ไขข้อสงสัยกาแฟกับหัวใจ สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ ชี้วันละไม่เกิน 5 แก้วยังปลอดภัย แต่น้ำตาลและครีมอาจลบล้างประโยชน์ที่ควรได้
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) ออกแถลงการณ์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคคาเฟอีนไม่เกินวันละ 400 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากาแฟดำขนาด 8 ออนซ์ (ราว 240 มิลลิลิตร) ไม่เกิน 5 แก้ว ถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ และยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่ลดลงด้วย
แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในวารสาร Circulation โดยคณะผู้จัดทำได้รวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยหลายสิบชิ้นที่ศึกษาผลของกาแฟและคาเฟอีนต่อสุขภาพหัวใจ
ผลการทบทวนพบว่าการดื่มกาแฟในปริมาณดังกล่าวเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะหลายอย่าง ทั้งโรคหัวใจ, ภาวะหัวใจล้มเหลว, โรคหลอดเลือดสมอง, ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดที่ 2
ที่ผ่านมางานวิจัยเรื่องกาแฟและคาเฟอีนให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันมาตลอด บางชิ้นชี้ว่ามีประโยชน์ ขณะที่บางชิ้นชี้ว่ามีความเสี่ยง แถลงการณ์ฉบับนี้จึงช่วยคลายความสับสนที่สะสมมานาน
ยูจีเนีย จีอาโนส (Eugenia Gianos) แพทย์โรคหัวใจจาก Northwell Health ในนิวยอร์ก และประธานสภาการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกา ซึ่งให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญภายนอก ระบุว่า ไม่เพียงประชาชนทั่วไปที่สับสนกับเรื่องนี้ แต่แพทย์จำนวนมากก็ยังไม่รู้ว่าจะแนะนำผู้ป่วยอย่างไร
เธอเสริมว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เครื่องดื่มซึ่งผู้คนจำนวนมากดื่มเป็นประจำอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย และในอนาคตอันใกล้แพทย์อาจถึงขั้นแนะนำให้คนดื่มกาแฟได้
เมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มอธิบายได้ว่าทำไมกาแฟถึงดีต่อหัวใจ
เกรกอรี เอ็ม. มาร์คัส (Gregory M. Marcus) แพทย์โรคหัวใจและศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้ ระบุว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความปลอดภัยและประโยชน์ของกาแฟนั้นสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดคาเฟอีนในกาแฟจึงอาจส่งผลดีต่อหัวใจ โดยข้อสังเกตหนึ่งคือคนมักออกกำลังกายมากขึ้นในวันที่ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน
ขณะเดียวกันกาแฟยังออกฤทธิ์ขับปัสสาวะซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้ ส่วนคาเฟอีนก็ไปยับยั้งสารที่อาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากคาเฟอีนแล้ว คณะผู้จัดทำยังระบุว่ากาแฟมีสารอื่นที่ดูจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น สารกลุ่มโพลีฟีนอลที่อาจทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ
ข้อสันนิษฐานนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมงานวิจัยบางชิ้นจึงพบว่ากาแฟที่สกัดคาเฟอีนออกแล้วก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าประโยชน์ที่พบอาจไม่ได้มาจากคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว
สำหรับปริมาณที่งานวิจัยชี้ว่าน่าจะเหมาะที่สุดนั้นอยู่ที่ราว 2-4 แก้วต่อวัน โดยมาร์คัสอธิบายว่าปริมาณเท่านี้อาจไม่ได้แปลว่ายังไม่ถึงระดับที่เป็นพิษเท่านั้น แต่มากพอที่จะทำให้เกิดผลทางชีวภาพต่อร่างกายด้วย
อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ที่คณะผู้จัดทำนำมาวิเคราะห์เป็นงานวิจัยเชิงสังเกต ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลได้ แต่มาร์คัสระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มมีงานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นวิธีที่รัดกุมกว่าในทางวิทยาศาสตร์ ออกมามากขึ้นและชี้ไปในทางว่าการดื่มกาแฟส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ
ดื่มอย่างไรสำคัญไม่แพ้ดื่มเท่าไร
ประเด็นที่แถลงการณ์เน้นย้ำคือ ประโยชน์ที่อาจได้รับจากกาแฟนั้นสามารถถูกเจือจางหรือหายไปทั้งหมด จากสิ่งที่หลายคนเติมลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล, ไซรัป หรือครีมเทียมที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
ลอเรน มานาเกอร์ (Lauren Manaker) นักโภชนาการจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ ระบุว่าวิธีที่ดื่มกาแฟสร้างความแตกต่างได้จริง เพราะประโยชน์จะปรากฏชัดที่สุดกับกาแฟดำล้วน
เธอเตือนว่าเมื่อเริ่มเติมน้ำตาล, ไซรัป และครีมเข้าไป ก็อาจเท่ากับกำลังแลกประโยชน์บางส่วนที่ตั้งใจจะได้รับออกไป
อีกปัจจัยที่แถลงการณ์ระบุคือวิธีชง โดยวิธีที่ดีต่อสุขภาพที่สุดคือการชงผ่านกระดาษกรองหรือใช้กาแฟสำเร็จรูป ขณะที่กาแฟซึ่งไม่ผ่านการกรองอย่างเอสเปรสโซนั้นสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีที่สูงขึ้น
ที่สำคัญคือคาเฟอีนไม่ได้ส่งผลต่อทุกคนเหมือนกัน โดยมาร์คัสระบุว่าแต่ละคนเผาผลาญคาเฟอีนด้วยความเร็วต่างกัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่สั่งสมมา
มานาเกอร์เสริมในทำนองเดียวกันว่าไม่มีเพดานคาเฟอีนที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะทั้งอายุ, ยาที่ใช้อยู่, พันธุกรรม และความเร็วในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย ล้วนกำหนดการตอบสนองที่ต่างกันไป โดยปริมาณที่เพื่อนร่วมงานดื่มแล้วสบายดี อาจทำให้อีกคนใจสั่นหรือนอนไม่หลับจนถึงตีสองก็ได้
เส้นแบ่งระหว่างกาแฟกับเครื่องดื่มชูกำลัง
อีกประเด็นที่ AHA ย้ำเป็นพิเศษคือ ไม่ควรเหมารวมกาแฟเข้ากับเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะเครื่องดื่มชูกำลังมักมีคาเฟอีนในปริมาณสูงกว่ากาแฟมาก
โดยเครื่องดื่มชูกำลังทั่วไปอาจมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟหนึ่งแก้วถึง 3-4 เท่า อีกทั้งยังมักผสมสารกระตุ้นและส่วนประกอบอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย
งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ ทั้งภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและความดันโลหิตสูง ทำให้มาร์คัสแนะนำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ขณะที่มานาเกอร์ระบุว่ากาแฟกับเครื่องดื่มชูกำลังไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนกัน
แม้ภาพรวมจะเป็นข่าวดีสำหรับคนรักกาแฟ แต่คณะผู้จัดทำก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายคำถามที่รอคำตอบ
โดย แฟรงก์ หู (Frank Hu) ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยา และหัวหน้าภาควิชาโภชนาการ จาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นรองประธานคณะผู้จัดทำแถลงการณ์ ระบุว่าความเข้าใจเรื่องผลของคาเฟอีนต่อสุขภาพก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังมีอีกมากที่ต้องเรียนรู้
เขาเรียกร้องให้มีการออกแบบงานวิจัยรูปแบบใหม่ที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญ เช่น เหตุใดแต่ละคนจึงตอบสนองต่อคาเฟอีนต่างกัน และผลต่อสุขภาพจากคาเฟอีนที่มาจากแหล่งต่างกันเป็นอย่างไร
ภาพ:rinatphoto / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.wsj.com/health/wellness/coffee-study-american-heart-association-ab2f6b8c
- https://www.foxnews.com/food-drink/coffee-lovers-can-take-heart-up-5-cups-day-appears-safe-most-adults-experts-say
- https://hsph.harvard.edu/news/up-to-five-cups-of-coffee-a-day-may-benefit-heart-health/
- https://www.washingtonpost.com/wellness/2026/07/21/how-much-coffee-is-safe-drink/