข้อจำกัดของกฎหมายมีให้เห็นกันอยู่แล้ว
คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงไม่ใช่ว่าคุณทักษิณจะได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าแกต้องการอะไรจากการยื่นคำร้องครั้งนี้กันแน่
ต้องการล้างประวัติคดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว
ต้องการเปิดทางให้มีการทบทวนผลทางกฎหมายบางอย่าง
หรือหวังผลมากไปกว่านั้น
ผมถามเพราะคุณทักษิณไม่ใช่คนธรรมดาที่เดินเข้าไปยื่นคำร้องแล้วกลับบ้านรอฟังผล
ขยับตัวทีหนึ่ง การเมืองก็ขยับตาม
ยิ่งคำร้องไปอยู่ในมือคณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขณะที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยมีเรื่องต้องเจรจาทางการเมืองกันอยู่ ก็ยิ่งหนีไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ถึงขนาดมีข่าวโยงไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเสียงโหวตของ สส.เพื่อไทย
ฝ่ายเพื่อไทยปฏิเสธแล้วว่าไม่มีการต่อรองเรื่องนี้
ผมก็รับฟังครับ เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันจริง
แต่คุณทักษิณก็น่าจะรู้ดีว่าพอยื่นคำร้องในจังหวะการเมืองอย่างนี้ ข่าวลือข่าวลับจะตามมาเป็นพรวน
อยากใช้ชีวิตสงบๆ แต่กลับมีเรื่องให้คนทั้งประเทศนั่งลุ้นอีกแล้ว
นี่ขนาดบอกว่าจะวางมือจากการเมืองนะครับ
ถ้ายังไม่วางมือจริงๆ การเมืองไทยก็คงมีเรื่องให้ติดตามกันอีกไม่น้อย
ยังมีอีกคนที่ผมนึกถึงเมื่อได้ข่าวเรื่องนี้
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของคุณทักษิณ ที่ยังอยู่ต่างประเทศ และมีคดีซึ่งศาลพิพากษาไปแล้วเช่นกัน
ผมไม่ทราบว่าคุณทักษิณคิดเผื่อไปถึงน้องสาวด้วยหรือเปล่า
แต่ลองคิดดูนะครับ หากคณะกรรมการตีความให้คดีของคุณทักษิณได้รับนิรโทษกรรมขึ้นมาจริง เรื่องของคุณยิ่งลักษณ์ก็คงถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พี่ชายได้ แล้วน้องสาวจะขอบ้างไม่ได้หรือ?
นี่เป็นข้อสังเกตของผม ไม่ใช่ข้อสรุปว่าสองพี่น้องวางแผนอะไรกันไว้
แต่ถ้าผลวินิจฉัยออกมาตามกระแสข่าวว่า คดีของคุณทักษิณไม่เข้าเงื่อนไข ช่องทางที่จะอาศัยการตีความแบบเดียวกันสำหรับคุณยิ่งลักษณ์ก็คงยากขึ้นไปด้วย
คิดจะเปิดประตูให้ตัวเอง แต่ถ้าประตูบานแรกยังเปิดไม่ออก น้องสาวก็คงเดินตามเข้าไปไม่ได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อนครับ
ผมก็หวังว่าคณะกรรมการจะพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เห็นว่าเป็นคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีแล้วต้องพยายามหาช่องตีความให้เป็นพิเศษ
กฎหมายเขียนไว้เพื่อช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ใช่เปิดทางให้ใครเอาคดีทุจริตมารวมเป็นคดีการเมืองเสียทั้งหมด
กรรมการแต่ละท่านก็คงรู้ดีว่า อะไรควรเป็นอะไร คงไม่มีใครอยากเอาชื่อเสียงของตัวเองไปเสี่ยงกับการตีความกฎหมายเพื่อคนเพียงคนเดียวหรอกครับ
ส่วนคุณทักษิณ ปีนี้อายุ 77 ปีแล้ว อีกเพียงสามปีก็จะครบ 80 ผมว่าถึงเวลาพักผ่อนอยู่กับลูกหลานเสียที
ผมเข้าใจว่าคนเราอาจอยากกอบกู้ชื่อเสียง อยากให้ประวัติของตัวเองสะอาดหมดจด โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
แต่การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับการขอให้ผลของคดีที่สิ้นสุดไปแล้วถูกลบล้าง เป็นคนละเรื่องกัน
ยิ่งถ้าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไปผูกกับเกมต่อรองทางการเมืองขึ้นมาจริง คนที่บอกว่าอยากวางมือก็คงต้องตอบคำถามกันอีกยาว
ถ้าผลวินิจฉัยออกมาไม่เข้าเงื่อนไขจริง คราวนี้ก็อาจต้องยอมรับว่าประตูบานนี้เปิดไม่ออก
ส่วนเรื่องจะปูทางให้น้องสาวกลับบ้านด้วยหรือไม่นั้น ถ้ามีความหวังอยู่จริง ก็คงต้องหาทางอื่นกันต่อไป
แต่สำหรับคุณทักษิณ ผมว่าไม่ต้องหาทางไหนแล้วก็ได้
กลับบ้านไปเลี้ยงหลานเถอะครับ
คราวนี้เลี้ยงจริงๆ เสียที
— เสมอต้น
2 พฤศจิกายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.