โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รีดไขมัน’ ระวัง ‘เนื้อดี’ หายไปด้วย

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 กันยายน 2569 เวลา 6.19 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวานพักซองไปคุยเรื่องปราบโกงกันเสียยาว วันนี้กลับมาเปิดซองตามที่บอกไว้ครับ

คราวนี้เป็นเรื่องราชการ

เจ้าของซองอายุ 67 ปี เกษียณมาแล้ว 7 ปี และบอกว่าอยู่กับระบบนี้มาครึ่งชีวิต

ส่วนผมนั้นอยู่นอกระบบ

เรื่องข้างในบางอย่างจึงไม่กล้าทำเป็นรู้ดีกว่าคนที่นั่งทำงานอยู่กับมันมาหลายสิบปี

เรื่องที่เจ้าของซองเขียนมาคราวนี้กำลังเป็นข่าวอยู่พอดี

รัฐบาลกำลังขยับเรื่องระบบราชการ คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พูดถึงการลดอัตรากำลัง เอาเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วย และมีคำหนึ่งที่ฟังแล้วจำง่ายเหลือเกิน

“รีดไขมัน”

เจ้าของซองอ่านแล้วดูจะติดใจอยู่พอสมควร

โดยเฉพาะคำถามว่า ถ้าจะรีดกันจริงๆ…

แน่ใจนะว่าไขมันจะเป็นฝ่ายออก

เรื่องนี้ผมขอยังไม่ชิงตอบ

ให้คนที่เคยอยู่ในระบบเขาเล่าก่อนดีกว่า

ถึง คุณเสมอต้น

ผมเห็นเปิดคอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” ได้ไม่กี่วัน นั่งอ่านวิธีที่คุณตอบคำถามแฟนๆ แล้วชอบใจมากครับ ตอบตรงดี ไม่ลื่นเป็นปลาไหล วันนี้เลยอยากเขียนมาคุยด้วยสักเรื่อง

เห็นข่าวคุณอนุทินกับคุณปกรณ์จะปฏิรูประบบราชการ แล้วมันอดรนทนไม่ได้จริงๆ ในฐานะคนแก่ อายุ 67 เกษียณมาได้ 7 ปี อยู่กับระบบนี้มาครึ่งชีวิต อ่านนโยบายแล้วได้แต่นั่งถอนหายใจครับ

ไอ้เรื่องงบประมาณจมไปกับเงินเดือนข้าราชการตั้ง 73% อันนี้ผมไม่เถียง รัฐบาลอยากได้รัฐเล็กลง เอาคอมพิวเตอร์ เอา AI มาช่วยตัดงานธุรการ ฟังดูก็เข้าท่า แต่คนคิดนโยบายลืมมองชีวิตจริงไปหรือเปล่า

งานราชการบ้านเรา มันไม่ได้มีแค่นั่งเดินแฟ้มนะครับ ชาวบ้านตาดำๆ ยายแก่ๆ ตากแดดขึ้นศาลากลาง เขาไม่ได้ต้องการมาจิ้มหน้าจอหรือคุยกับระบบอัตโนมัติหรอก เขาอยากเจอคน อยากได้คนนั่งฟัง นั่งอธิบาย เอาเทคโนโลยีมาขวางมากๆ เข้า จะกลายเป็นตัดขาดชาวบ้านไปเลย

แล้วเรื่องเออร์ลี่รีไทร์ตอนอายุ 40 แถมเงินให้อีก 12 เท่า อันนี้น่ากลัวที่สุด คนอายุ 40 ที่เก่งๆ ไฟแรงๆ เอกชนเขาก็จ้องจะดึงตัวอยู่แล้ว พอมีช่องนี้ เขาก็รับเงินก้อนแล้วลาออกไปโตข้างนอกหมด สิริรวมแล้วรัฐเสียทั้งเงิน เสียทั้งคนทำงาน ส่วนคนที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม ใครเขาจะออก เขาก็กอดเก้าอี้ไว้แน่นเหมือนเดิม

แถมออกไปแล้วบอกจะ ยุบตำแหน่งทิ้ง ห้ามโตแทน แต่งานเอกสารงานพื้นที่มันไม่ได้ลดลงตามคนนะครับ สุดท้ายงานมันก็ไปตกใส่หัวเด็กๆ ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ยังอยู่ ต้องแบกงานงกๆ สองสามเท่าตัว จะไม่ให้เด็กมันหมดไฟได้ยังไง

เรื่องเกษียณ 60 ปีก็เหมือนกัน ยุคนี้คน 60 ยังแข็งแรง ปัญญายังดี ประสบการณ์ 30-40 ปีที่สะสมมามันคือความเก๋า ในการแก้ปัญหาเรื่องยากๆ ตัดฉับออกไปหมด แล้วหวังให้เด็กใหม่มาแก้แทน มันจะไปทันการได้ยังไง

ผมไม่ได้จะคัดค้านความเจริญนะครับ แต่เห็นนโยบายประเภทคิดจากห้องแอร์ และมองแต่ตัวเลขมาเยอะ แล้วมันมักจะพังตอนปฏิบัติจริงทุกที

ฝากคุณเสมอต้นเอาเรื่องนี้ไปชวนแฟนๆ คอลัมน์คุยต่อหน่อยครับ อยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นเขาเห็นด้วยกับคนแก่เกษียณคนนี้ไหม

จากข้าราชการเกษียณ

คุณข้าราชการเกษียณครับ

เห็นบอกว่าอายุ 67 ปี ผมยังตามหลังอยู่หลายปี ขออนุญาตเรียกพี่แล้วกันครับ จะได้คุยกันง่ายหน่อย

จดหมายพี่มีหลายเรื่องให้คุย แต่ก่อนอื่นขอจัดการตัวเลขหนึ่งตัวก่อน

73%

พี่เขียนว่า “งบประมาณจมไปกับเงินเดือนข้าราชการตั้ง 73%”

ตรงนี้ขอแก้กันนิดหนึ่ง

ตัวเลขประมาณ 73% ที่คุณปกรณ์พูดถึงคือ “รายจ่ายประจำ” ของภาครัฐ ไม่ใช่เงินเดือนข้าราชการทั้งหมด

สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

แต่เรื่องที่พี่กำลังห่วงก็ไม่ได้หลุดไปไหนครับ

เพราะโจทย์ “รีดไขมัน” ที่รัฐบาลกำลังพูดถึง มีทั้งลดอัตรากำลัง ลดขั้นตอน เอาเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วย ซึ่งทั้งหมดก็สัมพันธ์กันอยู่

เอาเป็นว่า ตัวเลข 73% พี่เรียกผิด แต่คำถามเรื่องลดคนยังอยู่

ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า ถ้าจะลดคน ใครจะเป็นคนออก

ผมไปดูรายละเอียดเรื่อง Early Retirement หรือการเกษียณอายุก่อนกำหนด แนวทางที่มีการหารือกันมีทั้งกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ที่มีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ส่วนเงินก้อนจูงใจมีตัวเลขสูงสุดไม่เกิน 12 เท่าของเงินเดือน

พี่กลัวว่าคนเก่งๆ อายุสี่สิบกว่า มีทางไปต่อข้างนอก จะเป็นฝ่ายรับเงินแล้วออก ส่วนคนที่พี่เรียกว่า “เช้าชามเย็นชาม” อาจกอดเก้าอี้อยู่เหมือนเดิม

ผมยังไม่กล้ารับรองแทนพี่ว่าจะออกมาเป็นอย่างนั้น

แต่ผมเห็นด้วยว่า นี่เป็นความเสี่ยงที่คนคิดนโยบายต้องตอบให้ได้ เพราะถ้าใช้ความสมัครใจ คนที่จะยกมือออกเป็นใคร รัฐบาลเลือกไม่ได้ทั้งหมด

ก่อนจะลดคน อย่างน้อยก็ควรรู้ให้ชัดว่า งานตรงไหนยังจำเป็น คนแบบไหนที่ระบบยังต้องใช้ และตรงไหนที่ลดแล้วไม่กระทบงาน

ไม่อย่างนั้นจำนวนคนอาจลดได้ตามเป้า แต่ไม่ได้แปลว่าระบบจะทำงานดีขึ้นตามไปด้วย

พอดีผมไปอ่านเรื่องนี้ต่อ แล้วเจออีกประโยคของคุณปกรณ์ที่น่าหยิกอยู่เหมือนกัน

คุณปกรณ์บอกว่า คราวนี้ไม่อยากใช้คำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” แล้ว ขอใช้ “พัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทน

เหตุผลคือคำว่า “ปฏิรูป” มีภาพจำของความล้มเหลว ตั้งกรรมการ ตั้งคณะทำงาน แต่ไม่ลงมือทำ

โธ่…น่าสงสารคำว่า “ปฏิรูป”

คนทำไม่สำเร็จกันเอง สุดท้ายคำโดนปลดออกจากตำแหน่ง (ฮา)

แต่ผมไม่ติดเรื่องชื่อหรอก

จะเรียก “ปฏิรูป” หรือ “พัฒนาประสิทธิภาพ” ถ้าทำแล้วดีขึ้น ผมเรียกตามได้หมด

แต่ที่ผมสนใจกว่าชื่อคือ วิธีทำจะเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยหรือเปล่า

คุณปกรณ์พูดถึงการลดขั้นตอน ใช้เทคโนโลยี เชื่อมข้อมูลของรัฐ และยกตัวอย่างว่าที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยมีขั้นตอนก่อนถึงโต๊ะทำงานของเขาราว 170 กระบวนงาน เมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ ลดเหลือประมาณ 40-70 กระบวนงาน

อันนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ

ถ้าทำกับงานอื่นได้ด้วยก็ดี

แต่ผมขอเก็บมือไว้ก่อน ยังไม่ปรบ

เพราะลดขั้นตอนได้เท่าไรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประชาชนที่ไปติดต่อราชการจะรู้สึกว่าง่ายขึ้นจริงหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตรงนี้ต้องรอดูตอนทำจริง

พี่เขียนถึงยายแก่ๆ ที่ตากแดดไปศาลากลาง แล้วกลัวว่าสุดท้ายจะต้องไปยืนจิ้มหน้าจอแทนการคุยกับเจ้าหน้าที่

ผมว่าเรื่องนี้ฟังไว้ไม่เสียหาย

เทคโนโลยีควรช่วยให้เรื่องง่ายขึ้น ไม่ใช่ย้ายความยุ่งยากจากโต๊ะเจ้าหน้าที่ไปไว้ในโทรศัพท์ของประชาชน

ถ้าเครื่องช่วยลดงานซ้ำๆ แล้วเจ้าหน้าที่มีเวลาไปทำงานที่ต้องฟัง ต้องอธิบาย หรือต้องใช้ดุลพินิจมากขึ้น แบบนั้นผมอยากเห็น

แต่คนที่ใช้เทคโนโลยีไม่คล่องก็ต้องยังมีทางให้เขาเดินเข้าไปหาคนได้เหมือนเดิม ไม่ใช่พอราชการทันสมัยขึ้น ยายที่พี่พูดถึงกลับลำบากกว่าเก่า

คุณปกรณ์เองพูดไว้ว่า ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้ถ่ายสำเนาเอกสารที่ราชการเป็นคนออก แล้วเอากลับไปยื่นให้ราชการอีกหน่วยหนึ่ง เพราะในสายตาประชาชน รัฐก็คือรัฐ หน่วยงานต่างๆ ควรเชื่อมข้อมูลกันเอง

ตรงนี้ผมยกมือเห็นด้วย

บัตรประชาชนก็ราชการออกให้ ข้อมูลก็อยู่กับราชการ แต่บางครั้งประชาชนกลับต้องถือข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งไปยื่นให้อีกหน่วยงานหนึ่ง

ถ้ารอบนี้ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้จริง ประชาชนเห็นผลทันที

คุณปกรณ์ยังตั้งเป้าว่า ระยะเวลาการให้บริการประชาชนควรลดลงอย่างน้อย 20–30%

ดีครับ

อย่างน้อยมีตัวเลขให้ตามกันต่อ

แต่เอาเข้าจริง คนที่ไปติดต่อราชการน่าจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง

ไปติดต่อแล้วง่ายขึ้นไหม เร็วขึ้นไหม เรื่องที่เมื่อก่อนต้องเดินหลายแห่ง วันนี้จบได้ในที่เดียวหรือยัง

ถ้าคำตอบคือใช่ ผมว่าประชาชนคงไม่สนใจด้วยซ้ำว่ารัฐบาลตั้งชื่อเรื่องนี้ว่าอะไร

แต่ถ้าข้าราชการลดลง เปลี่ยนชื่อเรียกกันแล้ว แต่ประชาชนยังเจอขั้นตอนเดิมๆ

แบบนั้นคำว่า “ปฏิรูป” อาจถูกปลดไปแล้ว แต่คำว่า “ล้มเหลว” คงยังนั่งอยู่ที่เดิม (ฮา)

เรื่องที่พี่ห่วงว่าคนออกแล้วงานจะไปกองใส่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็ต้องดูพร้อมกันไป

ถ้าลดคนพร้อมกับลดงานซ้ำ ลดขั้นตอน และใช้เทคโนโลยีแทนงานบางอย่างได้ ภาระอาจไม่ได้เพิ่มอย่างที่พี่กลัว

แต่ถ้าคนลด งานไม่ลด

คราวนี้พี่พูดถูกเต็มๆ ครับ

เพราะงานที่คนหนึ่งเคยทำ เมื่อคนนั้นหายไป งานไม่ได้หายตาม สุดท้ายก็ต้องมีคนที่เหลือรับไปทำต่อ

เรื่องคนอายุ 60 ที่พี่พูดไว้ ผมไม่ขอไล่ตอบยาว

ประสบการณ์มีค่าจริง แต่เรื่องใครควรอยู่ตรงไหน ใช้คนอย่างไร ผมว่าดูที่งานกับความสามารถน่าจะตรงกว่าเอาอายุเป็นตัวตั้ง

พี่ทิ้งท้ายว่านโยบายแบบนี้มัก “คิดจากห้องแอร์”

คำนี้ผมยังไม่รับนะ

เปิดแอร์เถอะครับ เมืองไทยร้อน (ฮา)

ผมห่วงอย่างเดียว อย่าลืมเปิดประตูออกมาดูคนที่เขาใช้บริการจริงบ้าง

ถ้าวันหนึ่งคนน้อยลง แต่งานเร็วขึ้น ขั้นตอนลดลง หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้ และคนทำงานดีๆ ยังอยู่

ถึงตอนนั้นจะเรียก “ปฏิรูป” หรือ “พัฒนาประสิทธิภาพ” ผมก็ไม่ติด

ทำได้จริง ผมปรบมือให้

แต่ถ้าคนดีๆ ออก งานยังช้าเหมือนเดิม แล้วประชาชนต้องโหลดแอปเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว

อันนี้ผมคงยังปรบไม่ลง

ขอบคุณพี่ที่เขียนมาคุยกันครับ

เรื่องราชการ คนอยู่นอกระบบอย่างผมอาจเห็นไม่หมด พี่อยู่กับมันมาครึ่งชีวิต ย่อมมีมุมที่น่าฟัง

ผมฝากคุณปกรณ์ไว้เรื่องเดียวครับ

เนื้อดีๆ เก็บไว้ด้วย

เดี๋ยวประชาชนเสียดาย.

—เสมอต้น
8 กันยายน 2569

📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า อยากถาม หรือเพียงอยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ 📩samerton.thaipost@gmail.com หรือ 💬 Inbox เพจ Facebook “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่พบเจอ หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ แล้ววันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...