สกัดศึกตัดราคา "จีน" คุมเกมค่ายรถบุกตลาดโลก
ภาครัฐจีนซึ่งประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน ร่วมกันออกแนวทางการแข่งขันในต่างประเทศ และการสร้างระบบกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์
กำหนดบทบัญญัติ 20 ประการ ครอบคลุมเรื่องการกำหนดราคาในต่างประเทศ ตัวแทนจำหน่าย การโฆษณา สิทธิแรงงาน ความปลอดภัยของข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อต้านการผูกขาด
สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า แนวทางดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายธุรกิจในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โดยมี บีวายดี เป็นผู้นำ ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดจีนเอง ยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ต้องออกไปแสวงหาโอกาสการเติบโตในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
หนึ่งประเด็นสำคัญของแนวทางฯ ดังกล่าว ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมด้านราคา โดยเรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดราคา โดยอิงจากต้นทุนและสภาวะตลาด หลีกเลี่ยงการใช้ราคาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม งดเว้นการเปลี่ยนแปลงราคาบ่อยครั้งหรือปรับขึ้นลงมากเกินไป จนอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค และเป็นอันตรายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
นอกจากนี้ ควรเปิดเผยข้อมูลทางการตลาดอย่างเหมาะสม และตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงการโฆษณาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์รถยนต์จีนในต่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวยังเรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์จีน เสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการต่อต้านการผูกขาด ป้องกันการแข่งขันที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมีความเหมาะสมกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานในท้องถิ่น และปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมถึงปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความปลอดภัยในประเทศเจ้าบ้าน
เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการขยายธุรกิจ อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนอย่างมีเหตุผลและเป็นระเบียบ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์จีนในระดับนานาชาติในระยะยาว
ด้านสื่อรถยนต์จีน ชี้ว่าการออกแนวทางฯดังกล่าว เป็นความพยายามในการกำกับพฤติกรรมของผู้ผลิตรถยนต์จีน เพื่อป้องกันไม่ให้นำสงครามราคาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงภายในประเทศ ออกไปใช้ในตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางช่วงเวลาที่การส่งออกรถยนต์ของจีนกำลังทำสถิติสูงสุดอยู่ในเวลานี้
ข้อมูลศุลกากรที่กระทรวงพาณิชย์อ้างถึง ระบุว่าปี 2025 ที่ผ่านมา จีนส่งออกรยนต์เป็นจำนวนกว่า 8 ล้าน 3 แสน 2 หมื่นคัน ซึ่งส่งออกไปกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถจีนได้เข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตรถยนต์ ครอบคลุมแล้วกว่า 80 ประเทศทั่วโลก
ส่วนปีนี้ การส่งออกรถยนต์จีนเร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 จีนส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปแล้ว เป็นจำนวนกว่า 5 ล้าน 1 แสน 8 หมื่นคัน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่จำนวน 2 ล้าน 7 แสน 7 หมื่นคัน คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่าเท่าตัว (129%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เฉพาะเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน เผยว่า จีนส่งออกรถยนต์จำนวน 1.043 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออกรถยนต์รายเดือนที่ตัวเลขทะลุ 1 ล้านคัน ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2
โดยได้แรงหนุนส่วนใหญ่จากการจัดส่งรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตขึ้น ซึ่งส่งออกจำนวน 553,000 คัน ในเดือนกรกฎาคม เติบโตมากกว่าเท่าตัว (145.5%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดส่งออกทั้งหมด
ทางสมาคมผู้ผลิตรถยต์แห่งประเทศจีน ระบุด้วยว่า ตลาดรถยนต์จีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการซื้อรถในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่การส่งออกยังเติบโตแข็งแกร่ง ทำให้การส่งออกกำลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงอุตสาหกรรมรถยนต์จีน และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม
ปี 2026 นี้ ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกด้วย โดยพบว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นภูมิภาคหลักที่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจีนเร่งเข้าไปทำตลาด
เห็นได้จากข้อมูลการส่งออกรถยนต์ของสถาบันวิจัยยานยนต์กาซกู (Gasgoo Automotive Research Institute) ระบุว่า เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศในสมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ EFTA (อีเอฟทีเอ) ได้กลายเป็นพื้นที่ส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดของผู้ผลิตรถยนต์จีนรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ BYD (บีวายดี), Geely Holding (จีลี่ โฮลดิ้ง) และ Chery Holding (เชอรี่ โฮลดิ้ง)
โดยเดือนมิถุนายน เชอรี่ โฮลดิ้ง ส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคดังกล่าวเป็นจำนวน 64,678 คัน ตามมาด้วย บีวายดี จำนวน 54,085 คัน และ จีลี่ โฮลดิ้ง 29,848 คัน
สอดคล้องกับรายงานของ บลูมเบิร์ก ที่ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ใหม่ในยุโรปของผู้ผลิตรถยนต์จีน เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 11 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคหันมาซื้อรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่มีราคาถูกลง กันมากขึ้น
ข้อมูลจาก Dataforce ระบุว่า 1 ใน 3 ของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จดทะเบียนในเดือนกรกฎาคม เป็นรถที่ผลิตโดยแบรนด์จีน เช่น Jaecoo (เจคู่) ของ Chery Automobile (เชอรี่ ออโตโมบิล)
ซึ่งปัจจุบัน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากจีน ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ในอนาคตก็อาจถูกเรียกเก็บภาษีเช่นกัน ซึ่งตามรายงานของหนังสือพิมพ์ในเยอรมนี ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่รถยนต์กลุ่มนี้จะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้
นักวิเคราะห์จาก Dataforce กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลัง เร่งนำรถยนต์เข้าสู่ตลาดยุโรป เพื่อเตรียมรับมือกับการขึ้นภาษีที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่จูงใจทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะบริษัทให้เช่ารถ
รายงานดังกล่าว ระบุด้วยว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนที่นำโดย บีวายดี กำลังดึงดูดผู้บริโภคยุโรปด้วย รถยนต์รุ่นที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น ในช่วงที่ฐานะการเงินของครัวเรือนยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน
และอาศัยความกังวลของผู้บริโภคในเรื่องสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง