“จีนสร้างงานให้คนวัยเกษียณ ไทยจะต่อยอดอาชีพที่สองอย่างไร”
ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “จีนสร้างงานให้คนวัยเกษียณ ไทยจะต่อยอดอาชีพที่สองอย่างไร” ความว่า คนอายุ 60 ปีในอดีตกับคนอายุ 60 ปีในวันนี้ต่างกันมาก หลายคนยังแข็งแรง มีความรู้ มีประสบการณ์ และพร้อมทำงานต่อ บางคนเกษียณจากราชการหรือบริษัทเอกชนแล้ว แต่ยังอยากใช้ความสามารถสร้างรายได้ บางคนมีภาระครอบครัว ต้องดูแลลูกหลาน หรือมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้กลับมามีบทบาททางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและจำนวนแรงงานวัยทำงานที่ลดลง ประเทศจีนกำลังให้ความสำคัญกับการใช้ศักยภาพของประชากรสูงวัย แนวทางหนึ่งคือการส่งเสริมการจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ทั้งงานบริการ งานดูแลผู้สูงวัย งานที่ปรึกษา และการถ่ายทอดความรู้จากผู้มีประสบการณ์
สิ่งที่น่าศึกษาจากจีนคือ การมองผู้สูงอายุในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่ยังมีศักยภาพ ความรู้ที่สะสมมาหลายสิบปีสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ วิศวกรเกษียณอาจเป็นครูฝึกช่าง นักบัญชีอาจให้คำปรึกษาธุรกิจขนาดเล็ก อดีตครูอาจสอนหนังสือหรือพัฒนาทักษะเด็กและเยาวชน ส่วนผู้สูงอายุที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอาจทำงานบริการลูกค้าหรือค้าขายออนไลน์จากที่บ้าน
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากกว่า 14 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่งผลต่อกำลังแรงงานและภาระการดูแลประชากรสูงวัยในระยะยาว
ที่ผ่านมา สังคมไทยพูดถึงผู้สูงอายุผ่านเรื่องเบี้ยยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการดูแลสุขภาพ ซึ่งก็มีความสำคัญ แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ควรได้รับความสนใจ คือผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังต้องการทำงาน มีรายได้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า การส่งเสริมอาชีพหลังเกษียณจึงเป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ข่าวดีคือประเทศไทยมีการดำเนินงานเรื่องนี้อยู่แล้ว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึงตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” และ “คนทำงานอิสระ” รวมถึงสำนักงานจัดหางานทั่วประเทศ นับเป็นช่องทางที่ช่วยให้ผู้สูงอายุค้นหางานที่เหมาะกับความสามารถและความสนใจได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีช่องทางสมัครงานกับการมีงานทำอย่างต่อเนื่องเป็นคนละเรื่องกัน ผู้สูงอายุบางคนมีทักษะที่ตลาดต้องการ แต่ไม่คุ้นเคยกับการสมัครงานออนไลน์ บางคนใช้เทคโนโลยีได้ดี แต่หางานที่เหมาะกับสุขภาพและเวลาของตนเองไม่ได้ ขณะที่สถานประกอบการบางแห่งยังไม่มั่นใจเรื่องการจ้างแรงงานสูงวัย ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนมากกว่าการเปิดรับสมัครงาน
รัฐบาลไทยควรพิจารณาต่อยอดการดำเนินงานที่มีอยู่ให้เป็นระบบ “อาชีพที่สองสำหรับคนไทยวัย 60+” โดยเริ่มจากการสำรวจว่าผู้สูงอายุมีความสามารถอะไร ต้องการทำงานประเภทใด และสถานประกอบการต้องการแรงงานลักษณะไหน แล้วนำข้อมูลทั้งสองด้านมาจับคู่กันอย่างเหมาะสม
เรื่องต่อมาคือการพัฒนาทักษะ ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องกลับไปเรียนหลักสูตรยาว ๆ อาจใช้หลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์การทำงานจริง เช่น การขายสินค้าออนไลน์ การใช้ AI ช่วยทำงาน การบริการลูกค้า การเป็นพี่เลี้ยงอาชีพ หรือการดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง มหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญใน
เรื่องนี้
ภาคเอกชนก็ควรมีส่วนร่วม รัฐบาลอาจพิจารณามาตรการจูงใจสำหรับสถานประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุ เช่น การสนับสนุนค่าอบรม การลดต้นทุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีเงื่อนไขชัดเจน พร้อมส่งเสริมงานบางเวลา งานจากบ้าน และงานตามโครงการ เพื่อให้ผู้สูงอายุเลือกทำงานได้ตามความพร้อม
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการคุ้มครองแรงงาน ผู้สูงอายุที่กลับมาทำงานควรได้รับค่าตอบแทนเป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และไม่สูญเสียสิทธิพื้นฐานเพียงเพราะต้องการหารายได้เพิ่ม การทำงานหลังเกษียณควรเกิดจากความสมัครใจ โดยคำนึงถึงสุขภาพและความแตกต่างของแต่ละบุคคล
หากรัฐบาลไทยต้องการเห็นผลเป็นรูปธรรม อาจเริ่มโครงการนำร่องในจังหวัดที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมาก ร่วมกับสำนักงานจัดหางาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ กำหนดเป้าหมายทั้งจำนวน
ผู้ได้รับการจ้างงาน รายได้ที่เพิ่มขึ้น ความต่อเนื่องของการทำงาน และความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ก่อนขยายผลไปยัง
พื้นที่อื่น
ประสบการณ์จากประเทศจีนชวนให้ประเทศไทยกลับมาคิดถึงคุณค่าของคนวัยเกษียณอีกครั้ง คนอายุ 60 ปีจำนวนมากผ่านการทำงานมาแล้วสามสิบหรือสี่สิบปี มีทั้งความชำนาญ ความอดทน ความรับผิดชอบ และความเข้าใจชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ประเทศได้ลงทุนสะสมมาอย่างยาวนาน
ประเทศไทยมีทั้งผู้สูงอายุที่พร้อมทำงาน หน่วยงานจัดหางาน สถาบันการศึกษา และสถานประกอบการ สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อคือการเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
คนไทยอายุ 60 ปีอาจเกษียณจากตำแหน่งหน้าที่ แต่ความรู้และประสบการณ์ยังอยู่กับตัว หากรัฐบาลช่วยเปิดโอกาสให้เหมาะสม อาชีพที่สองก็อาจกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของผู้สูงวัย และเป็นกำลังอีกส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย